โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

สรุปคำสั่งจากปลายปากกา ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ เมื่อผู้นำใช้อำนาจแบบเอาแต่ใจ ปลุกม็อบ Anti-Trump ทั่วประเทศ

The MATTER

เผยแพร่ 22 เม.ย. 2568 เวลา 06.12 น. • Brief

ไม่ว่าจะเปิดข่าวต่างประเทศของสำนักไหนก็มักจะเจอใบหน้าของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ที่อยู่บนหน้าฟีดด้วยประเด็นใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งจนปัจจุบันทรัมป์ได้โชว์ฟอร์มลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเกือบร้อยฉบับ และแน่นอนว่ามันมีผลที่ตามมาในทุกฉบับ

ซึ่งสิ่งที่ต้องจับตาและส่งผลกระทบต่อมนุษย์ที่สุด คงหนีไม่พ้นคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับ ‘สิทธิมนุษยชน’ ที่ในเวลานี้ไม่ใช่แค่ชาวอเมริกันเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ The MATTER ไล่เรียงคำสั่งทรัมป์ที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนทั้งคนในและนอกประเทศให้อ่านกัน

เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2025 วันแรกที่ทรัมป์เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีที่ทำเนียบขาว เขาได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารแบบรวดเดียว 78 ฉบับ และได้เพิกถอนคำสั่งของโจ ไบเดน (อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ) เพื่อให้อำนาจทั้งหมดเป็นของรัฐบาลเขาอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งในขณะที่จรดปากกาเพื่อลงลายเซ็นในการทำงานวันแรก ทรัมป์ได้สั่งให้ทีมงานถ่ายทอดสดวินาทีเหล่านั้นให้กับเหล่าแฟนคลับที่ให้กำลังใจอยู่ในสนามกีฬาได้ดูกันแบบสดๆ ด้วย

คำสั่งฉบับที่โดนวิพากษ์วิจารณ์หนักที่สุดในช่วงแรก คงหนีไม่พ้นการกำหนดให้มีเพศแค่ 2 เพศ (หญิงกับชาย) เท่านั้น และการตัดงบสนับสนุนเกี่ยวกับบุคคลข้ามเพศ การห้ามคนข้ามเพศแข่งกีฬาประเภทหญิง และนโยบายเพื่อความเท่าเทียม (DEI)

ขณะที่ในคำสั่งที่เขาลงนามมีฉบับหนึ่ง มุ่งเน้นไปที่ ‘เด็ก’ คนใดก็ตามที่เกิดในสหรัฐฯ และจะได้รับสัญชาติแบบอัตโนมัติ ซึ่งเขาได้ให้คำนิยาม ‘พลเมืองโดยกำเนิด’ ใหม่ เนื่องจากพ่อแม่ของเด็กบางคนเป็นผู้ที่อพยพเข้ามาแบบผิดกฎหมาย

ต่อมาเขาได้สั่งระงับโครงการตั้งถิ่นฐานต่างๆ ของผู้ลี้ภัยเข้ามาในสหรัฐฯ รวมถึงระงับโครงการช่วยเหลือต่างๆ และให้เหตุผลว่าจะไปพิจารณาดูก่อนว่ามันสอดคล้องกับนโยบายหาเสียงของเขาที่ว่า ‘อเมริกาต้องมาก่อน (America First)’ หรือไม่

โดยนโยบายนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงประเทศต่างๆ ที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ เช่น ประเทศไทยด้วย โดยคำสั่งดังกล่าวทำให้โรงพยาบาล 7 แห่งในพื้นที่ศูนย์พักพิงผู้หนีภัยการสู้รบชายแดนไทย-เมียนมาต้องปิดตัว ทำให้ต้องขนย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่อื่น

ด้านองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนอย่าง Human Rights Watch ออกมาบอกว่า คำสั่งดังกล่าวได้สร้างผลกระทบในวงกว้าง และคุกคามสิทธิของผู้คนทั่วสหรัฐฯ และทั่วโลก โดยเฉพาะกับประชากรที่ด้อยโอกาส และเปราะบาง ซึ่งรวมถึงผู้ลี้ภัยที่างคนผ่านกระบวนการทุกอย่างแล้ว แต่สุดท้ายถูกกีดกันไม่ให้เข้าประเทศ
ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้อนุมัติการคว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) และอัยการสูงสุด คาริม ข่าน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติ (UN) ออกมาประณามการกระทำดังกล่าวและบอกว่าเป็นการโจมตีหลักนิติธรรมระดับโลกที่บ่อนทำลายความยุติธรรมระหว่างประเทศ

นอกจากคำสั่งต่างๆ ที่รุนแรงแล้ว ก็ยังมีความเห็นที่ร้อนแรงและกลายเป็นที่ถกเถียงด้วยเช่นกัน จากการที่ทรัมป์พูดถึงสถานการณ์ในฉนวนกาซา โดยบอกว่าสหรัฐฯ จะเข้ายึดพื้นที่และบอกว่ากาซาเป็นพื้นที่อสังหาฯ ขนาดใหญ่ ในขณะที่รายงานของ UN บอกว่า สงครามทำให้ชาวกาซากว่า 90% ต้องอพยพออกจากบ้านของพวกเขา และย้ายถิ่นฐานอยู่ซ้ำๆ

จนเมื่อเดือนมีนาคม สหรัฐฯ ถูกเพิ่มเข้าในรายชื่อเฝ้าระวังภัยคุกคามด้านสิทธิมนุษยชนจากการกระทำต่างๆ ของทรัมป์ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง โดย CIVICUS (องค์กรไม่แสวงหากำไรระดับโลก) ซึ่งระบุว่า คำสั่งที่เข้มงวด-ลดงบแบบไม่มีเหตุผล และการข่มขู่ต่างๆ กำลังเริ่มปิดปากชาวอเมริกันที่เคยถกเถียงจากการเห็นต่าง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสหรัฐฯ ให้เงียบลงเรื่อยๆ

ในเดือนเดียวกันนี้ ทรัมป์ได้ตัดทอนรายงานสิทธิมนุษยชนประจำปีของกระทรวงการต่างประเทศออก โดยตัดเนื้อหาบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้หญิง คนพิการ ชุมชนของ LGBTQIA+ และอื่นๆ โดยเจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่า เพื่อลดเนื้อหาให้เบาบางลงและเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเลิกจ้างพนักงานรัฐแบบฟ้าฝ่า โดยการสั่งพักงาน-ปิดกระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ ทำให้มีพนักงานที่ตกงานทันทีกว่า 1,300 คน โดยทรัมป์อ้างว่า จะคืนอำนาจเหล่านั้นให้แต่ละรัฐไปดูแลกันเอง ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับพนักงานรัฐเหล่านั้น

ไม่เพียงแต่พนักงานรัฐเท่านั้นที่โดนฤทธิ์ทรัมป์ แต่นักข่าวในทำเนียบขาวก็โดนเช่นกัน โดยประกาศว่าจะไม่ตอบคำถามทางอีเมลของผู้ที่ใส่ Pronouns เช่น He/him, She/her, They/them ในท้ายอีเมล ซึ่งทรัมป์เชื่อว่าเป็นอุดมการณ์ทางเพศที่ผิด

และล่าสุดช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ประกาศระงับเงินสนับสนุนรัฐบาลมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท ที่จัดสรรให้กับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หลังจากที่มีการปฏิเสธข้อเรียกร้องของรัฐบาล ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการไม่ส่งเสริมการต่อต้านชาวยิวในมหาวิทยาลัย และการประท้วงสนับสนุนชาวปาเลสไตน์

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทรัมป์ได้ทำเพราะเชื่อว่าจะ ‘ยกเครื่อง’ อเมริกา กลับทำให้ประชาชนจำนวนมากทั่วสหรัฐฯ ออกมารวมตัวกันตามเมืองต่างๆ เพื่อประท้วงต่อต้านทรัมป์รวมถึงมัสก์ด้วย โดยกลุ่มที่จัดการประท้วงบอกว่า มีคนเกินครึ่งล้านที่ทยอยออกมาแสดงความไม่พอใจผ่านการเดินขบวนและชูแผ่นป้ายขับไล่ ซึ่งก็ยังคงมีการนัดรวมตัวกันจนถึงทุกวันนี้ทั้งในประเทศและตามสถานที่ต่างๆ ในต่างประเทศด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...