เปิดมุมมองโบรก อะไรทำให้ “KBank” ต้องตั้งสำรองสูงลิ่วในปี 2565
ตัวเลขผลประกอบการของธนาคารกสิกรไทย (KBank) ปี 2565 มีกำไร 35,769 ล้านบาท ลดลง 6% แต่มีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) มากที่สุดในกลุ่มที่ 51,919 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.73 % ทำให้มีความสงสัยว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องใส่เงินสำรองสูงขนาดนั้น ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างให้มุมมองต่อ "KBank" ไว้ พร้อมราคาเป้าหมายที่คาดว่าเหมาะสม
บล.กรุงศรี ระบุ KBank เน้นกลยุทธ์จัดการ NPL เชิงรุก
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี (บล.) เผยว่า ผลประกอบการของธนาคารกสิกรไทย (KBank)ในปี 2565 โดยรวมอ่อนแอกว่าเป้าหมาย โดยสินเชื่อขยายตัวเพียง 3% ซึ่งต่ำกว่าช่วงเป้าหมายที่ 6-8% ในขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิลดลง 7% จากเป้าที่คาดว่าจะทรงตัว และ credit cost พุ่งสูงขึ้นจาก 173bps เป็น 211bps ซึ่งสูงกว่าเป้าที่ <160bps อย่างมาก ทั้งนี้ผู้บริหารเผยว่าพอร์ตสินเชื่อโตต่ำในปี 2565 เป็นเพราะพอร์ตสินเชื่อจดจำนองหดตัวลงและมีการใช้กลยุทธ์การจัดการ NPL เชิงรุก ในขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ก็ออกมาต่ำเกินคาด เพราะค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารกองทุนรวม และธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ลดลง แต่ที่สำคัญที่สุดคือเรื่อง credit cost ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 173bps ในปี2564 เป็น 211bps ในปี 2565 ซึ่งนอกจากจะสูงกว่าเป้าที่ <160bps แล้วยังสูงกว่า 205bps ในปี 2563 ตอนที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ระลอกแรก ดังนั้น credit cost ที่สูงจึงฉุดให้กำไรในปี 2565 ลดลง 6% yoy และทำให้ KBank เป็นธนาคารใหญ่เพียงแห่งเดียวในบรรดาธนาคารใหญ่ของไทยที่กำไรสุทธิลดลงในปีที่แล้ว หลังจากที่ผลการดำเนินงานออกมาอ่อนแอในปี 2565 ผู้บริหารมองแนวโน้มของ KBANK จะดูดี ขึ้นในปี 2566 โดยผู้บริหารได้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวของ GDP ไทยในปี 2023 จาก 3.2% เป็น 3.7% เนื่องจากภาคท่องเทียวฟื้นตัวได้มากขึ้น และคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกสองครั้งจาก 1.25% เป็น 1.75% ภายในสิ้นปี 2566 ทั้งนี้ผู้บริหารยังไม่ได้เปิดเผยเป้าหมายทางการเงินปี 2566 (กำหนดจะประกาศในวันที่ 27 มกราคม) แต่ส่งสัญญาณว่า credit cost อาจจะยังสูงอยู่ในช่วง 160-210bps เพราะ KBank จะยังเดินหน้าใช้กลยุทธ์การจัดการ NPL เชิงรุกต่อไปในปี 2023 แต่ถึงแม้ว่าจะ credit cost ที่สูงจะถือเป็นข่าวลบ แต่ยังมีข่าวบวกจากการที่ผู้บริหารคาดว่า credit cost ในปี 2565 เป็นระดับ peak ของวัฎจักรรอบนี้แล้วและเชื่อว่า credit cost ในระยะยาวจะกลับมาเป็นปกติที่ประมาณ 140-160bps แต่อาจจะยังไม่เกิดขึ้นในปี 2566 “เราปรับสมมติฐานและปรับประมาณการกำไรเล็กน้อย โดยเราคาดว่าผลประกอบการที่อ่อนแอของ KBank ในปี 2565 จะปูทางให้กำไรฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งในปี 2566 เราคาดว่ากำไรสุทธิของ KBank ในปี2566 จะโตถึง 35% จากพอร์ตสินเชื่อที่ขยายตัวและ NIM ที่เพิ่มขึ้นรวมถึง credit cost ที่แม้จะยังอยู่ในระดับสูงแต่จะลดลง เมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ดีประเมินแรงส่งจาก NIM น่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ หลังจากปรับสมมติฐานแล้วเราคงคำแนะนำซื้อ KBank ประเมินราคาเป้าหมายที่ 180 บาท เนื่องจากคาดว่ากำไรจะฟื้นตัวขึ้นจากฐานที่ต่ำในปีที่แล้ว และราคาหุ้นมี upside ให้ลงทุน เราเชื่อว่าการฟื้นตัวของราคาหุ้นอาจจะต้องใช้เวลาสักระยะหลังจากที่ผลประกอบการออกมาน่าผิดหวัง และประเด็นความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ของ KBank”
บล.ดาโอระบุแนวโน้มสำรองยังต่อเนื่องในปี 2566
บทวิเคราะห์จากบริษัท หลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) เผยว่า เรามีมุมมองเป็นลบจากการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 ม.ค.) เพราะแนวโน้มของสำรองฯยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในปี 2566 โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1) คำถามส่วนใหญ่เป็นเรื่องของสำรองที่ตั้งเยอะมากในไตรมาส 4 /2565 เกิดจากการ Clean up ลูกหนี้ที่เคยอยู่ในโครงการแก้หนี้ (Debt relief) และมี NPL Inflow เพิ่มจากการปล่อยสินเชื่อ high yield (MicroSME, Consumer Ioan ใน digital loan) โดยผู้บริหารคาดว่าสำรองได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปี 2565 (credit cost ใน 2565 อยู่ที่ 211bps) แต่ในปี 2566 จะยังมีการ Clean up ลูกหนี้อีก ทำให้ credit cost จะยังไม่กลับมาเท่าที่ระดับปกติที่ 140-160bps 2) NPL ในไตรมาส 4 ปี 2565 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.19% จาก 3.07% ในไตรมาส 3 ปี 2565 เพราะมีการจัดชั้นที่เข้มงวดมากขึ้น แม้ว่าจะมีการขาย NPL ถึง 1.7 หมื่นล้านบาท ให้กับ JKAMC และมี write-off ออกไปอีก 8พันล้านบาท 3) กำไรจากเงินลงทุนที่ 4.7 พันล้านบาท มาจาก unrealized gain จากตลาดหุ้นทั้งในและต่างประเทศ บล.ดาโอ ปรับประมาณการกำไรสุทธิของ Kbank ปี 2566/2567 ลง -12%/-7% จากการปรับ credit cost เพิ่มขึ้นเพราะการ clean up ลูกหนี้ยังมีต่อเนื่อง โดยปรับ credit cost ในปี 2566 ขึ้นเป็น 180bps จากเดิมที่ 150bps และปี 2567 ขึ้นเป็น 170bps จากเดิมที่ 140bps ทำให้ได้กำไรสุทธิในปี 2566 คาดอยู่ที่ 3.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น +9% YOY จากฐานต่ำในปีก่อน ขณะที่คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/2566 จะทรงตัวจากแนวโน้มสำรองฯที่ยังทรงตัวระดับสูง แต่จะเพิ่มขึ้นในงวดไตรมาสจากฐานต่ำและ การรับรู้ค่าใช้จ่าย (OPEX ) ที่ลดลงตามฤดูกาล “ปรับราคาเป้าหมายลงมาอยู่ที่ 175.00 บาท อิง 2566 PBV ที่ 0.78x(-1.25SD below 10-yr average PBV) จากเดิมที่ 195.00 บาท อิง 2566 PBV ที่ 0.85x (-1.00SD below 10-yr average PBV) จากการปรับกำไรและ PBV ลง แต่อย่างไรก็ดียังมีความเสี่ยงจากแนวโน้มการตั้งสำรองฯไม่เป็นไปตามคาด และผลกระทบจากโควิดมากกว่าคาด”
บล.ทรีนีตี้ มองสำรองตามแนวโน้ม NPL ที่เพิ่มขึ้น
ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จํากัด เผย KBANK ประกาศกำไร 4Q65 ที่ 3,191 ล้านบาท อ่อนตัว 70% QoQ และ 68%YOY ต่ำกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้าค่อนข้างมากถึง 68% โดยหลักเป็นผลจากการตั้งสำรองหนี้ที่เพิ่มขึ้นมาถึง 129% QoQ มาอยู่ที่ 2.28 หมื่นล้านบาท โดยส่วนหนึ่งเป็นการตั้งสำรองส่วนเกินเพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นการตั้งสำรองตามแนวโน้ม NPL ของธนาคารที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการหมดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มที่เป็น High Yield ซึ่งมีความเสี่ยงสูง โดยแม้มีการตั้งสำรองส่วนเกิน แต่ NPL Coverage Ratio ก็ยังอยู่ที่ 144% ซึ่งไม่ถือว่าอยู่ในระดับสูงเทียบกับกลุ่มฯ หากไม่นับผลจากการตั้งสำรองหนี้ดังกล่าว กำไรจากการดำเนินงานก่อนการตั้งสำรองหนี้ (PPOP) ปรับตัวดีขึ้น 21%QoQ และ 29%YQY ดีกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้าราว 23% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับตัวดีขึ้น 9%Q00 หลัง NIM เพิ่มขึ้นถึง 30 bps ตามแนวโนมดอกเบี้ยนโยบาย อีกทั้งยังมีกำไรจากการวัดมูลค่าเงินลงทุนถึง 4.68 พันล้านบาท ส่งผลให้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตถึง 53%Q0Q ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลราว 15% QoQ “เราปรับราคาเป้าหมายปี 2566 ใหม่เป็น 167 บาท อิง PBV 0.74 เท่า โดยราคาหุ้นที่อ่อนตัวลงมาได้สะท้อนปัจจัยลบไปบางส่วนแล้ว ซึ่งหากราคาหุ้นยังอ่อนตัวลงมาต่อเนื่องจะทำให้เป็นจังหวะในการเข้าลงทุน ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" โดยมีความเสี่ยงคือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจ หรือ คุณภาพหนี้ที่แย่ลง”
บล.พาย เผย สะท้อน NPL เก่าที่แย่ลง บวก NPL ใหม่สูงกว่าคาด
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ พาย ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า การประชุมนักวิเคราะห์ KBank ปรับประมาณการ GDP ไทยเป็น 3.7% จาก 3.2% เพื่อสะท้อนที่จีนกลับมาเปิดประเทศเร็วกว่าคาดการตั้งสำรองหนี้ฯ ไตรมาส 4/2565 ที่สูงขึ้นมากสะท้อนการก่อตัวของหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จาก NPL เก่าที่แย่ลง บวก NPL ใหม่ที่สูงกว่าคาดและสภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยที่จะมาถึง ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญทั้งปี 2565 อยู่ที่ 211bp สูงสุดในรอบเศรษฐกิจนี้ จากการตั้งสำรองในระดับปกติที่ 140-160bp ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสภาวะทางเศรษฐกิจ ทาง KBank มีมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวังต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจประกันผ่านเมืองไทยประกันชีวิต (MTL) ว่าจะปรับดีขึ้นด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นต่อไปคาดกระบวนการระบายงบดุลจะแล้วเสร็จในปี 2566 หลังตัดบัญชี NPL ราว 5.9 หมื่นล้านบาท และการขาย NPL จำนวน 7.2 หมื่นล้านบาทไปในปี 2565 แม้ KBank น่าจะได้อานิสงส์จากการขึ้นดอกเบี้ยและเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้น แต่เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2566 - 2567 ลง 14%,15% ตามลำดับ เพื่อสะท้อนการปรับเพิ่มสมมติฐานค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญขึ้น 210/190bp (จากเดิม 160bp) คาดกำไรสุทธิจะฟื้นตัว 16% YoY ในปี 2566 และโต 12% ในปี 2567 หนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ที่สูงขึ้น และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (non-NII)ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย “คงคำแนะนำ "ซื้อ" ด้วยมูลค่าพื้นฐานใหม่ที่ 165 บาท หลังปรับลดประมาณการกำไรลง แต่ยังมีปัจจัยบวกจาก 1) เศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นจะหนุนอุปสงค์ด้านสินเชื่อ 2) การเติบโตของกำไรที่ฟื้นตัวขึ้น และ 3) upside จากการขึ้นดอกเบี้ยมูลค่าพื้นฐาน”