เวียดนามลดภาษีนำเข้าก๊าซ LNG หนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
เวียดนามลดภาษีนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จาก 5% เหลือ 2% เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
Nguyen Quoc Thap ประธานสมาคมปิโตรเลียมเวียดนาม ระบุว่า การลดภาษีนำเข้าจะช่วยกระตุ้นการลงทุนในห่วงโซ่ธุรกิจก๊าซ LNG ตั้งแต่ผู้นำเข้าอย่าง PV GAS ไปจนถึงผู้ผลิตไฟฟ้า เช่น PV Power และผู้ใช้ปลายทาง สะท้อนถึงแนวทางของรัฐบาลในการปรับปรุงนโยบายพลังงานให้สมดุลระหว่างผลประโยชน์ของรัฐ นักลงทุน และผู้บริโภค อีกทั้งยังช่วยผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน LNG ไม่ว่าจะเป็น สถานีรับก๊าซ คลังเก็บ โรงงานแปรสภาพ และโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซ LNG
ตามแผนพัฒนาไฟฟ้าฉบับที่ 8 เวียดนามตั้งเป้าสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง23 แห่งภายในปี 2030 โดย 10 แห่งจะใช้ก๊าซในประเทศ มีกำลังการผลิตรวม 7,900 เมกะวัตต์ ส่วนอีก 13 แห่งจะใช้ก๊าซ LNG นำเข้า คิดเป็นกำลังการผลิตรวม 22,400 เมกะวัตต์ ซึ่งโครงการเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศและผลักดันเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของเวียดนามภายในปี 2050
หนึ่งในโครงการสำคัญคือโรงไฟฟ้า Nhon Trach 3 ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า LNG แห่งแรกที่ใช้ก๊าซนำเข้า โดยได้เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติในเดือนกุมภาพันธ์ และมีกำหนดจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนกรกฎาคมในขณะที่ PV Power บริษัทในเครือของปิโตรเวียดนาม ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการนี้ รายงานว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้า Nhon Trach 3 มีความคืบหน้าแล้วถึง 96% เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้า Nhon Trach 4 โดยทั้ง 2 แห่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้เต็มรูปแบบภายในปี 2025
เพื่อให้มีแหล่งเชื้อเพลิงที่มั่นคงในระยะยาว PV GAS และ PV Power ได้ลงนามในสัญญาจัดหาก๊าซ LNG เป็นเวลา 25 ปีสำหรับโรงไฟฟ้า Nhon Trach 3 และ 4 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปริมาณสำรองก๊าซในประเทศลดลง PV GAS ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ LNG ระยะยาวรายเดียวของเวียดนาม จึงเร่งลงทุนในสถานีรับก๊าซนำเข้าเพื่อรักษาเสถียรภาพในการจัดหาทั้งภาคการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรม ขณะที่การปรับลดภาษีคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนพลังงานจากก๊าซ LNG และส่งผลดีต่อผู้บริโภค
แม้ว่าการปรับลดภาษีจะเป็นก้าวที่น่าสำคัญ แต่ยังต้องมีการปฏิรูปที่ครอบคลุมมากกว่านี้ โดย Nguyen Quoc Thap เน้นว่ากรอบกฎระเบียบที่เป็นเอกภาพ ซึ่งครอบคลุมการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การนำเข้า และการซื้อขายก๊าซ LNG เป็นสิ่งจำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและเป้าหมายความยั่งยืนในระยะยาว ขณะที่ตัวแทนจาก PV GAS ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายด้านนโยบายที่ยังคงอยู่ เช่น การไม่มีปริมาณสั่งซื้อที่รับประกัน กฎเกณฑ์ที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการส่งผ่านราคาก๊าซ LNG ไปยังค่าไฟฟ้า และข้อกำหนดด้านต้นทุนที่คลุมเครือ
อุปสรรคเหล่านี้ทำให้การวางแผนโครงการ การกำหนดราคาผลผลิต และการเจรจาทางธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่าของ LNG มีความซับซ้อนมากขึ้น นอกจากนี้ PV Power ยังชี้ถึงความยากลำบากในการเข้าถึงเงินทุนระหว่างประเทศ เนื่องจากก๊าซ LNG นำเข้ายังเป็นรูปแบบการลงทุนใหม่สำหรับเวียดนาม โดยทั่วไปแล้ว โครงการที่ต้องการเงินกู้จากต่างประเทศจำเป็นต้องมีการรับประกันปริมาณซื้อขั้นต่ำ 70-80% กลไกส่งผ่านราคาที่คล้ายกับก๊าซในประเทศ และสิทธิ์เข้าถึงที่ดินและโครงสร้างพื้นฐานระบบส่งไฟฟ้าอย่างชัดเจน
Petrovietnam ย้ำว่าการผลิตไฟฟ้าจาก LNG ไม่ควรถูกจัดเป็นแหล่งพลังงานแบบดั้งเดิมในตลาดที่มีการแข่งขัน เนื่องจากสัญญา LNG ระยะยาวจำเป็นต่อความมั่นคงด้านอุปทานและการลดต้นทุน ขณะที่สมาคมปิโตรเลียมเวียดนามเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายหลายด้าน เช่น กฎหมายไฟฟ้า การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ภาษี ทรัพยากรทางทะเล การลงทุน การจัดซื้อจัดจ้าง การก่อสร้าง และที่ดิน
สมาคมยังแนะนำให้พัฒนาตลาดไฟฟ้าให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาไฟฟ้าฉบับที่ 8 จัดตั้งโครงสร้างพื้นฐาน LNG แบบครบวงจร (สถานีขนส่ง โรงไฟฟ้า และเขตอุตสาหกรรม)และขยายระบบส่งไฟฟ้าทั้งภายในประเทศและเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะสำหรับโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซ LNG รวมถึงปรับปรุงกฎระเบียบด้านโครงสร้างองค์กรและการเงินของบริษัทพลังงานของรัฐ เช่น Petrovietnam และ EVN
ที่มา: Vietnam News