เรอเน่ เดส์การ์ตส์ บิดาแห่งปรัชญาสมัยใหม่ (1) ประสาทสัมผัสไม่ต่างอะไรกับเด็กเลี้ยงแกะ
เมื่อมองเห็นตัวอักษรนี้แสดงว่าคุณกำลังอ่านบทความของผมอยู่ ข้อเขียนชิ้นนี้อยู่ในกระดาษหน้าหนึ่งของนิตยสาร “มติชนสุดสัปดาห์” ฉบับที่ 2304 หรือไม่ก็ในเว็บไซต์ www.matichonweekly.com
ผมถามคุณว่า ณ ขณะนี้ ในนาทีที่คุณกำลังอ่านบทความนี้ คุณกำลังฝันอยู่หรือไม่?
คุณก็คงตอบว่า “ไม่” ตอนนี้กำลังตื่นอยู่ต่างหาก คุณมีสติสัมปชัญญะอย่างเต็มเปี่ยม สามารถอ่านบทความนี้ได้ ทำความเข้าใจภาษาและเรื่องราวเหล่านี้ได้
นี่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าไม่ได้ฝันไปอย่างแน่นอน
แต่ลองคิดต่อไปอีกสักนิด ในขณะที่ฝันอยู่ และยังไม่ได้ตื่นจากฝัน ตอนนั้นคุณรู้ตัวว่ากำลังฝันอยู่หรือเปล่า?
ไม่รู้ตัวใช่หรือไม่ ทุกคนที่ฝันก็ไม่เห็นมีใครรู้ตัวว่ากำลังฝันอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ต่อให้ฝันนั้นช่างพิสดารหรือมหัศจรรย์พันลึกแค่ไหนก็ไม่เคยกังขาว่ากำลังฝันอยู่
ถ้าตอนฝันคุณไม่เคยรู้ตัวว่าฝัน แล้วทำไมคราวนี้ถึงมั่นใจได้ว่าตอนนี้ก็ไม่ได้ฝันอยู่เช่นกันล่ะ?
นอกจากนั้น ฝันก็ยังสามารถซ้อนกันไปได้เรื่อยๆ อีกด้วย บางครั้งฝันร้ายแล้วก็รู้สึกตัวตื่น อุตส่าห์ดีใจว่าโชคดีที่เมื่อครู่เป็นเพียงแค่ฝัน
แต่ที่ไหนได้ พอผ่านไปสักระยะหนึ่งก็รู้สึกตัวตื่นอีกรอบ อ้าว ที่แท้ก็เป็นฝันอีกเช่นกัน
กลายเป็นว่าที่ผ่านมาคือฝันซ้อนฝันหรือนี่ แล้วฝันซ้อนฝันจะมีจำนวนทั้งหมดกี่ครั้งกันแน่ ในเมื่อฝันสามารถซ้อนฝันไปได้เรื่อยๆ อาจเป็นสองครั้ง หรือสามครั้ง หรือสี่ครั้ง ก็ได้ทั้งนั้น
แล้วจะมีสิ่งใดมายืนยันได้อย่างแน่นอนว่า ณ ขณะนี้ นาทีที่คุณกำลังอ่านบทความของผมอยู่นี้ไม่ใช่ฝันซ้อนฝันครั้งใดครั้งหนึ่งในบรรดาฝันซ้อนฝันทั้งหมดในค่ำคืนที่ยังไม่สิ้นสุด
ในทางตรรกะแล้วคุณยอมรับใช่หรือไม่ว่าไม่มีทางพิสูจน์ได้เลย และที่ผ่านมาเราก็ใช้ชีวิตไปตามปกติ ไม่ใช่เพราะว่ามีเหตุผลยืนยันอย่างแน่ชัด 100% จนมิอาจสงสัยได้ หากแต่เป็นเพราะว่ามันยังมิได้สร้างปัญหาในการใช้ชีวิตของเรามากนัก และกิจวัตรประจำวันก็ดูเหมือนว่าดำเนินต่อไปอย่างเป็นปกติ
เอาล่ะ สมมุติว่าตอนนี้คุณไม่ได้ฝัน หากแต่กำลังตื่นอยู่จริงๆ คุณก็ต้องรับรู้ความเป็นไปต่างๆ ของโลกและชีวิตผ่านข้อมูลที่ได้รับจากประสาทสัมผัสใช่หรือไม่
คุณอ่านบทความชิ้นนี้ได้ก็เพราะว่าใช้ตามอง ฟังข่าวต่างๆ ได้ก็เพราะว่าใช้หูฟัง หยิบนิตยสารกางอ่านอยู่ได้ก็เพราะว่าใช้มือสัมผัส ก้มลงไปดมหน้านิตยสารใกล้ๆ ก็รับรู้ว่ามีกลิ่นกระดาษ ก่อนหน้าที่จะอ่านบทความนี้ก็เพิ่งไปกินอาหารมา ลิ้นของคุณที่แตะต้องอาหารเหล่านั้นทำให้รู้ว่ามีรสชาติอย่างไร อร่อยหรือไม่อร่อย
เพราะฉะนั้น ประสาทสัมผัสจึงเป็นช่องทางลำเลียงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของโลกมาสู่การรับรู้ของคุณ และทำให้คุณมีความรู้ขึ้นมาด้วยข้อมูลเหล่านี้ใช่หรือไม่?
คุณคงตอบคำถามนี้ว่า “ใช่” และคงรำคาญใจว่าทำไมเรื่องง่ายๆ เช่นนี้จะต้องมาถามกันด้วย
ไม่แปลกที่จะรู้สึกเช่นนั้น เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วแต่ละคนก็มักเชื่อข้อมูลที่ได้รับจนเคยชิน และคิดว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ไม่มีอะไรให้สงสัย
แต่สำหรับ “นักปรัชญา” แล้วพวกเขามองเห็นประเด็นเหล่านี้ตรงข้ามกับคุณ และคิดว่ามันสำคัญอย่างมากที่จะต้องพิจารณาคำตอบที่แน่ชัดให้กับคำถามพวกนี้ให้ได้
ซึ่งในบรรดานักปรัชญาที่กระโจนเข้ามาต่อสู้และพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อตอบคำถามนี้คงไม่มีใครโด่งดังไปมากกว่า“เรอเน่ เดส์การ์ตส์” (Rene Descartes, 1596-1650) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสในยุคปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ต่อเนื่องถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าคือ “บิดาแห่งปรัชญาสมัยใหม่”
เดส์การ์ตส์ตั้งคำถามเอาไว้ในงานชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ปรัชญาตะวันตกเรื่อง “Mediations on First Philosophy” (1641) โดยกล่าวว่า “ประสาทสัมผัส” เคยลวงหลอกเราอยู่หลายครั้ง
ดังนั้น ข้อมูลที่เราได้รับมาจากประสาทสัมผัสจึงเชื่อถืออะไรไม่ได้ เพราะไม่มีความแน่นอนในการยืนยันความจริงที่ถูกต้องมั่นคง
แม้เดส์การ์ตส์จะไม่ได้ยกตัวอย่างอะไรมากมาย แต่เราก็สามารถนึกตัวอย่างต่างๆ มาประกอบการทำความเข้าใจแนวคิดนี้ได้ไม่ยาก
เช่น เรามองเห็นวัตถุที่อยู่ไกลมีขนาดเล็ก ทั้งๆ ที่จริงแล้วมันไม่เล็ก เมื่อเราขยับเข้าไปใกล้วัตถุนี้ หรือไม่ก็ขยับวัตถุเข้ามาใกล้ตัว เราก็จะพบว่าวัตถุมีขนาดที่ใหญ่กว่า หรือการที่เรามองเห็นทางรถไฟมีปลายหุบเข้าหากันทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ได้หุบเข้าหากัน แต่รางสองรางวางคู่กันเป็นเส้นขนานต่างหาก
หรือการที่เราเอามือข้างหนึ่งไปจุ่มน้ำร้อน ส่วนอีกข้างหนึ่งไปจุ่มน้ำเย็น แล้วยกมือทั้งสองข้างขึ้นพร้อมกัน จากนั้นย้ายมือทั้งสองลงมาแช่ในถังน้ำที่อุณหภูมิปกติพร้อมกัน เรากลับรู้สึกว่าข้างที่เคยจุ่มน้ำเย็นมาก่อนรู้สึกอุ่น ส่วนข้างที่เคยจุ่มน้ำร้อนมาก่อนกลับรู้สึกเย็น ทั้งๆ ที่ในตอนนี้มือทั้งสองข้างต่างก็จุ่มแช่อยู่ในน้ำที่อุณหภูมิเท่ากันซึ่งอยู่ในถังเดียวกันแท้ๆ
หรืออย่างเช่น “ปรากฏการณ์มิราจ” (mirage) ที่เรามองเห็นน้ำอยู่บนถนน ทั้งๆ ที่ไม่มีน้ำอยู่จริงๆ หรือเห็นน้ำในทะเลทราย แต่พอเดินไปถึงตรงนั้นก็พบว่าจริงๆ แล้วมันไม่มีน้ำอยู่เลย ส่วนภาพที่เห็นนั้นเป็นภาพลวงตาที่ประสาทสัมผัสลวงหลอกเรา ซึ่งท้ายที่สุดก็พบว่ามันไม่จริง
หากประสาทสัมผัสไม่ได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่เราอยู่เสมอ บางครั้งก็จริง บางครั้งก็หลอก ประสาทสัมผัสจึงไม่ต่างอะไรกับ “เด็กเลี้ยงแกะ” ที่สามารถโกหกเมื่อไหร่ก็ได้
ถ้าเด็กเลี้ยงแกะเคยโกหกเรื่องหมาป่ามาก่อนหน้านี้แล้วสองครั้ง มีหลักประกันอะไรว่าวันนี้เขาจะไม่โกหกอีกเป็นครั้งที่สาม
ข้อมูลที่เราได้รับจาก “ประสบการณ์” ผ่านทางประสาทสัมผัสจึงไม่ใช่สิ่งที่ยืนยันความจริงได้อย่างแน่นอนตายตัว ทว่ามีสถานะแค่ “ความเป็นไปได้” ว่าอาจจะถูกเท่านั้น
สําหรับ “ความรู้” ทั้งปวงที่มนุษย์ยึดถืออยู่ ก็มีข้อมูลมากมายที่ได้รับมาจากประสาทสัมผัสเช่นกัน หากประสาทสัมผัสเชื่อถือไม่ได้ 100% ดังนั้นข้อมูลที่ได้มาจึงเชื่อถือไม่ได้ 100% ด้วย และทำให้ท้ายที่สุดแล้วความรู้ทั้งหมดที่มีพื้นฐานมาจากประสบการณ์ผ่านทางประสาทสัมผัสขาดความน่าเชื่อถือ
เมื่อความรู้ไม่มีฐาน “ความจริง” มารองรับ ความรู้นั้นจึงเป็นเพียงแค่ “ความเชื่อ” หาใช่ความรู้จริงๆ อย่างที่ควรจะเป็นไม่
บทสรุปเช่นนี้อาจไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับนักปรัชญาขี้สงสัยและไม่ยอมแพ้แก่การแสวงหาคำตอบอย่างเดส์การ์ตส์ บทสรุปเช่นนี้ไม่ดีต่อใจเป็นอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องหาทางขบคิดเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ได้
เดส์การ์ตส์จะหาทางออกให้กับปัญหาหนักอกนี้ได้อย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไปในฉบับหน้า
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เรอเน่ เดส์การ์ตส์ บิดาแห่งปรัชญาสมัยใหม่ (1) ประสาทสัมผัสไม่ต่างอะไรกับเด็กเลี้ยงแกะ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com