โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เด็กอินโดนีเซียป่วยหลังกินขนมตามคลิปใน “TikTok”

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 17 ม.ค. 2566 เวลา 12.40 น. • เผยแพร่ 17 ม.ค. 2566 เวลา 05.04 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

จาการ์ตา 17 ม.ค. – เด็กอินโดนีเซียกว่า 20 คน มีอาการเจ็บป่วยหลังแห่ทำตามเทรนด์คลิปสั้นในติ๊กต็อก (Tiktok) แอปพลิเคชั่นวิดีโอสั้นยอดนิยมของจีน ด้วยการกินขนมท้องถิ่นผสมกับไนโตรเจนเหลว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในติ๊กต็อกในชื่อ ‘ดรากอนส์ เบรธ’ (dragon’s breath) หรือแปลเป็นไทยว่า ลมหายใจมังกร

รัฐบาลอินโดนีเซียได้ประกาศเตือนภัยจากการใช้ไนโตรเจนเหลวในอาหารพร้อมรับประทาน และเรียกร้องให้เพิ่มความระมัดระวังในการใช้ไนโตรเจนเหลวหลังเด็กอินโดนีเซียหลายคนมีอาการแสบท้องและท้องเสียหลังกินขนมท้องถิ่นชื่อ ‘ชิกิ เกบุล’ (chiki ngebul) หรือ ‘ชิกิบุลิส’ (chikibulis) ซึ่งมีลักษณะเป็นขนมหลากสีสันที่มีควันสีขาวของไนโตรเจนเหลวปกคลุม ขณะที่ นพ. ดิคกี บูดิแมน แพทย์ชาวอินโดนีเซียและนักวิจัยด้านความปลอดภัยทางสุขภาพทั่วโลกของมหาวิทยาลัยกริฟฟิธในออสเตรเลีย ระบุว่า ไนโตรเจนเหลวทำให้ขนมดังกล่าวมีควันปกคลุมขณะรับประทาน แต่ถ้าเด็กกินขนมก่อนที่ไนโตรเจนเหลวระเหย ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออาการแสบร้อนในลำไส้และกระเพาะทะลุ และในผู้ป่วยบางรายก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

นายแม็กซี เรน รอนโดนูวู เจ้าหน้าที่ระดับสูงกระทรวงสาธารณสุขของอินโดนีเซีย ระบุในแถลงการณ์ว่า ขณะนี้ ยังไม่มีรายงานเด็กอินโดนีเซียเสียชีวิตจากการกินขนมดังกล่าว แต่มีเด็กราว 25 คนที่มีอาการเจ็บป่วย และมี 2 คนที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยคาดว่าอาจมีตัวเลขเพิ่มขึ้นในเร็ว ๆ นี้ อย่างไรก็ดี กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียได้ประกาศขอความร่วมมือให้สำนักงานสาธารณสุขท้องถิ่นกำชับร้านอาหารที่ใช้ไนโตรเจนเหลวในการทำอาหารให้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค สั่งห้ามร้านหาบเร่แผงลอยขายขนมชนิดนี้ และสั่งให้โรงเรียนสอนเด็กนักเรียนเกี่ยวกับอันตรายของไนโตรเจนเหลวอีกด้วย

หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษรายงานว่า มีหลายคลิปวิดีโอในติ๊กต๊อกที่แสดงให้เห็นภาพเด็กวัยรุ่นและเด็กเล็กชาวอินโดนีเซียหลายคนได้แห่กันทำตามเทรนด์ด้วยการรับประทานขนมท้องถิ่นดังกล่าวพร้อมพ่นควันสีขาวออกมาจากปาก โดยที่มีคลิปวิดีโอหนึ่งมียอดผู้เข้าชมสูงถึงเกือบ 60,000 ครั้ง.-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...