เทคนิครวมหนี้ แก้ปัญหาหนี้ให้อยู่หมัด
SET ตลาดหลักทรัพย์ฯ
อัพเดต 07 พ.ค. 2563 เวลา 09.47 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2563 เวลา 09.47 น. • SET Education“การไม่เป็นหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ” เป็นประโยคที่ได้ยินอยู่ทั่วไป แต่จะรู้สึกได้อย่างลึกซึ้งเมื่อเป็นหนี้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน เงินไม่เพียงพอในการใช้จ่ายและชำระหนี้ เจ้าหนี้หลายรายเริ่มทวงถาม กู้เงินแหล่งอื่นมาชำระหนี้ ผลสุดท้ายไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาหนี้ที่แท้จริง กลับเป็นการสร้างภาระเพิ่มขึ้นและมีปัญหาพัวพันมากขึ้น
แนวทางการแก้ปัญหาหนี้มีหลายวิธีด้วยกัน วิธีหนึ่งที่นิยมใช้กับการเป็นหนี้หลายแหล่งและมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ได้แก่ การรวมหนี้ หมายถึง การรวบรวมหนี้ที่มีปัญหาหรือคาดว่าจะมีปัญหาในอนาคต และนำไปสู่วิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับสถานะทางการเงินของตัวเอง
ขั้นตอนการรวมหนี้
หยุดก่อหนี้ใหม่ทุกรูปแบบ
รวบรวมรายละเอียดหนี้ที่มีทั้งหมด เพื่อทราบสภาพหนี้ที่แท้จริง รวมทั้งยอดผ่อนชำระหนี้ต่อเดือนที่เป็นภาระผูกพันอยู่ โดยจัดทำในรูปแบบตารางที่เข้าใจได้ง่าย ประกอบด้วยประเภทหนี้และเจ้าหนี้ จำนวนหนี้คงเหลือ จำนวนเงินผ่อนชำระ จำนวนงวดผ่อนชำระคงเหลือ อัตราดอกเบี้ย
จัดหาแหล่งเงินเพื่อชำระหนี้ ด้วยการรีไฟแนนซ์ ดังนี้
ขายทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ กรณีที่ไม่ต้องการเป็นหนี้อีกและพอมีทรัพย์สินที่สามารถขายเพื่อนำมาชำระหนี้ได้ จากตัวอย่าง ควรสำรวจและขายทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ อาจจะสามารถชำระหนี้ได้ทั้งหมดจำนวน 24,500 บาท หรือชำระได้บางส่วน ก็จะทำให้ภาระหนี้และภาระการผ่อนชำระหนี้ลดลงได้
หากู้แหล่งใหม่ที่ให้เงินกู้เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้เดิม โดยสอบถามจากสถาบันการเงินหลายๆ แห่ง เพื่อเปรียบเทียบ จากนั้นเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด โดยมีเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้ ประเภทเงินกู้ หลักประกัน วงเงินกู้ อัตราดอกเบี้ย จำนวนเงินผ่อนชำระต่องวด และค่าธรรมเนียม
จากตัวอย่าง สมมติได้แหล่งเงินกู้ใหม่เพื่อชำระหนี้จากแหล่งเงินกู้เดิม 3 รายการ โดยแหล่งเงินกู้ใหม่ให้วงเงินกู้ทั้งหมด 24,500 บาท อัตราดอกเบี้ย 12% ต่อปี ชำระรวม 24 งวดๆ ละ 1,266 บาท จะเห็นได้ว่า อัตราดอกเบี้ยลดลง จำนวนเงินผ่อนชำระรวมลดลงจากเดือนละ 3,189.50 บาท เหลือเพียง 1,266 บาท ((24,500 + (24,500*0.12*2))/24) หมายความว่ามีสภาพคล่องทางการเงินแต่ละเดือนเพิ่มมากขึ้น แต่สิ่งต้องยอมรับถ้ามีการรีไฟแนนซ์ คือ ภาระที่ต้องชำระหนี้จะนานขึ้น เช่น กรณีตัวอย่างเป็น 24 เดือน
- ชำระหนี้ด้วยความมีวินัย มีความอดทนในการชำระหนี้ และระมัดระวังอย่าใช้จ่ายเกินตัว
ข้อควรพิจารณาก่อนรวมหนี้
- กรณีรีไฟแนนซ์ ควรศึกษาเงื่อนไขการให้สินเชื่อแหล่งใหม่อย่างละเอียด เช่น วงเงินที่ให้กู้ อัตราดอกเบี้ย จำนวนงวดผ่อนชำระ รวมทั้งเงื่อนไขพิเศษต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียมการกู้ อัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดชำระ เป็นต้น
- ความตั้งใจจริงที่จะแก้ปัญหาหนี้ให้หมดสิ้นและต้องการสภาพคล่องเพิ่มเติมจากปัจจุบันที่มีภาระการชำระหนี้ที่มากเกินไป
ระดับหนี้ขนาดไหนถึงได้เวลาต้องรวมหนี้
- เริ่มมีปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินจากการชำระหนี้ เงินไม่เพียงพอในการใช้จ่ายและชำระหนี้ในแต่ละเดือน
- มีภาระผ่อนชำระหนี้มากจนเกินไป เช่น 60% ของรายได้ หรือผ่อนชำระหนี้ได้เพียงการชำระหนี้ขั้นต่ำทุกรายการ
- เริ่มมีการกู้เงินเพื่อนำมาชำระหนี้ที่มีอยู่
ข้อดีของการรวมหนี้
- มีหนี้เพียงแหล่งเดียว ชำระหนี้เพียงที่เดียว ไม่สับสนวุ่นวายว่าควรจ่ายใครก่อนหลัง จำนวนเท่าไหร่
- ไม่ปวดหัวกับการถูกทวงถามจากเจ้าหนี้หลายราย
- จำนวนเงินผ่อนชำระหนี้ลดลง ทำให้มีสภาพคล่องหรือมีเงินใช้จ่ายและชำระหนี้ได้มากขึ้น
- จ่ายดอกเบี้ยน้อยลง
- ทราบระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ที่แน่นอน (ตามข้อตกลง)
หมายเหตุ
ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 รัฐบาลจัดให้มีโครงการรวมหนี้เพื่อแก้ปัญหาหนี้บัตรให้กับคนไทย ในนามโครงการคลินิกแก้หนี้ระยะ 3 ครอบคลุมกรณีหนี้บัตรที่เป็น NPL (Non-Performing Loan) ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2563 ทั้งกรณี (1) ยังไม่เข้าสู่กระบวนการศาล (2) เจ้าหนี้ฟ้องแล้วเป็นคดีดำ และ (3) ฟ้องร้องมีคำพิพากษาแล้วเป็นคดีแดง ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ระยะเวลาการชำระหนี้นานขึ้น โดยติดต่อบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ให้ทำหน้าที่เป็นคนกลางที่ช่วยประสานงานระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ (บริการฟรี) และให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One-stop service)
ดร.ฬุลิยา ธีระธัญศิริกุล
อาจารย์ประจำ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี