ปี 68 แฟรนไชส์จีนกินรวบ ไทยตายเรียบ ถ้าไม่เปลี่ยน
ในปี 2568 เชื่อว่าธุรกิจแฟรนไชส์ในไทยอาจต้องเผชิญกับความท้าทายจากการขยายตัวต่อเนื่องของแฟรนไชส์จีน จากสาเหตุที่ไทยมีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงการค้าตลาดจีน
คาดว่าปี 2568 จะมีแบรนด์แฟรนไชส์จากจีนไหลบ่าเข้ามาเปิดตลาดในไทยอีกหลายแบรนด์ ทั้งร้านอาหาร เครื่องดื่ม ไอศกรีม ฟาสต์ฟู้ด เทคโนโลยี และบริการต่างๆ มาดูกันว่าที่ผ่านมามีธุรกิจแฟรนไชส์จีน แบรนด์ไหนบ้าง บุกตลาดในประเทศไทยแล้ว
- Mixue (มี่เสวี่ย) มีมากกว่า 200 สาขา ถือเป็นแฟรนไชส์ฟาสต์ฟู้ดที่มีสาขามากเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจาก McDonald's, Subway, Starbucks แซงหน้า KFC แล้ว และอาจแซงหน้า Starbucks และ Subway ขึ้นเป็นอันดับ 2 ของโลกได้ตลอดเวลา
- Wedrink แฟรนไชส์ไอศกรีมและชาผลไม้ มีกว่า 150 สาขา
- Bing Chun (ปิงฉุน) แฟรนไชส์ไอศกรีมและชาผลไม้ มี 14 สาขา
- CHA i ENJOY แฟรนไชส์ชานมและชาผลไม้ มี 1 สาขา
- JIAN CHA Tea เจี้ยนชา แฟรนไชส์ชานมและชาผลไม้ มี 11 สาขา
- Naixue ร้านชานมและชาผลไม้ มี 2 สาขา
- Chagee ร้านชานมและชาผลไม้ มี 2 สาขา
- ChaPanda ร้านชานม มี 2 สาขา
นอกจากแฟรนไชส์ไอศกรีมและชาจากจีน ยังมีแฟรนไชส์ร้านอาหารจีนเปิดตลาดในไทยอีกด้วย เช่น
- ไหตี่เลา (Haidilao) เชนร้านหม้อไฟจีน มี 9 สาขา บริการลูกค้าที่เป็นเอกลักษณ์ระหว่างรอคิว ตั้งแต่ของว่าง ไอศกรีม ทำเล็บ
- ไก่ทอดเจิ้งซิน ร้านไก่ทอด สเต็ก บาร์บีคิว ไอศกรีม ราคาเริ่มต้น 15 บาท มี 2 สาขา
หากแฟรนไชส์ไทยไม่ปรับตัวในปี 2568 อาจสู้แฟรนไชส์จีนไม่ได้ จากปัจจัยหลายอย่าง เช่น
- แฟรนไชส์จีนขายสินค้าราคาถูก โดยเฉพาะแฟรนไชส์ไอศกรีมและชา เริ่มต้น 15-50 บาท
- แฟรนไชส์จีนขายแฟรนไชส์ราคาต่ำ เช่น แฟรนไชส์ไอศกรีมและชาผลไม้ เริ่มต้น 1-1.5 ล้านบาท
- แฟรนไชส์ไก่ย่าง ไก่ทอด “เชสเตอร์” ของไทย ใช้เงินลงทุนเริ่มต้น 6 ล้านบาท สูงกว่าแฟรนไชส์ไก่ทอด “เจิ้งซิน” จากจีนที่ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 8.12 แสนบาท นั่นจึงทำให้แฟรนไชส์จีนได้เปรียบคู่แข่ง ทั้งราคาขายสินค้า และเงินลงทุนแฟรนไชส์
- แฟรนไชส์จากจีน ใช้กลยุทธ์ขยายสาขาด้วย "ระบบแฟรนไชส์" ทำให้ธุรกิจขยายได้เร็วกว่าธุรกิจอื่นๆ
- แฟรนไชส์จีนโดดเด่นด้วยสินค้าใหม่ โมเดลธุรกิจใหม่ สร้างประสบการณ์ใหม่ และราคาไม่แพง ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่า
- แฟรนไชส์จีนให้ตัวแทนบริษัทแม่ในจีนเข้ามาบริหารโดยตรง แตกต่างจากแฟรนไชส์อเมริกาที่ใช้ตัวแทนบริหารในไทย อีกทั้งหากดูนิสัยการทำงานของคนจีนแล้ว ส่วนใหญ่เป็นคนจริงจังกับงานมากกว่าคนไทย ทำให้บริหารธุรกิจโตเร็ว
วิธีปรับตัวแฟรนไชส์ไทยสู้แฟรนไชส์จีน
- สร้างความแตกต่างทางการตลาด เน้นการสร้างคุณค่าและคุณภาพ ทำโฆษณาออนไลน์ที่มีเนื้อหาสร้างแรงบันดาลใจ การเล่าเรื่องราวที่มีความผูกพันกับลูกค้า หรือการใช้ Influencers ที่มีความน่าเชื่อถือในกลุ่มตลาดเป้าหมาย
- พัฒนาและปรับปรุงคุณภาพสินค้าและบริการให้เหนือกว่าคู่แข่ง โดยสามารถนำเสนอสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เช่น การใช้วัตถุดิบท้องถิ่นหรือตามฤดูกาลเพื่อสร้างความแตกต่าง หรือการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ให้ประโยชน์กับลูกค้า
- ตอบสนองต่อเทรนด์ใหม่ๆ เช่น ใส่ใจในสุขภาพ การนำเสนอเมนูสุขภาพ การใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ หรือการให้บริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Business)
- สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น แอปพลิเคชันสำหรับการสั่งซื้อ หรือเว็บไซต์ที่สามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ เพื่อให้บริการลูกค้าได้สะดวกขึ้น และเข้าถึงลูกค้าในทุกที่ทุกเวลา
- ใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการธุรกิจ เช่น ระบบ POS (Point of Sale) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ลดต้นทุน และเพิ่มความสะดวกในการให้บริการลูกค้า
- เน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า ด้วยบริการคุณภาพและรวดเร็ว ทำให้แข่งขันกับแฟรนไชส์จีนได้
- ศึกษากลยุทธ์และโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์จีนที่ประสบความสำเร็จ เช่น ใช้ระบบออนไลน์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในราคาถูก แล้วนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตลาดแฟรนไชส์ในไทย
ดังนั้น หากแฟรนไชส์ไทยไม่ปรับตัวหรือเปลี่ยนแปลง เช่น ปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการให้แตกต่าง ขยายตลาดออนไลน์ และเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน ก็ยากที่จะต่อสู้กับความแข็งแกร่งของแฟรนไชส์จีนในตลาดไทยได้
------------------------------------------
รวมแฟรนไชส์ไทย >660 แบรนด์ - www.ThaiFranchiseCenter.com