เมียนมา บังคับแรงงานโอนเงินกลับบ้านผ่านรัฐ มุ่งดึงสกุลเงินต่างชาติ แก้วิกฤตเศรษฐกิจ
เมียนมา ออกกฎใหม่ บังคับแรงงานเมียนมาในต่างประเทศ โอนเงินกลับบ้านผ่านช่องทางของรัฐ มุ่งดึงสกุลเงินต่างประเทศ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้านแรงงานชี้โดนปล้น ลั่นอัตราแลกเปลี่ยนไม่เป็นธรรม
วันที่ 29 สิงหาคม 2567 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชีย รายงานว่า รัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาทางการเงิน กำลังเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมบริษัทและหน่วยงานจัดหางาน 580 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ชาวเมียนมาที่ไปทำงานต่างประเทศโอนเงินกลับเข้าประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยความเคลื่อนไหวนี้มุ่งเป้าไปที่การบรรเทาปัญหาการขาดแคลนสกุลเงินต่างประเทศและเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญภาวะวิกฤต
กระทรวงแรงงานได้ออกคำสั่งเมื่อวันที่ 12 ส.ค. ให้บริษัทจัดหางานเหล่านี้ส่งหลักฐานการโอนเงินจากแรงงานชาวเมียนมาในต่างประเทศโดยตรงไปยังที่ที่ทำการสำนักงานใหญ่ของกระทรวงแรงงานในกรุงเนปิดอว์ โดยบริษัทหรือหน่วยงานใดก็ตามที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว อาจถูกลงโทษระงับการดำเนินงานได้
ต่อมาในวันที่ 14 ส.ค. กระทรวงแรงงานได้ประกาศให้ประชาชนผู้ที่ต้องการทำงานในต่างประเทศลงทะเบียนกับกระทรวงและขอรับบัตรประจำตัวพิเศษสำหรับแรงงานในต่างประเทศพร้อมกับหนังสือเดินทางสำหรับทำงาน
อนึ่ง เมียนมา มีหนังสือเดินทาง 9 ประเภท รวมถึงหนังสือเดินทางสำหรับการท่องเที่ยว การทำงาน การศึกษา และกิจกรรมทางศาสนา โดยกระทรวงแรงงานแนะนำไม่ให้ใช้หนังสือเดินทางสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อทำงานในต่างประเทศ โดยเตือนว่าการกระทำดังกล่าวอาจก่อให้เกิดข้อจำกัดที่ไม่พึงประสงค์ที่สนามบินระหว่างประเทศและการข้ามพรมแดน
เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินในเมียนมาได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบที่เข้มงวดยิ่งขึ้นตั้งแต่สัปดาห์แรกของเดือนส.ค. เพื่อบังคับใช้กฎระเบียบเหล่านี้ โดยผู้เดินทางจะต้องแสดงตั๋วขากลับ การจองโรงแรม และหลักฐานการเงินที่มากเพียงพอเพื่อให้มั่นใจได้ว่าพวกเขาตั้งใจที่จะเดินทางกลับประเทศและเพื่อป้องกันไม่ให้ใช้หนังสือเดินทางสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อทำงานในต่างประเทศ
รายงานระบุว่า รัฐบาลเมียนมากำลังกดดันบริษัทจัดหางานต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแรงงานเมียนมาในต่างประเทศ ซึ่งมีมากกว่า 2 ล้านคน จะส่งเงินให้กับครอบครัวผ่านช่องทางธนาคารของรัฐด้วยอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนสกุลเงินต่างประเทศและการอ่อนค่าของเงินจ๊าด ซึ่งทำให้ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจเลวร้ายลง
แม้ว่าจะมีการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจที่เชื่อถือได้เพียงเล็กน้อย นับตั้งแต่การก่อรัฐประหารในปี 564 แต่ธนาคารโลกประมาณการว่าอัตราเงินเฟ้อของเมียนมาสูงเกินกว่าระดับ 26% ในช่วงปีที่ผ่านมา
โครงการใหม่ดังกล่าว เริ่มต้นจากการตรวจสอบบริษัทจัดหางาน 250 แห่งที่ส่งแรงงานเมียนมาไปต่างประเทศในเดือนก.ย. 2566 อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้รับหลักฐานจากหน่วยงานเหล่านี้ไม่เพียงพอ กระทรวงแรงงานจึงได้แก้ไขแนวทางในคำสั่งใหม่
ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค. กำหนดให้บริษัทจัดหางาน 50 แห่ง ต้องส่งหลักฐานการโอนเงินทุกวัน โดยมุ่งเน้นไปที่บริษัทที่ส่งแรงงานไปยังไทยและมาเลเซีย นอกจากนี้แล้ว กระทรวงแรงงานยังได้ขอหลักฐานการโอนเงินตั้งแต่ช่วงเดือนก.ย. จนถึงธันวาคม 2566 อีกด้วย
กฎระเบียบใหม่กำหนดให้ทั้งบริษัทจัดหางานและแรงงานต้องลงนามในสัญญาจ้างงานต่อหน้าเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานก่อนเดินทางออกจากประเทศ โดยสัญญาดังกล่าวกำหนดให้ผู้ไปทำงานต่างประเทศส่งเงินอย่างน้อย 25% ของรายได้ผ่านช่องทางที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากไม่ปฏิบัติตามจะถูกห้ามทำงานในต่างประเทศเป็นเวลา 3 ปีหลังจากใบอนุญาตปัจจุบันหมดอายุ
อย่างไรก็ตาม แรงงานเมียนมาในต่างประเทศจำนวนมาก ต่างไม่ต้องการจะใช้ช่องทางธนาคารของรัฐเพื่อส่งเงินกลับบ้าน เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารของรัฐ อยู่ที่ 4,150 จ๊าดต่อดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนในตลาด อยู่ที่ประมาณ 6,000 จ๊าดต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแตกต่างกันอย่างมาก
ด้านนายเมียว กโย นักรณรงค์เพื่อสิทธิของผู้อพยพ กล่าวว่า แรงงานเมียนมาในต่างประเทศไม่เต็มใจส่งเงินผ่านช่องทางของรัฐบาลและจ่ายภาษีให้กับรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้ให้การรับประกันสิทธิและการคุ้มครองที่เหมาะสมในต่างประเทศให้แก่พวกเขา โดยนายเมียวกล่าวว่า กฎใหม่นี้ทำให้แรงงานรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกปล้น เพราะถูกบังคับให้จ่ายเงินโดยไม่ได้รับการตอบแทนใด ๆ เลย
ทั้งนี้ แรงงานเมียนมาในต่างประเทศจำนวนมากยอมเสี่ยงถูกห้ามทำงานในต่างประเทศ แทนที่จะส่งเงินผ่านช่องทางของรัฐด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่ต่ำกว่า
หญิงสาวชาวเมียนมาคนหนึ่งซึ่งทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งใกล้กรุงเทพ กล่าวกับสำนักข่าวนิกเกอิเอเชียว่า เธอจะอยู่ที่นี่ต่อไป ทำงานให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ และหารายได้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เธอไม่ต้องการส่งเงินกลับบ้านตามวิธีที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งหากเธอโดนลงโทษห้ามไปทำงานต่างประเทศ เธอก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหางานทำในเมียนมา
อ้างอิง : asia.nikkei.com