กูรู ประเมิน SET พ.ค.สดใส ลุ้นเห็น 1,300 จุด หลังสหรัฐฯ เปิดเจรจาการค้า- เม็ดเงิน TESGX หนุน
กูรู ประเมิน SET พ.ค.สดใส ลุ้นเห็น 1,300 จุด หลังสหรัฐฯ เปิดเจรจาการค้า- เม็ดเงิน TESGX หนุน
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -2 พ.ค. 68 14:32 น.
โบรกฯมองหุ้นไทยเดือนพ.ค.สดใส หลังการเจรจาการค้าของสหรัฐและประเทศต่าง ๆ มีทิศทางดีขึ้น ส่วนในประเทศ ได้เม็ดเงิน Thai ESGX หนุน 1-2 หมื่นลบ.พร้อมให้แนวรับ 1,150 จุด แนวต้าน 1,300 จุด แนะหุ้นเด่นน่าเก็บเพียบ
*** บล.ลิเบอเรเตอร์ มองหุ้นไทยแกว่งตัวขึ้นรับสงครามการค้าสัญญาณดี - ลุ้นมาตรการกระตุ้นศก.Q2
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บล.ลิเบอเรเตอร์ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเดือน พ.ค.โมเมนตั้มแกว่งขึ้น ปัจจัยต่างประเทศสัญญาณดี หลังการเจรจาการค้าของสหรัฐและประเทศต่าง ๆ มีทิศทางที่ดีขึ้น แต่ละประเทศเจรจามากขึ้นถือเป็นสัญญาณดี ขณะที่กับจีน หลังสหรัฐฯเริ่มถอย จีนก็รอเจรจาอยากจะคุยมากขึ้น
สำหรับปัจจัยในประเทศ ความเชื่อมั่นนักลงทุนดีขึ้น ตลาดค่อยๆ ฟื้นตัว รอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เชื่อว่าภาครัฐจะเข็นมาตรการออกมาในไตรมาส 2 นี้ เช่น มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ เป็นปัจจัยหนุน
รวมทั้งกองทุน LTF ที่จะโยกไปกองทุน Thai ESGX ก็ชะลอแรงขายลง มีการซื้อกลับ และความคาดหวังเม็ดเงินใหม่จากการจัดตั้งกองทุน Thai ESGX จำนวน 37 กอง ในเดือน พ.ค.เป็นจิตวิทยาเชิงบวก โดยคาดเม็ดเงินใหม่ราว 1-2 หมื่นล้านบาท ช่วยหนุนทิศทางหุ้น บิ๊กแคปได้บ้างในระยะสั้น จะค่อยๆ ดึงความเชื่อมั่นกลับขึ้นมา
โดยให้เป้าดัชนี แนวต้าน 1,300 จุด แนวรับ 1,150 จุด กลยุทธ์ เน้นหุ้นใหญ่เป็นหลัก กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ CCET หุ้นใหญ่อย่าง AOT มีสัญณาณดี คิงเพาเวอร์เริ่มกลับมาจ่ายเงิน โรงไฟฟ้า GULF
*** บล.กรุงศรี มองหุ้นไทยแนวโน้มดี หลังเห็นเจรจาสหรัฐฯ - จีนคืบหน้า ด้าน Thai ESGX หนุน
นายกรภัทร วรเชษฐ์ หัวหน้าสายงานวิจัย บล.กรุงศรี กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเดือนพ.ค.แนวโน้มปรับขึ้น ให้กรอบแนวรับ 1,150 จุด และแนวต้าน 1,256-1,278 จุด การเจรจาการค้าสหรัฐฯ - จีน ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มเจรจา 2 สัปดาห์หน้า
ปัจจัยในประเทศ นโยบายการเงินบ้านเราเข้าสู่ดอกเบี้ยขาลงหนุนเศรษฐกิจระยะถัดไป และในเดือนพ.ค.ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากจัดตั้งกองทุน Thai ESGX ส่วนการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ คาดเห็นการเจรจาเดือนนี้ แนะ AOT HMPRO
*** บล. พาย แนะเลือกหุ้นถูกปรับลดกำไรค่อนข้างต่ำ
บล.พาย ระบุว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงกับเรื่องภาษีของสหรัฐฯและยังไม่เป็น ที่แน่ชัดว่าหลังผ่านพ้น 90 วันสหรัฐฯจะดําเนินการภาษีอย่างไรกับประเทศไทย หากดูข้อมูลก็จะพบว่าไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯราว 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับไทยไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจนในช่วงหลังจากนี้อาจเห็นการกลับมาขึ้นภาษี นําเข้าของไทย ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทย
ในขณะที่หาก จีนลดบทบาทการค้ากับสหรัฐฯ อาจเป็นไปได้ที่จีนต้องมองหาตลาด ใหม่ด้วยการลดราคา ไทยอาจเป็นหนึ่งในประเทศที่รับสินค้าราคาถูกจากจีนแต่ในขณะเดียวกันสินค้าราคาถูกจากจีนที่ทะลักเข้ามาจะเป็นปัจจัยกดดันธุรกิจขนาดเล็กในประเทศไทย (SME) มีผลต่อการจ้าง งานและเศรษฐกิจไทย เมื่อมาดูปัจจัยที่เคยเป็นความหวังของไทย อย่างการท่องเที่ยว ข้อมูลล่าสุดพบว่าจํานวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางเข้าไทยสะสมตั้งแต่ต้นปี – 20 เม.ย. อยู่ที่ 11.27 ล้านราย (+0.5%YoY) นับเป็นการขยายตัวที่ค่อนข้างต่ำและเป็นไปได้ที่ เป้าหมายระดับ 38-39 ล้านคน ที่หลายๆสํานักคาดการณ์กันไว้อาจมี สามารถไปได้ถึง
นอกจากนี้มีอีกข้อมูลที่น่าสนใจคือจํานวน นักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยลดลงติดต่อกัน 2 เดือนติดต่อ โดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงต่อเนื่อง 2 เดือนติดต่อเช่นกัน สวนทางกับ จํานวนนักท่องเที่ยวจีนที่ไปญี่ปุ่นกลับมาขยายตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน อาจสะท้อนถึงความน่าสนใจของไทยที่ลดลงในสายตาประชาชนกรจีน
สําหรับตลาดหุ้นไทยเชื่อว่าการปรับขึ้นยังเป็นไปอย่างจํากัดด้วย สถานการณ์รอบด้านทีมีความเสี่ยงทั้งการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจและกําไรบริษัทจดทะเบียน นอกจากนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ภาษีทรัมป์ที่เลื่อนออกไป 90 วัน จากนี้จะเป็นอย่างไรต่อ และหาก เศรษฐกิจสหรัฐฯ พลิกกลับมาเข้าสู่ Recession จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยง กับตลาดหุ้นโลกรวมถึงไทย แม้ระดับ Valuation หุ้นไทยจะไม่แพง สะท้อนผ่าน Earnings Yield Gap กลับขึ้นมาระดับ +2SD PBV -2SD และเงินปันผลกลับมาระดับ +2SD แต่ก็มิสามารถทําให้ตลาดหุ้นไทยจะ กลับมาได้อย่างแข็งแกร่ง
ด้านกําไรบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยรายงาน ออกมาพบว่ามิค่อยดีเท่าใดนัก โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก (GLOBAL กําไรลดลงเทียบกับปีก่อน) HMPRO กําไรทรงตัวเทียบกับปีก่อน ส่วนกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีกําไรที่ดีขึ้นเทียบกับปีก่อน แต่หลักๆเป็น ผลจากเงินลงทุนสวนทางกับสินเชื่อที่ทรงตัว แนะเลือกหุ้นที่มีโอกาสถูกปรับลดกำไรค่อนข้างต่ำ
*** บล.ทรีนีตี้ มองกรอบแกว่งตัว 1,140-1,250 จุด
บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในเดือนพฤษภาคม ประเมินกรอบการ แกว่งตัวของ SET Index ที่ระดับ 1,140-1,250 จุด มองการปรับตัวรีบาวด์ ขึ้นมาจากจุดตํ่าสุดแล้วกว่า 140 จุด อาจทําให้ดัชนี SET พักตัวในระยะสั้นได้บ้าง ประกอบกับภาพของดัชนีทีสะท้อนปัจจัยการลดดอกเบี้ยไปในระดับพอสมควรแล้ว
ประเมินภาพเศรษฐกิจไทยมี Downside risk ที่เปิดกว้างมากขึ้น จากปัจจัยสงครามการค้าที่ยังมีความไม่แน่นอน และอุปสงค์ภายในทีมีแนวโน้ม เปราะบางมากขึ้น ปัจจัยเหล่านีมีโอกาสสงผลกดดันต่อมายังการปรับลด ประมาณการกําไรทียังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้อานิสงส์ของการลดดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นผ่านกระบวนการ PE Expansion มีโอกาสถูกกลบด้วย ผลกระทบเชิงลบจากการปรับลดประมาณการนี้ได้
อย่างไรก็ดี ด้วย Valuation ที่ยังไม่ได้กลับเข้าสูกรณีฐาน ความสมพันธ์ ของตลาดหุ้นไทยกับตลาดหุ้นโลกทีอยู่ในระดับต่ำและปัจจัยหนุนด้าน สภาพคล่องที่รออยู่จากการเปิดขายกองทุน Thai ESGX ทีจะเริ่มต้นตังแต่ เดือนนี้ อาจเป็นปัจจัยชวยพยุง Downside ของดัชนีได้ต่อไป • Strategy: ในเชิงกลยุทธ์ กําหนดกรอบแนวต้านแรกของ SET เดือนนี้ที่ ระดับ 1,220 จุดและแนวต้านสาคัญที่ระดับ 1,250 จุด ซึ่งตรงกับกรณีฐาน ของเราตามวิธี PE Model ที Forward PE 13.6x (อิง EPS ปี 2025E ที่ 92 บาท)
ในทางกลับกัน ประเมินแนวรับแรกทีบริเวณดัชนี 1,170 จุดและ แนวรับสําคัญที่ 1,140 จุด แนะนําใช้กลยุทธ์ Selective play ไปยังหุ้นกลุ่ม Top pick ของเรา ซึ่งยังคงเน้นซึ่งความปลอดภัยเป็นสําคัญ
สําหรับกลุ่มหุ้นแนะนําประจําเดือนพฤษภาคม ได้แก่
1) หุ้นในกลุ่ม Deep value ได้แก่ SCC, TOP
2) หุ้นในกลุ่ม Defensive ได้แก่ BDMS, CPALL
3) หุ้นที่คาดว่าจะถูกคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี SET50 ในรอบถัดไป ได้แก่ TCAP, BCP
4) หุ้นปลอดภัยปันผลสูง ได้แก่ ADVANC, 3BBIF
ทั้งนี้สรุปปัจจัยสําคัญที่น่าติดตามในเดือนพฤษภาคม ได้แก่ 1) พัฒนาการของการเจรจาการค้าระหว่าง สหรัฐฯ จีน และประเทศต่างๆ 2) การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 6-7 พฤษภาคม ซึ่งล่าสุดตลาดคาดการณ์ว่าจะมีมติคงดอกเบี้ยไปก่อนที่ระดับ4.25-4.50%
*** KGI แจก 5 หุ่นเด่น น่าลงทุน
บล.เคจีไอ เปิดเผยมุมมองSET เดือนพ.ค. พลิกเป็นบวกมากขึ้น โดยจะได้แรงสนับสนุนจาก ความคืบหน้าแบบค่อยเป็นค่อยไปของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ และ คู่ค้ารายอื่น ๆ ยกเว้นจีน ซึ่งน่าจะใช้เวลานานกว่า รวมถึง ภาวะตลาดที่เป็นบวกจากสภาพคล่องภายในประเทศ ซึ่งน่าจะเพิ่มขึ้นจากการเข้ามาลงทุนในกองทุน Thai ESGX
อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าดัชนีน่าจะขึ้นได้ไม่มากนักเพราะ นักลงทุนต่างชาติยังระมัดระวังกับตลาดการเงินไทย เพราะยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อต่ำเนื่อง และ เพิ่งมีการปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยลงเมื่อวันที่ 29 เมษายน ซึ่งอาจจะจำกัดโอกาสในการใช้มาตรการทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต สำหรับประเด็นการเจรจาทางการค้าระหว่างไทย และ สหรัฐ เราคิดว่ายังไม่น่าจะได้ข้อสรุปในเร็ว ๆ นี้ เพราะรัฐบาลไทยต้องพิจารณาข้อเสนอเพิ่มการนำเข้าจากสหรัฐไม่ให้กระทบกับผู้ผลิตในประเทศ และ ยังต้องบริหารจัดการเพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีกับจีนเอาไว้ด้วย
หุ้นแนะนำเดือนพฤษภาคม ได้แก่ GPSC- GULF-BTG-OSP และSCGP
รายงาน โดย จำเนียร พรทวีทรัพย์ เรียบเรียง โดย ชุติมา อภิชัยสุขสกุล
อีเมล์. reporter@efinancethai.comอนุมัติ โดย สุรเมธี มณีสุโข
ดูข่าวต้นฉบับ