4 สิงหาคม 2539 สมรักษ์ คำสิงห์ คว้าเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกของไทย จากมวยสากลสมัครเล่น รุ่นเฟเธอร์เวท ในกีฬา โอลิมปิก1996 ที่แอตแลนตา
Somluck Kamsing of Thailand in action during his Gold Medal victory… News Photo – Getty Image
โดยสามารถเอาชนะ เซราฟิม โทโดรอฟ นักชกจากบัลแกเรีย ไปด้วยคะแนน 8-5
คว้าเหรียญทองโอลิมปิก เหรียญแรกในประวัติศาสตร์ ให้กับทีมชาติไทย
สมรักษ์ เป็นคนบ้านโนนสมบูรณ์ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น
(ปัจจุบันคือ อำเภอบ้านแฮด) เกิดเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2516
ครอบครัวยากจน เป็นบุตรคนกลาง ในจำนวนลูกทั้ง 3 คน ของ
นายแดงและนางประยูร คำสิงห์ เหตุที่มีชื่อเล่นว่า “บาส”
ก็เพราะต้องการให้คล้องกับชื่อเล่นของพี่ชายซึ่งเป็นนักมวยด้วยเหมือนกัน
คือ สมรถ คำสิงห์ ที่มีชื่อว่า “รถ” เนื่องจาก
คลอดบนรถโดยสาร ระหว่างเดินทางไปสถานีอนามัยอำเภอ
สมรักษ์เข้าเรียนครั้งแรกที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษา โนนสมบูรณ์
พ่อของสมรักษ์เป็นนักมวยเก่า จึงได้รับการฝึกการชกมวยไทยมาตั้งแต่เด็ก
ขึ้นชกมวยครั้งแรกขณะอายุได้ 7 ปี และได้ตระเวนชกตามเวทีงานวัดต่าง ๆ
จนได้รับการทาบทามจาก ณรงค์ กองณรงค์
หัวหน้าคณะณรงค์ยิมให้มาร่วมค่าย สมรักษ์ขึ้นชกมวยไทยในชื่อ สมรักษ์ ณรงค์ยิม
กลายเป็นนักมวยมีชื่อในแถบจังหวัดขอนแก่น
ต่อมา ณรงค์กับนายแดงพ่อของสมรักษ์เกิดแตกคอกัน
สมรักษ์จึงย้ายไปอยู่ค่ายศิษย์อรัญ
เข้ามาชกมวยในกรุงเทพฯ ได้ไปเรียนที่ โรงเรียนผะดุงศิษย์พิทยา
โดยชกทั้งมวยไทย และมวยสากลสมัครเล่น
โดยสมรักษ์ขึ้นชกมวยไทยในชื่อ “พิมพ์อรัญเล็ก ศิษย์อรัญ”
เมื่อสมรักษ์ขึ้น ม.2 พ่อก็ถึงแก่กรรม
ในเส้นทางมวยไทย สมรักษ์ตระเวนชกตามเวทีต่างทั้ง ชลบุรี สำโรง อ้อมน้อย
จนกระดูกแข็ง เจนสังเวียนมากขึ้นจึงขึ้นชกมวยที่เวทีมาตรฐาน
ทั้งเวทีราชดำเนินและเวทีลุมพินี มีโอกาสขึ้นชกกับนักมวยชื่อดังยุคนั้นหลายคน
เช่น ชาติชายน้อย ชาวไร่อ้อย, ช้างน้อย ศรีมงคล, บัวขาว ป.พิสิษฐ์เชษฐ์,
ฉมวกเพชร ช่อชะมวง แต่ไม่เคยได้แชมป์มวยไทยของเวทีใด
จนปี พ.ศ. 2538 จึงขึ้นชกมวยไทยครั้งสุดท้าย ชนะน็อค
สุวิทย์เล็ก ส.สกาวรัตน์ ยก 4 แล้วจึงหันมาเอาดีด้านมวยสากลสมัครเล่นอย่างเดียว
ค่าตัวสูงสุดที่ได้รับจากการชกมวยไทยอยู่ที่ราว 180,000 บาท
จัดเป็นนักมวยเงินแสนคนหนึ่ง
สมรักษ์เริ่มเข้าแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นในนามของโรงเรียน เมื่อปี พ.ศ. 2528
เมื่ออายุ 12 ปี โดยมีพิกัดน้ำหนัก 52 กิโลกรัม เมื่อสมรักษ์จบ ม.6
จากโรงเรียนผะดุงศิษย์ฯ ได้รับการทาบทามจากสโมสรราชนาวีให้ชกมวยสากลสมัครเล่น
ในนามของสโมสรและบรรจุให้เข้ารับราชการในกองทัพเรือ
สมรักษ์ประสบความสำเร็จ ได้ทั้งแชมป์ประเทศไทยและเหรียญทองกีฬาแห่งชาติ
สมรักษ์ เข้าสู่ทีมชาติครั้งแรก ในการแข่งขันโอลิมปิก ที่บาร์เซโลนา
ในปี พ.ศ. 2535 ในรุ่นเฟเธอร์เวท
รอบแรก ชนะ ไมค์ สแตรงก์ จากแคนาดา เมื่อ 29 กรกฎาคม
รอบสอง แพ้ ฟาอุสติโน เรเยส จากสเปน เมื่อ 2 สิงหาคม ตกรอบ
พ.ศ. 2536 ได้เหรียญทองมวยทหารโลก ที่ประเทศอิตาลี
แต่ไม่ได้ติดทีมชาติไปแข่งกีฬาซีเกมส์ในปีนั้นเพราะไม่พร้อม
สมรักษ์เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาเป็นครั้งแรก จากการเป็นนักกีฬาไทย ที่ได้เหรียญทองเพียงคนเดียว
ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 12 ในปี พ.ศ. 2537 ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น
ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้น เกือบจะถูกตัดสิทธิ์เพราะตรวจสมรรถภาพร่างกายไม่ผ่านในครั้งแรก
พ.ศ. 2538 สมรักษ์ได้เหรียญทองจากกีฬาซีเกมส์ที่เชียงใหม่ และ ผ่านการคัดเลือก
ให้ไปแข่งกีฬาโอลิมปิก รอบสุดท้าย เส้นทางสู่เหรียญทองประวัติศาสตร์ เริ่มจาก
รอบแรกเอาชนะ แดเนี่ยล เซต้า นักชกเปอร์โตริโก 13-2,
รอบสอง ชนะ ฟิลิป เอ็นดู จาก แอฟริกาใต้ 12-7,
รอบสามหรือรอบก่อนรองชนะ รามาส พาเลียนี่ จากรัสเซีย 13-4
นั่นหมายถึงว่าได้เหรียญทองแดงคล้องคอไว้แล้ว
และสมรักษ์ชนะ พาโบล ชาคอน จากอาร์เจนตินาไปได้ 20-8 และ
ท้ายที่สุดเอาชนะ เซราฟิม โทโดรอฟ จากบัลแกเรียไปได้ ด้วยคะแนน 8-5
ทำให้สมรักษ์สามารถคว้าเหรียญทองโอลิมปิก เหรียญแรกให้กับทีมชาติไทยได้ในที่สุด
ก่อนการชกในรอบชิงชนะเลิศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
ได้พระราชทานกระเช้าผลไม้
มายังสมรักษ์และทีมงาน พร้อมทั้งทรงอวยพรให้สมรักษ์ได้รับชัยชนะด้วย
โดยการแข่งขันโอลิมปิคในครั้งนี้ สมรักษ์ ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “Kamsing Somluck”
โดยเจตนาให้มีนัยทางโชคด้วย
การคว้าเหรียญทองโอลิมปิกในครั้งนั้น การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.)
ได้ออกแสตมป์ที่มีรูปการชกรอบชิงชนะเลิศของสมรักษ์ ราคาดวงละ 6 บาท
เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์นี้ด้วย และทางกองทัพเรือ (ทร.) ต้นสังกัด
ก็ได้เลื่อนยศให้สมรักษ์เป็นเรือตรี (ร.ต.) ซึ่งเดิมสมรักษ์มียศเป็นจ่าเอก (จ.อ.)
ภายหลังจากได้เหรียญทองแล้ว สมรักษ์กลายเป็นบุคคลมีชื่อเสียง
กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ในเวลาไม่นาน ด้วยความเป็นคนมีบุคคลิกเฮฮา มีสีสัน น่าสนใจ
โดยภายหลังจากกลับมาจากโอลิมปิคที่แอตแลนต้าแล้ว สมรักษ์ก็มีผลงานในวงการบันเทิง
เริ่มจาก ละครเรื่อง “นายขนมต้ม” ทางช่อง 7 ที่รับบทเป็นนายขนมต้มพระเอกด้วยตัวเอง
โดยประกบคู่กับ กุลณัฐ ปรียะวัฒน์ นางเอก และเพื่อน ๆ นักมวยรุ่นพี่อีกหลายคน
นับแต่นั้นมา สมรักษ์ ก็มีสถานะเหมือนเป็นดาราคนหนึ่ง มีงานในวงการเข้ามาเรื่อย ๆ
ทำให้สมรักษ์เอาใจใส่ในการชกมวยน้อยลง จนมีข่าวว่าซ้อมน้อยลงบ้าง หนีซ้อมบ้าง
แต่กระนั้นเจ้าตัวก็ยังยืนยันว่าฝีมือของตัวเองยังคงเหมือนเดิม
ถึงขนาดกล้าทำนายผลการชกล่วงหน้า ซึ่งก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง จนได้ฉายาว่า “โม้อมตะ”
แต่หลังจากได้รับเหรียญทองกีฬาเอเชียนเกมส์ใน ปี พ.ศ. 2541 แล้ว
การชกครั้งหลังๆจากนั้น ก็ไม่ประสบความสำเร็จเลย
ในการแข่งขันโอลิมปิกที่ซิดนีย์ ปี พ.ศ. 2543 สมรักษ์เข้าแข่งขันในรุ่นเฟเธอร์เวท
รอบแรก ชนะอาร์เอสซี อันเดรส โลเดสมา จากโคลัมเบีย ยก 4 เมื่อ 18 กันยายน
รอบสอง ชนะ ตุลกุนบาย ตูร์กูนอฟ จากอุซเบกิสถาน เมื่อ 23 กันยายน
รอบ 8 คนสุดท้าย แพ้ ร็อกกี้ ฮัวเรซ จาก สหรัฐเมื่อ 27 กันยายน
และในโอลิมปิก ที่กรุงเอเธนส์ ปี พ.ศ. 2547 สมรักษ์เข้าแข่งขันรุ่นเฟเธอร์เวท
รอบแรก แพ้คะแนน เบโนต กูเดต จากแคนาดา ตกรอบเมื่อ 16 สิงหาคม
ทำให้เลิกชกมวยสากลสมัครเล่นอย่างเด็ดขาด