โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

GDP ไตรมาส 3 โต 3% เพิ่มทั้งปี 67 เป็น 2.6% แจกเงิน 10,000 บ.ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 พ.ย. 2567 เวลา 14.16 น. • เผยแพร่ 18 พ.ย. 2567 เวลา 06.58 น.

สภาพัฒน์ เผย GDP ไทย ไตรมาส 3/2567 โต 3% ผลจากการลงทุน-ส่งออกขยายตัวดี ปรับเพิ่มเป้าทั้งปีเป็น 2.6% จากเดิมคาด 2.5% แจกเงิน 10,000 กลุ่มเปราะบางช่วยกระตุ้นบริโภค

[caption id="attachment_140979" align="aligncenter" width="1024"]

GDP ไทย

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ[/caption]

18 พ.ย. 2567 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 ขยายตัวได้ 3% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.2% ในไตรมาสที่สองของปี 2567 รวม 9 เดือนแรกของปี 2567 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.3%

“ปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ที่ขยายตัวได้ 3% มาจากการลงทุนที่เร่งตัวขึ้น ขณะที่การผลิตยังขยายตัวได้ ประกอบกับการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีมากในช่วงที่ผ่านมา”

โดยการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว 3.4% ชะลอลงจาก 4.9% ในไตรมาสก่อน ตามการชะลอตัวของการใช้จ่ายในทุกหมวดสินค้าและการลดลงต่อเนื่องของการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทน สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในไตรมาสนี้อยู่ที่ระดับ 50.1 ลดลงจากระดับ 54.3 ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นระดับความเชื่อมั่นที่ต่ำสุดในรอบ 6 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสที่สองของปี 2566

GDP ไทย
GDP ไทย

ด้านการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาล ขยายตัว 6.3% เร่งขึ้นจาก 0.3% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยรายจ่ายการโอนเพื่อสวัสดิการสังคมที่ไม่เป็นตัวเงินสำหรับสินค้าและบริการในระบบตลาดขยายตัวในเกณฑ์สูง 36.9% ค่าตอบแทนแรงงาน (เงินเดือน ค่าบำเหน็จบำนาญ) ขยายตัว 1.1% ขณะที่ค่าซื้อสินค้าและบริการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส 8.5%

สำหรับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำในไตรมาสนี้อยู่ที่ 19.9% (ต่ำกว่าอัตราเบิกจ่าย 31.6% ในไตรมาสก่อนหน้า และ 20.5% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน) รวม 9 เดือนแรกของปี 2567 การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 5.0% และการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัว 1.6%

การลงทุนรวม ขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส 5.2% จากการลดลง 6.1% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนภาคเอกชนลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 ที่ 2.5% เทียบกับการลดลง 6.8% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการลดลงของการลงทุนในหมวดเครื่องมือ 1.6% ต่อเนื่องจากการลดลง 8.1% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยเป็นผลจากการลดลงของการลงทุนหมวดยานยนต์โดยเฉพาะรถบรรทุกและยานพาหนะอื่น ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรฐานสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น และการลงทุนในหมวดการก่อสร้างลดลง 6.0% เทียบกับการลดลง 2.2% ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการชะลอตัวของสินเชื่อภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินท่ามกลางคุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวลดลง

การลงทุนภาครัฐ ขยายตัวครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส 25.9% เทียบกับการลดลง 4.0% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนของรัฐบาลกลับมาขยายตัวในเกณฑ์สูง 43.1% ขณะที่การลงทุนของรัฐวิสาหกิจลดลง 1.1% สำหรับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนในไตรมาสนี้อยู่ที่ 26.3% (สูงกว่าอัตราเบิกจ่ายร้อยละ 25.4 ในไตรมาสก่อนหน้า และ 20.9% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน) รวม 9 เดือนแรกของปี 2567 การลงทุนรวมลดลง 1.7% โดยการลงทุนภาคเอกชนลดลง 1.4% และการลงทุนภาครัฐลดลง 2.3%

ด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 77,221 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวในเกณฑ์สูง 8.9% ตามการขยายตัวเร่งขึ้นของปริมาณการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตร โดยปริมาณส่งออกขยายตัวในเกณฑ์สูง 7.5% เทียบกับการขยายตัว 2.7% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ราคาส่งออกเพิ่มขึ้น 1.3%

ส่วนการนำเข้าสินค้ามีมูลค่า 71,448 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวในเกณฑ์สูง 11.3% เร่งขึ้นจาก 1.2% ในไตรมาสก่อน ตามการขยายตัวของการนำเข้าในทุกหมวดสินค้า สอดคล้องกับการขยายตัวเร่งขึ้นของการส่งออกสินค้าและการขยายตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยปริมาณการนำเข้ารวมขยายตัว 9.7% ขณะที่ราคานำเข้ารวมเพิ่มขึ้น 1.5% ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 5.8 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (198.5 พันล้านบาท) เทียบกับการเกินดุล 5.5 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (203.1 พันล้านบาท) ในไตรมาสก่อน

นายดนุชา เปิดเผยว่า ในไตรมาสนี้มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวน 8.588 ล้านคน (คิดเป็น 93.22% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศในช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19) ส่งผลให้มูลค่าบริการรับด้านการท่องเที่ยวในไตรมาสนี้อยู่ที่ 3.57 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.6% ส่วนการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวไทย (ไทยเที่ยวไทย) ขยายตัว 6.6% สร้างรายรับจากนักท่องเที่ยวชาวไทย จำนวน 2.25 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.8% ส่งผลให้ในไตรมาสนี้มีรายรับรวมจากการท่องเที่ยว 5.82 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.8% สำหรับอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในไตรมาสนี้อยู่ที่ 68.60% ต่ำกว่า 69.92% ในไตรมาสก่อนหน้า แต่สูงกว่า 66.16% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.02% ต่ำกว่า 1.07% ในไตรมาสก่อน แต่สูงกว่า 0.99% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.0 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (198.5 พันล้านบาท) เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2567 อยู่ที่ 243.0 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2567 มีมูลค่าทั้งสิ้น 11.63 ล้านล้านบาท คิดเป็น 63.3% ของ GDP

นายดนุชา เปิดเผยว่า สำหรับสถารการณ์น้ำท่วมมีผลต่อเศรษกิจไตรมาส 3 ประมาณ 0.3% มูลค่าประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นผลกระทบที่ไม่มากอย่างที่คาดไว้ เนื่องจากน้ำท่วมในครั้งนี้มีผลต่อภาคเกษตรในสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่การเกษตรทั้งประเทศและภาคอุตหสากรรมก็ไม่ได้รับผลกระทบ

“น้ำท่วมรอบนี้มีผลกระทบในภาคครัวเรือนมากกว่า ดังนั้นเงินที่รัฐบาลใส่เข้าไปช่วยก็สะท้อนกลับมาใน GDP ด้วย แต่หากเราไม่บริหารจัดการให้ดีจะกระทบกับภาระภาครัฐที่ต้องนำไปจ่ายกับเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้เราก็ใช้ประมาณปีละ 4-5 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่ควรเป็นแบบนี้”

นายดนุชา เปิดเผยว่า สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2567 คาดว่าจะขยายตัว 2.6% เพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ครั้งก่อนหน้า (ณ เดือน ส.ค. 2567) ซึ่งอยู่ที่ 2.5% ด้านอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 0.5% และดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 2.5% ของ GDP

ทั้งนี้การคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 ที่ 2.6% ได้รวมผลของมาตรการแจกเงิน 10,000 บาท ให้กลุ่มเปราะบาง 14.5 ล้านคน ไว้แล้ว โดยจะเริ่มเห็นผลในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2567 เนื่องจากโครงการดังกล่าวได้เริ่มโอนเงินให้กับกลุ่มเปราะบางในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ก.ย. 2567

“ปัจจัยหลักที่มองว่าเศรษฐกิจไทยปี 2567 จะขยายตัวได้ที่ 2.6% มาจากการส่งออกและการลงทุนเป็นหลัก เพราะเงิน 10,000 บาทที่จ่ายไป เป็นการกระตุ้นการบริโภคจึงเป็นการพยุงเศรษฐกิจไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจโตได้มาก ที่ทำให้โตได้คือการส่งออกและการลงทุนเพราะมีผลต่อการผลิตและรายได้ของคนที่จะเพิ่มขึ้น”

ส่วนการแจกเงินรอบที่ 2 จะต้องดูช่วงเวลาและขึ้นกับการประชุมคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 พ.ย. 2567 ซึ่งต้องใช้ข้อมูลทางเศรษฐกิจมาประกอบด้วย

“การแจกเงินในรอบที่ 2 ต้องดูสถานการณ์ในระยะข้างหน้าประกอบด้วย ในปีหน้าความเสี่ยงของเศรษฐกิจคาดว่าจะมีมากขึ้น ดังนั้นการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต้องมีการพุ่งเป้า ทำมาตรการที่ตรงเป้ามากขึ้น”

นายดนุชา เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 2.3 – 3.3% (ค่ากลางของการประมาณการอยู่ที่ 2.8%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก (1) การเพิ่มขึ้นของรายจ่ายภาครัฐ (2) การขยายตัวของอุปสงค์ภาคเอกชนในประเทศ (3) การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว และ (4) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออกสินค้า

ทั้งนี้ คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวได้ 3.0% และการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 2.8% มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์ สรอ. คาดว่าจะขยายตัว 2.6% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วง 0.3 – 1.3% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.6% ของ GDP

GDP ไทย

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...