โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บำนาญไม่พอใช้ กองทุนไม่โปร่งใส ระบบไร้การพัฒนา ประกันสังคมกับการเป็นเบาะพิงสังคมสูงวัย ‘ริบหรี่’ หรือ ‘มีหวัง’

The Momentum

อัพเดต 01 เม.ย. 2568 เวลา 19.06 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. 2568 เวลา 11.55 น. • THE MOMENTUM

275 ล้านบาท ทำแอปฯ ที่ได้รับรีวิว 1 ดาว

450 ล้านบาท ทำปฏิทินแจกผู้ประกันตน

7,000 ล้านบาท ลงทุนซื้อตึกระฟ้า SKYY9

นี่คือการใช้จ่ายงบประมาณที่กำลังทำให้สำนักงานประกันสังคมถูกพูดถึงอย่างลบๆ ในช่วงต้นปี 2568 หลังจากทีมประกันสังคมก้าวหน้า ประชาชน และนักการเมือง เปิดเผยถึงเส้นทางการใช้งบประมาณบริหารของสำนักงานฯ

พฤติกรรมการใช้เงินของสำนักงานประกันสังคมที่ผู้ประกันตนมองว่าไม่เกิดประโยชน์ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เงินของกองทุนกำลัง ‘ขาดสภาพคล่อง’ เพราะค่าใช้จ่ายสูงขึ้น แต่รายรับน้อยลง จนมีการประเมินว่า ประกันสังคมอาจ ‘ล้มละลาย’ ในอีก 20 ปีข้างหน้า คนทำงานในวันนี้อาจจะไม่ได้รับบำนาญชราภาพ มากไปกว่านั้นผู้ประกันตนกลับมีโอกาสน้อยมากที่จะรับรู้ว่า เงินที่พวกเขาจ่ายสมทบทุกเดือนถูกใช้ไปกับอะไร และจะกลับมาดูแลพวกเขาเมื่อชราภาพได้หรือไม่

ในวันที่ผู้สูงอายุล้นประเทศ The Momentum พูดคุยกับ วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และที่ปรึกษาด้านหลักประกันทางสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และแพทย์หญิงชุตินาถ ชินอุดมพร คณะทำงานทีมประกันสังคมก้าวหน้า กับคำถามที่ว่า ประกันสังคมจะดีขึ้นกว่านี้และเป็นที่พึ่งพายามแก่ชราของผู้ประกันตนได้หรือไม่

สุขภาพของเราเท่ากันได้หรือเปล่า

สิทธิการรักษาพยาบาลของประกันสังคมถูกตั้งคำถามจากผู้ประกันตนมาโดยตลอดว่า ทำไมจ่ายเงิน 750 บาทเข้ากองทุนทุกเดือน แต่สิทธิที่ได้กลับ ‘แย่กว่า’ สิทธิบัตรทองที่ดูแลประชาชนทั่วไปโดยไม่ต้องสมทบเงินเข้ากองทุน

เทียบให้เห็นง่าย ๆ อย่างสิทธิการทำฟันของประกันสังคม แม้ครอบคลุมการขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน ผ่าฟันคุด ฟันปลอม และทำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง แต่วงเงินมีจำกัดแค่ปีละ 900 บาท ในขณะที่สิทธิทันตกรรมของบัตรทองมีความครอบคลุมเหมือนกัน แต่สามารถทำฟันได้โดยไม่จำกัดวงเงิน ปีละ 3 ครั้ง นอกจากนี้ประกันสังคมยังไม่มีบริการรับยาใกล้บ้าน ใช้สิทธิการรักษาพยาบาลได้เฉพาะโรงพยาบาลเดียว แต่บัตรทองกลับสามารถรับยาใกล้บ้านได้ และสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ

วรวรรณให้ข้อมูลว่า ความแตกต่างของสิทธิการรักษาพยาบาลระหว่างบัตรทองกับประกันสังคม เป็นเพราะทั้ง 2 สิทธิมี ‘ที่มา’ แตกต่างกัน มีหน่วยงานดูแลกองทุนคนละหน่วยงาน และไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน ระบบสวัสดิการจึงแตกต่างกัน

“เมื่อสิทธิการรักษาพยาบาลของประกันสังคมกับบัตรทองไม่เหมือนกัน ประชาชนจึงเกิดคำถามว่า ทำไมสิทธิการรักษาพยาบาลของพวกเขาจึงแตกต่างกัน ทำไมบางคนรักษาฟรี แต่บางคนต้องจ่ายเงินเพิ่ม บัตรทองมาทีหลังแต่ทำไมสิทธิรักษาพยาบาลดีกว่าประกันสังคมที่มาก่อน”

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่การรักษาพยาบาลของประกันสังคมจะดีเทียบเท่าบัตรทอง วรวรรณระบุว่า ‘มีความเป็นไปได้’ โดยพัฒนาสิทธิประโยชน์ผ่านการประชุมของอนุกรรมการลดความเหลื่อมระบบประกันสุขภาพ ในการปรับสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาลภาครัฐทั้ง 3 สิทธิ ได้แก่ ประกันสังคม บัตรทอง และข้าราชการให้เท่าเทียมกัน

“มีอนุกรรมการชุดหนึ่งภายใต้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือ สปสช. ที่มีผู้แทนจากสำนักงานประกันสังคมและกรมบัญชีกลางเป็นกรรมการอยู่ด้วย อนุฯ ชุดนี้มีความพยายามเสนอให้สิทธิประโยชน์ของประกันสังคมสอดคล้อง กับสิทธิทั้งของข้าราชการและประชาชนทั่วไป ซึ่งมีการประชุมกันทุกเดือนเพื่อพูดคุยว่า ในอนาคตจะค่อยๆ ปรับสิทธิการรักษาพยาบาลอย่างไรได้บ้าง เพื่อให้มีความใกล้เคียงกันมากที่สุด

“ในหลักการแล้ว อนุกรรมการที่เป็นผู้แทนจากประกันสังคมควรจะมีการประชุมร่วมกันกับบอร์ดแพทย์ของประกันสังคม เพื่อชี้ให้วงประชุมเห็นว่า บัตรทองหรือสิทธิข้าราชการมีสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาลแบบใดอยู่ บอร์ดแพทย์ก็ควรจะหยิบเอาสิทธิที่ได้รับการนำเสนอจากอนุฯ กลับไปพิจารณาและปรับเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ของประกันสังคมให้เป็นไปในทางเดียวกันกับสิทธิของระบบอื่น ซึ่งจะสามารถลดช่องว่างของสิทธิประกันสังคมกับสิทธิอื่นๆ ได้ในที่สุด”

บำนาญชราภาพกับสูตรคำนวณ

นอกจากสิทธิการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนช่วงที่ยังทำงานอยู่ ประกันสังคมยังดูแลผู้ประกันตนหลังเกษียณ เพื่อใช้ชีวิตในวัยชราด้วยเงินบำเหน็จและเงินบำนาญชราภาพ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์การมีอยู่ของประกันสังคมที่ต้องการ ‘เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข’ ให้กับผู้ประกันตน โดยเงินที่นำมาจ่ายให้คนวัยเกษียณ ก็คือเงินที่ผู้ประกันตนจ่ายสมทบเข้าไปในกองทุนทุกเดือน

ในส่วนของบำนาญชราภาพนั้น ประกันสังคมอยู่ในระหว่างปรับเปลี่ยนมาใช้สูตรคำนวณใหม่ หลังบอร์ดประกันสังคมลงมติ ‘เห็นชอบ’ ให้ใช้สูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) ที่เสนอโดยทีมประกันสังคมก้าวหน้า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 โดยคาดว่า จะเริ่มใช้ได้ในปี 2569 ทดแทนสูตรคำนวณเงินบำนาญแบบ FAE (Final Average Earnings) ที่ถูกมองว่า ไม่เป็นธรรมกับผู้ประกันตน

รายละเอียดที่เหมือนกันทั้งสูตร FAE กับ CARE คือเงื่อนไขการรับเงิน ดังนี้

- ผู้รับบำนาญต้องมีอายุ 55 ปีขึ้นไป

- สิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน

- สมทบเงินน้อยกว่า 180 เดือน รับเป็นบำเหน็จชราภาพ สมทบเงินมากกว่า 180 เดือน รับเป็นบำนาญชราภาพ

- สมทบเงิน 180 เดือน ได้รับบำนาญ 20% ของฐานเงินเดือน สมทบเงินเกิน 180 เดือน บวก 1.5% ทุก 12 เดือน

- มาตรา 33 คำนวณจากฐานเงินเดือนไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท มาตรา 39 คำนวณจากฐานเงินเดือน 4,800 บาทต่อเดือน

ทั้งนี้สิ่งที่แตกต่างกันของการคำนวณบำนาญชราภาพแบบ FAE กับ CARE คือ ‘สูตร’ ดังตารางด้านล่าง

สูตร FAE สูตร CARE

  • เฉลี่ยค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้าย (5 ปี)

  • เฉลี่ยค่าจ้างตลอดอายุการทำงาน

  • ไม่มีการปรับมูลค่าของค่าจ้างในอดีต เป็นค่าเงินจริงในปัจจุบันตามปัจจัยทางเศรษฐกิจ

  • มีการปรับมูลค่าของค่าจ้างในอดีตให้เป็นมูลค่าเงินจริงในปัจจุบัน ยกตัวอย่าง ผู้ประกันตนที่เงินเดือน 9,000 บาท ในปี 2550 มีค่าเป็น 1.5 หมื่นบาท กรณีที่เกษียณในปี 2558

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของสูตรคำนวณ

แพทย์หญิงชุตินาถอธิบายเหตุผลการปรับเปลี่ยนสูตรคำนวณบำนาญชราภาพ จากสูตร FAE เป็นสูตร CARE โดยชี้ว่า สูตร FAE มีการประเมินสูตรคำนวณบำนาญชราภาพที่ ‘ไม่ยุติธรรม’ กับผู้ประกันตน ดังนี้

1. เงินเดือนของผู้ประกันตนตลอดการทำงานไม่ถูกเอามาคำนวณเพราะสูตร FAE คำนวณฐานเงินเดือนแค่ 60 เดือนก่อนเกษียณ ซึ่งอาจมีช่วงอื่นๆ นอกเหนือ 60 เดือนสุดท้ายที่ผู้ประกันตนได้เงินเดือนสูงสุด

2. ไม่มีการปรับมูลค่าค่าจ้าง เช่น ผู้ที่มีเงินเดือน 1 หมื่นบาท ในปี 2550 จะไม่มีการเปลี่ยนมูลค่าให้เป็น 1.5 หมื่นบาท ในปัจจุบันตามเงินเฟ้อทำให้ได้บำนาญชราไม่ตรงมูลค่าความเป็นจริง

3. บำนาญชราภาพน้อยกว่าความเป็นจริง ในกรณีที่ออกจากการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 และส่งเงินสมทบในมาตรา 39 ตลอด 60 เดือนสุดท้าย ทำให้ถูกคิดแค่ในฐานเงินเดือน 4,800 บาท คือ 20% x 4,800 = 960 บาท กรณีผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน เป็นเวลา 120 เดือน = 10 x 1.5% x 4,800 = 720 บาท เมื่อนำ 960 + 720 = ผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำนาญเพียง 1,680 บาท เท่านั้น

ทั้งนี้ในสูตร CARE ไม่ได้คำนวณบำนาญชราภาพโดยใช้ฐานเงินเดือนเฉพาะ 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณเท่านั้น แต่ขยายการคำนวณโดยใช้ฐานเงินเดือนเฉลี่ยตลอดชีวิตของผู้ประกันตน ทำให้ผู้ประกันตนได้บำนาญชราภาพเพิ่มขึ้นและสะท้อนฐานเงินเดือนที่ได้รับมากกว่า

ยกตัวอย่างเช่น ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบกองทุนในมาตรา 33 มาก่อน 20 ปี ซึ่ง 1-10 ปีแรกได้รับเงินเดือน 1.2 หมื่นบาทต่อเดือน และปีที่ 11-20 ได้รับเงินเดือน 1.6 หมื่นบาท จากนั้นผู้ประกันตนลาออกจากงานและส่งเงินสมทบในมาตรา 39 อีก 2 ปี 6 เดือน ซึ่งคำนวณโดยใช้ฐานเงินเดือน 4,800 บาท ผู้ประกันตนรายนี้จะได้รับบำนาญตามสูตร CARE กว่า 3,916.56 บาททุกเดือนตลอดชีวิต กลับกันหากเป็นสูตร FAE จะได้รับเพียง 3,019.50 บาท เท่านั้น น้อยกว่าถึง 23%

บำนาญชราภาพที่ไม่เป็นธรรมทำให้ สูตร FAE ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝั่งของผู้ประกันตนและประชาชนทั่วไปที่ติดตามการทำงานของสำนักงานประกันสังคมตลอด 1 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่มีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในฝั่งผู้ประกันตนครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2566

นำมาสู่การ ‘ไฟเขียว’ สูตรการคำนวณบำนาญชราภาพสูตร CARE ที่เสนอโดยทีมประกันสังคมก้าวหน้าพร้อมการสนับสนุนจากผู้ประกันตนอย่างล้นหลาม ซึ่งแพทย์หญิงชุตินาถอธิบายข้อดีของการปรับแก้ ดังนี้

1. เป็นธรรมกับผู้ประกันตน มาตรา 33 ในการคำนวณเงินเดือนเฉลี่ยตลอดอายุการทำงาน ซึ่งจะได้รับเงินบำนาญชราภาพที่ยึดโยงกับอัตราเงินเดือนของผู้ประกันตน ซึ่งในผู้ที่ได้รับเงินบำนาญชราภาพต่ำลง

2. ได้รับเงินบำนาญมากขึ้น ในผู้ประกันตนมาตรา 33 จากการปรับเพดานฐานค่าจ้างใหม่ในปี 2569 ที่ 1.75 หมื่นบาท จากเดิมที่อยู่ที่ 1.5 หมื่นบาท

3. ผู้ประกันตนที่เคยได้รับเงินบำนาญน้อยในอดีตจะได้รับบำนาญเพิ่มขึ้น ในผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่เปลี่ยนไปส่งทบเงินประกันสังคมในมาตรา 39 เนื่องจากการเฉลี่ยฐานเงินเดือนตลอดการทำงาน ไม่ใช่ 60 เดือนสุดท้าย

4. มูลค่าเพิ่มตามเงินเฟ้อ โดยการปรับมูลค่าของเงินเดือนผู้ประกันตนในอดีต ให้มีความสอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันมากขึ้น

5. สร้างเสถียรภาพให้กับกองทุนในระยะยาว

โดยในขั้นตอนต่อไปคือการนำสูตรดังกล่าวให้สำนักงานประกันสังคมลงรายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนส่งเข้าสู่วาระพิจารณาทำประชามติในระยะ 90 วัน จึงจะประกาศใช้ในภายหลัง

“บำนาญชราภาพของเราจะดีกว่านี้ เป็นธรรมได้กว่านี้ เผลอๆ ประกันสังคมจะเข้าถึงผู้ประกันตนและเป็นธรรมมากกว่านี้ได้อย่างแน่นอน” แพทย์หญิงชุตินาถกล่าว

ประกันสังคมพร้อมกว่านี้ได้หรือไม่ กับสังคมผู้สูงอายุ

“ในโลกที่เป็นธรรม ประกันสังคมควรเป็นเงินก้นถุงให้กับคนชราภาพ ทุกวันนี้คนไทยจนก่อนจะแก่ หรือบางคนจะตายก็ยังไม่หายจน ในทุกวันนี้ที่คนไทยมีเงินในบัญชีน้อยกว่า 5,000 บาทเยอะมาก แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนมาออม การไปเรียกร้องให้คนที่เขาพยายามเก็บเงินหรือช่วยเหลือตัวเองจะได้ไม่เป็นภาระของรัฐมันเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมสำหรับเขาเลย” แพทย์หญิงชุตินาถระบุ เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการออมในสังคมผู้สูงอายุไทยปัจจุบัน

ในปัจจุบันที่คนไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงและมีปัญหากับการออม แพทย์หญิงชุตินาถระบุว่า ประกันสังคมคือ ‘เบาะพิงหลัง’ ให้คนเหล่านี้ยามชราให้ใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ที่สำคัญคือต้องไม่ถูกมองว่าเป็น ‘ภาระ’ ของรัฐ เพราะอย่าลืมว่า ในอดีตพวกเขาคือฟันเฟืองเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ดังนั้นจึงควรได้รับการดูแลตอนเกษียณ

ทั้งนี้เมื่อมองลึกลงไปในประกันสังคมยังคงมีปัญหาอีกร้อยแปดพันข้อที่แก้ไม่ตก ทั้ง

1. แง่ของการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) ให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบทุกเดือนได้เข้าไปตรวจสอบการบริหารงบประมาณเพื่อความโปร่งใส ที่สำนักงานประกันสังคมยังทำไม่ได้

2. ที่มาของบอร์ดประกันสังคมที่มีเพียงฝั่งผู้ประกันตนที่มาจากการเลือกตั้ง ขณะที่ฝั่งบอร์ดแพทย์ กลับมาจากการแต่งตั้ง เลขาสำนักงานประกันสังคมไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบกับบอร์ดประกันสังคม แต่รับผิดชอบกับปลัดและรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ทำให้สามารถเพิกเฉยต่อคำแนะนำของบอร์ดได้

3. การทำงานของกระทรวงแรงงานที่กำกับดูแลกองทุนดังกล่าว กลับไม่ส่งเสริมให้ผู้ประกันตนได้รับความเป็นธรรมในรายได้เท่าที่ควร จนทำให้แรงงานจำนวนไม่น้อยยังคงทำงานโดยได้ค่าแรงต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด

“คุณทำงานมาทั้งชีวิต ใช้ร่างกายอย่างหนักแต่เกษียณที่เงินเดือนหมื่นกว่าบาท จากนั้นก็กลับไปอยู่กับเงินบำนาญแค่พันกว่าบาท แสดงให้เห็นว่าแรงงานของเรายังไม่ได้รับการปกป้องจากกฎหมายแรงงานที่ดีพอ จึงทำให้เขาต้องยอมแลกแรงกายกับการจ้างงานในราคาต่ำ”

สำหรับแพทย์หญิงชุตินาถยังมองว่า ประกันสังคมสามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ แม้กระทั่งการรักษาพยาบาลที่หลายคนเริ่มถอดใจและต้องการให้ สปสช.เข้ามาดูแลสิทธิประโยชน์นี้แทนบอร์ดแพทย์ประกันสังคม ด้วยการใช้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพในการบริหารอย่างแท้จริงเข้ามาในประกันสังคม เพื่อปรับเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ รวมทั้งการบริหารสำนักงาน ทว่าในประเด็นดังกล่าวยังคงติดปัญหาเรื่องระบบราชการ

“ประกันสังคมมีทีมวิจัยข้อมูลราว 9 คน แต่ดูแลข้อมูลของคนราว 13 ล้านคน ทั้งที่พวกเรามีเงินในการบริหารกองทุนเยอะมาก แต่กลับไม่สามารถจ้างนักคณิตศาสตร์ประกันภัย นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล หรือคนที่จบด้านรัฐสวัสดิการมาทำงานโดยตรง เนื่องจากติดกรอบข้าราชการ ทำให้ประกันสังคมพัฒนาด้วยข้อมูลไม่ได้” แพทย์หญิงชุตินาถระบุ

แพทย์หญิงชุตินาถชี้ว่า นโยบายของประกันสังคมไม่ควร ‘หล่นลงมาจากฟ้า’ หรือมาจากความรู้สึก แต่ควรจะมาจากข้อมูล ซึ่งในตอนนี้ถ้าถามว่า ปัญหาของผู้สูงอายุในไทยคืออะไร ประกันสังคมอาจจะตอบไม่ได้ เพราะไม่มีข้อมูลมาวิเคราะห์ แตกต่างจากบัตรทองที่พัฒนาไปไกลเพราะมีข้อมูลมาก และเปิดสาธารณะให้กับคนที่สนใจ

ส่วนคำถามที่ว่าประกันสังคมจะดีขึ้นหรือไม่ วรวรรณมองว่า ในระยะสั้นประกันสังคมต้องเปิดเผยข้อมูลให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อสร้างความโปร่งใส

ส่วนในระยะกลางและระยะยาวจะต้องแก้ไขระบบที่เป็น ‘ราชการ’ ของสำนักงานฯ ให้มีการแยกส่วนบริหารกองทุน เช่น แยกกองทุนบำนาญชราภาพออกมาเป็นแบบกองทุนบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ ออกจากกองทุนด้านสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีก 6 ประเภท เพราะลักษณะของกองทุนบำนาญชราภาพแตกต่างจากสิทธิประโยชน์ด้านอื่น มีการสะสมเงินระยะยาว ที่สำคัญคือการสร้างผลตอบแทนการลงทุนให้มั่นคงยั่งยืน ในขณะที่สิทธิประโยชน์อีก 6 ประเภทเป็นการเก็บเงินสมทบมาและจ่ายเงินออกไปแก่ผู้ขอรับสิทธิประโยชน์ ไม่จำเป็นต้องมีการสะสมเงินระยะยาว

“ในอีก 10 ปีข้างหน้า สิ่งที่ท้าทายประกันสังคมจะเป็นเรื่องความยั่งยืนของกองทุน เมื่อผู้สูงอายุมากขึ้นและมีอายุยืนขึ้น จำนวนคนรับบำนาญก็จะเพิ่มจำนวนและรับนานยิ่งขึ้น เมื่อเงินที่ออกจากกองทุนมากกว่าเงินที่กองทุนรับเข้ามา ทรัพย์สินภายในกองทุนก็จะค่อยๆ ถูกขายออกเพื่อแปลงเป็นเงินสดในการจ่ายบำนาญ ซึ่งอาจจะกระทบเศรษฐกิจมหภาคด้วย เพราะประกันสังคมเป็นกองทุนที่มีขนาดใหญ่

“ในระยะยาวประกันสังคมก็ต้องค่อยๆ ปรับเพื่อความยั่งยืน ทั้งประเด็นอัตราเงินสมทบจากผู้ประกันตนที่ต้องเพิ่มขึ้นแบบค่อยๆ เพิ่ม ปรับอายุเกษียณ ปรับเปลี่ยนการลงทุนของกองทุน ก็เพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตน นี่คือสิ่งที่เราจะต้องหาทางแก้ปัญหาต่อไป” วรวรรณทิ้งท้าย

อ้างอิง

- https://www.pier.or.th/abridged/2021/14/

- https://www.thaipbs.or.th/news/content/350083

- https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMONTH/statmonth/#/displayData

- https://theactive.thaipbs.or.th/data/benefits-thai-health-insurance-system

- https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-93

- https://www.prachachat.net/sd-plus/sdplus-hr/news-1769713

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...