วิถีแห่งกลยุทธ์ : ยืมดาบ ฆ่าคน กลยุทธ์ โจโฉ เล่าเปียว จัดการ ‘ยีเอ๋ง’
ทุกอย่างเริ่มเมื่อกาเซี่ยงพาเตียวสิ้วเข้าสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ โจโฉจึงว่าแก่เตียวสิ้ว กาเซี่ยงว่า ให้แต่งหนังสือไปเกลี้ยกล่อมเล่าเปียว เจ้าเมืองเกงจิ๋ว
กาเซี่ยงในฐานะ “กิมจิมง่อ” แปลภาษาไทยว่าเป็น “ที่ปรึกษา” จึงว่า
“เล่าเปียวนั้นมักคบเพื่อนซึ่งมีสติปัญญา ถ้าจะให้ไปเกลี้ยกล่อมเล่าเปียวนั้นจงจัดหาผู้ซึ่งมีสติปัญญาจึงจะได้”
โจโฉจึงถามซุนฮิวว่า “ท่านเห็นผู้ใดมีสติปัญญาที่จะให้ไปเกลี้ยกล่อมเล่าเปียวได้”
ซุนฮิวจึงตอบว่า “ซึ่งจะไปเกลี้ยกล่อมเล่าเปียวนั้นข้าพเจ้าเห็นแต่ขงหยงผู้เดียว”
เมื่อซุนฮิวได้รับมอบหมายจากโจโฉให้ไปหารือกับขงหยงก็ได้รับการแนะนำว่า “เพื่อนรักของเราคนหนึ่งชื่อยีเอ๋ง มีสติปัญญารู้หลักกว่าเรา 10 ส่วน อย่าว่าแต่จะไปเกลี้ยกล่อมเล่าเปียวเลย ถึงจะเป็นขุนนางผู้ใหญ่ในพระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ได้”
ปมเงื่อนอยู่ที่เมื่อ “ยีเอ๋ง” ได้พบกับ “โจโฉ”
ยีเอ๋งกระทำคำนับแล้ว โจโฉมิได้เชิญให้นั่งยังคงให้ยืนอยู่เฉยๆ ยีเอ๋งแหงนหน้ามองฟ้า ถอนใจใหญ่แล้วพูดว่า
“แผ่นดินนี้ก็กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก แต่หาคนสักคนก็ทั้งยาก”
โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงว่า “เรามีคนนับสิบสิบซึ่งทั่วทั้งสากลโลกยกย่องว่าแกล้วกล้าสามารถทั้งนั้น เหตุไฉนท่านจึงว่าจะหาคนสักคนก็ทั้งยาก”
ยีเอ๋งถามว่า “คนที่ท่านว่านั้นคือใคร ข้าพเจ้ายังไม่รู้เลย”
โจโฉว่า “อันซุกฮ กซุนฮิว กุยแก และเทียหยก ทั้ง 4 นี้เป็นผู้เฉลียวฉลาดมีสติปัญญาลึกซึ้งยิ่งนักถึงเซียโหกับตันเผงก็มิอาจเทียบได้ อันเตียวเลี้ยว เคาทู ลิเตียนและงักจิ้น 4 คนนี้ก็องอาจสามารถไม่มีใครเกิน ยิ่งกว่าเงียมเหงกับม้าบู๊ด้วยซ้ำไป”
ยีเอ๋งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ “ที่ท่านพรรณนามานั้นข้าพเจ้าเห็นว่าผิดถนัด บุคคลเหล่านี้ข้าพเจ้ารู้จักคุ้นเคยดี”
จากนั้น ก็ “วิพากษ์” บรรดา “ที่ปรึกษา” อย่างชนิดเรียงตัว
เมื่อยีเอ๋งจากไป เตียวเลี้ยวจึงพูดกับโจโฉว่า “อ้ายยีเอ๋งพูดจาหาคารวะมิได้ เหตุไฉนท่านจึงไม่ฆ่ามันเสีย”
“ยีเอ๋งเป็นคนมีชื่อเสียง” เป็นคำตอบจากโจโฉ
“คนรู้จักกว้างขวางทั้งใกล้และไกล ถ้าเราฆ่า ทั่วทั้งใต้ฟ้าก็จะต้องโทษว่าเราไม่ยอมให้ใครตีเสมอ”
“แผน” ของโจโฉจึงเริ่มตั้งแต่ ณ บัดนั้น
วันรุ่งขึ้น โจโฉมีงานเลี้ยงใหญ่ในราชสำนักจึงสั่งให้ยีเอ๋งมาตีกลองรับแขก นักตีกลองทุกคนล้วนสวมเสื้อผ้าใหม่ให้แลงาม
แต่ยีเอ๋งกลับสวมเสื้อเก่าขาดรุ่งริ่ง
หมู่กลองบรรเลงเพลงชื่อ “หยีหยัง” (ตกปลา) บรรเลงด้วยเครื่องโลหะและหิน บรรดาแขกเหรื่อฟังแล้วซึ้งใจ บางคนถึงกับน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
ทุกคนจ้องไปที่หมู่กลอง
ฝ่ายทหารซ้ายขวาเห็นยีเอ๋งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่าก็เข้าไปตวาดว่า “ทำไมท่านไม่สวมเสื้อผ้าใหม่ๆ”
ยีเอ๋งจึงเปลื้องเสื้อผ้าออก ยืนเปลือยกายล่อนจ้อน
บรรดาแขกเหรื่อต้องเอามือปิดหน้า เห็นเช่นนั้นยีเอ๋งจึงค่อยๆ หยิบกางเกงขึ้นมาสวมและวางหน้าเป็นปกติ
ปฏิกิริยา “แขกเหรื่อ” ก็หนักอยู่แล้ว ปฏิกิริยา “โจโฉ” ยิ่งหนักกว่า
โจโฉเห็นตั้งแต่ต้นจนจบจึงตวาดด้วยเสียงอันดัง “นี่เป็นเขตพระราชฐาน ทำไมมึงจึงทำจัญไรอย่างนี้” “คนที่เหยียดหยามเจ้านายและดูหมิ่นผู้หลักผู้ใหญ่ต่างหากที่จัญไร”
เป็นการสวนตรงมาจากยีเอ๋งและตามด้วย “ข้าพเจ้าเปิดร่างที่พ่อแม่ให้มาก็เพื่อให้เห็นร่างอันสะอาดบริสุทธิ์ของข้าพเจ้า ไม่เห็นจะจัญไรอย่างไร”
“ถ้ามึงเป็นคนสะอาดบริสุทธิ์แล้วใครเล่าเป็นคนโสโครก” เป็นคำถามจากโจโฉ
“ท่านไม่รู้ว่าคนฉลาดกับคนโง่ต่างกันอย่างไรย่อมเชื่อว่ามีตาโสโครก ท่านไม่เคยอ่านคัมภีร์ประวัติศาสตร์ย่อมเชื่อว่ามีปากโสโครก ท่านไม่ยอมฟังวาจาตรงไปตรงมาย่อมได้ชื่อว่ามีหูโสโครก
ท่านไม่รู้อดีต ไม่รู้ปัจจุบัน ย่อมได้ชื่อว่ามีร่างโสโครก”
ขงหยงซึ่งเป็นเหมือนคนต้นเรื่องผู้หนึ่งอยู่ในหมู่แขกด้วยเกรงว่าโจโฉจะฆ่ายีเอ๋งเสียจึงรีบเข้ามาคำนับโจโฉแล้วพูดว่า
“อันโทษของยีเอ๋งนั้นต้องจำคุกทรมานไว้จนกว่าจะตาย
เช่นเดียวกับขุนนางเลว เลวทั้งหลาย แต่คนอย่างยีเอ๋งก็ไม่ใช่คนที่อาจจะแผ้วพานวิมานของท่านได้หรอก”
โจโฉจึงชี้หน้ายีเอ๋งแล้วว่า
“กูจะให้มึงเป็นทูตไปเกงจิ๋ว เกลี้ยกล่อมเล่าเปียวให้มาเป็นพวก ถ้ามึงทำการได้สำเร็จก็จะตั้งให้มึงมีตำแหน่งในราชสำนัก”
ยีเอ๋งไม่ยอมไป
โจโฉจึงเตรียมม้าไว้ 3 ตัว แล้วสั่งให้ทหาร 2 คน เข้าลากตัวยีเอ๋งขึ้นม้าตัวกลางกระหนาบข้างด้วยทหารทั้งสองนั้น
ทำไมยีเอ๋งจึงไม่ยอมไป
ไม่ว่า บุญศักดิ์ แสงระวี ไม่ว่า ประดิษฐ์ พีระมาน เมื่อแปลและเรียบเรียง “36 กลยุทธ์” ขึ้นมาทั้งในภาคปฏิบัติ ภาคธุรกิจ
ต่อกลยุทธ์ 3 ยืมดาบฆ่าคน
บุญศักดิ์ แสงระวี ยกตัวอย่างจาก “บันทึกประวัติศาสตร์ว่าด้วยสานุศิษย์ขงจื่อ” ประดิษฐ์ พีระมาน ยกตัวอย่างในยุคชุนชิว
เช่นเดียวกับ ม. อึ้งอรุณ ยกตัวอย่างในสมัยจั้นกวั๋อ
มีก็แต่ อธิคม สวัสดิญาณ และ สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย เท่านั้น ที่ยกเอากรณีของยีเอ๋งมาเป็นเครื่องอธิบายปฏิบัติการ “ยืมดาบฆ่าคน”
สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย ระบุว่า
กลอุบาย “ยืมมีดฆ่าคน” คือ การอาศัยคนอื่นในการกำจัดศัตรู ถือว่าเป็นกลอุบายที่ชั่วร้ายเพราะสามารถฆ่า หรือทำลายคนที่เราไม่ชอบ หรือคนที่เราอยากขจัดได้
โดยตัวเราเองไม่ต้องรับผิดชอบ
อธิคม สวัสดิญาณ รายงานสถานการณ์และความต่อเนื่องอย่างรวบรัดว่า ยีเอ๋งถึงเกงจิ๋วได้พบเล่าเปียว ถึงพูดจายกย่องมิขาดปากกลับแฝงนัยเสียดสี ทิ่มแทง
เล่าเปียวไม่พอใจ แต่ไม่แสดงออก
แนะให้ยีเอ๋งไปพบหองจอ (หวงจู่) ที่กังแฮ (เจียงเซี่ย) มีคนถามเล่าเปียวว่า “ยีเอ๋งพูดจาไร้มารยาทเช่นนี้ไฉนไม่ฆ่าเสีย”
เล่าเปียวตอบว่า “ยีเอ๋งหยามหมิ่นโจโฉหลายครั้ง โจโฉไม่ฆ่าคนก็เพราะกลัวเสื่อมเสียบารมีคนในหมู่บัณฑิต จึงสั่งให้เขาเป็นทูตมาที่นี่ คิดจะยืมมือฆ่ากำจัดเขา ให้ข้าแบกรับโทษกรรมทำร้ายนักปราชญ์แทน
ตอนนี้ข้าส่งยีเอ๋งไปพบหองจอ โยนเผือกร้อนให้หองจ อเพื่อให้โจโฉรู้ว่าข้าอ่านออก”
ในที่สุด ทุกอย่างก็สมตามความต้องการ ไม่ว่าจะมองทางด้านของโจโฉ ไม่ว่าจะมองทางด้านของเล่าเปียว
ผ่านไปไม่นาน มีคนรายงานว่าหองจอฆ่ายีเอ๋ง
เล่าเปียวถามถึงสาเหตุ คนรายงานก็ตอบว่า “พวกเขานั่งดื่มสุราด้วยกัน ครั้นต่างก็มึนเมา หองจอถามยีเอ๋งว่า
“ท่านคิดว่าในฮูโต๋มีบุคลากรดีเด่นไหม”
ยีเอ๋งตอบว่า “มีขงหยงและเอียวสิ้ว (หยางซิว) แค่ 2 คน”
หองจอถามต่อไปว่า “ท่านคิดว่าข้าคล้ายบุคลากรประเภทไหน”
ยีเอ๋งตอบว่า “ท่านคล้ายเจ้าในศาลเล็กๆ บนเขา รับเครื่องเซ่นของชาวบ้านแล้วปกป้องคุ้มครองพวกเขาไม่ได้”
หองจอโกรธมาก ฆ่ายีเอ๋งทิ้งทันที
เล่าเปียวฟังแล้วแสร้งทอดถอนใจ สั่งให้ฝังศพยีเอ๋งไว้ที่เองบู๊จิว (อิงอู่โจว) อธิคม สวัสดิญาณ สรุปอย่างรวบรัดว่า
โจโฉกลัวว่าคนทั้งแผ่นดินจะวิพากษ์วิจารณ์ว่าตนเป็นคนใจคอคับแคบ จึงใช้กลยุทธ์ “ยืมดาบฆ่าคน”
สั่งยีเอ๋งเป็นทูตไปพบเล่าเปียวที่เกงจิ๋ว
เล่าเปียวรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของโจโฉก็ใช้กลยุทธ์เดียวกัน แนะยีเอ๋งไปพบหองจอที่กังแฮหวังให้หองจอฆ่ายีเอ๋งปรากฏว่า สำเร็จ
หลังเหตุการณ์แล้วเล่าเปียวยังแสดงออกคล้าย “แมวร่ำไห้อาลัยมุสิก” ราวกับอาวรณ์นักปราชญ์ที่จากไปยิ่งนัก
กระนั้น เมื่อดูแล้วพวกเขาต่างก็บรรลุเป้าหมาย