[จบ]แม่ปากร้ายยุค 80
ข้อมูลเบื้องต้น
แม่ปากร้ายยุค 80 [八零辣妈飒爆了]
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
เผยแพร่ครั้งแรกใน SHANGHAI SEVENCAT CULTURE MEDIA CO., LTD.
การแปลนี้จัดร่วมกับ SHANGHAI SEVENCAT CULTURE MEDIA CO., LTD.
ลิขสิทธิ์แปลไทย ⓒ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็นจอยบุ๊ค
---------------------------------------
นิยายแปลเรื่อง แม่ปากร้ายยุค 80 [八零辣妈飒爆了]
ผู้แต่ง : 素衣染墨香 ผู้แปล : ไหหม่า(海馬)
เรื่องย่อ : หลินม่ายได้กลับมาเกิดใหม่ในวันแต่งงานของตัวเอง และพบว่าทุกคนรอบตัวไม่ว่าจะเป็นครอบครัวตัวเองหรือครอบครัวสามีต่างก็ยังเป็นเศษสวะกันเหมือนเดิม แต่ขอโทษเถอะ…หลินม่ายคนนี้ไม่ใช่หลินม่ายคนเดิมแล้ว ใครหน้าไหนมารังแกฉัน คราวนี้แม่จะซัดให้หงาย จะงัดมารยาสาไถทุกกระบวนมาใช้แก้เผ็ดมันให้หมด! จากนั้นก็จะหย่ากับสามีกะหลั่วแยกตัวออกมาสร้างฐานะแบบสวยๆ ไม่ต้องสนใจใครอีกแล้ว!
คุณอาจจะชอบเรื่องนี้
ตอนที่ 1 กลับมาเกิดใหม่ในวันแต่งงาน
ตอนที่ 1 กลับมาเกิดใหม่ในวันแต่งงาน
หลินม่ายได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง และยังได้ย้อนกลับมาเกิดในวันแต่งงานอีกด้วย
เธอชำเลืองมองผนังบ้านหลังใหม่ที่เต็มไปด้วยรอยกระดำกระด่าง ซึ่งปฏิทินบนนั้นแสดงไว้ว่าเป็นวันที่ 1 เดือนตุลาคม ปี 1981
บริเวณนอกบ้านช่างเหมือนกับในอดีต คือไม่ได้คึกคักอย่างที่จินตนาการไว้ ทุกอย่างล้วนเงียบเหงา แม้แต่เสียงพูดคุยจอแจก็ยังไม่มี
เธอถูกครอบครัวคลุมถุงชนเพื่อแลกกับเงินสินสอด ประกอบกับความต่ำต้อยของตัวเองที่ใจจริงอยากแต่งงานกับอู๋เสี่ยวเจี๋ยน
รู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่ได้ชอบตนก็ยังกระโดดเข้าไปในกองไฟ ใครเล่าจะเห็นความสำคัญของเธอ!
ตั้งโต๊ะจีนเหรอ? ไม่มีหวังเสียหรอก
เมื่อแม่สามีได้ยินว่าเธอไม่มีสินเดิมของฝ่ายหญิง นางก็ด่าทอเป็นเวลาสามวันสามคืนตั้งแต่ยังไม่ย้ายเข้ามาในบ้าน
นางกล่าวหาว่าสกุลหลินไร้น้ำใจ ขายลูกสาวกิน เอาคนป่วยกระเสาะกระแสะมาแลกกับเงิน 10 หยวน ข้าวสาร 1 ถุงใหญ่ และเสื้อผ้าที่ซื้อจากสหกรณ์ด้วยเงิน 5 หยวน
แม่สามีขุ่นเคืองใจมาก เลยยกบ้านที่มีพื้นที่ใช้สอยไม่เกินสิบตารางเมตรให้เป็นเรือนหอ กลิ่นอับภายในบ้านยังทำให้รู้สึกคันคออยู่เลย
วันที่หลินม่ายจะต้องแต่งงานเข้ามาเป็นสะใภ้ในอดีต แม่สามีอย่างเหยาชุ่ยฮวาก็ได้แกล้งป่วยออด ๆ แอด ๆ นอนนิ่งอยู่บนเตียง ซึ่งชาตินี้ก็ยังเป็นเช่นนี้
พ่อสามีอย่างอู๋จินกุ้ยไม่เชิญผู้หญิงในตระกูลมาช่วยตระเตรียมอาหารกลางวัน ดังนั้นครอบครัวฝ่ายมารดาจึงต้องพาญาติยกโขยงมาเสียกลุ่มใหญ่ ทำให้พวกชาวบ้านที่ยืนเบียดเสียดรอดูความคึกคักอยู่หน้าประตูต่างพากันชี้แนะอย่างอวดดี
ห้องโถงกลางที่ได้รับการทำความสะอาดจนเอี่ยมอ่องไม่มีแม้แต่เก้าอี้สักตัว พ่อหลินและแม่หลินรวมทั้งพี่ชายพี่สาวของหลินม่ายจึงต้องยืนหลบมุมทำตัวลีบเหมือนกับนกกระทา
ซุนกุ้ยเซียงแม่ของหลินม่ายขยิบตาให้พ่อหลินหนึ่งครั้ง ก่อนจะแสร้งยิ้มพลางเอ่ยกับอู๋จินกุ้ยว่า “ในเมื่อแม่สามีของลูกดิฉันป่วย งั้นเราต้องขอตัว”
อู๋จินกุ้ยก็แสร้งยิ้มพลางลุกขึ้นเดินไปส่ง “ต้องขอโทษทุกคนด้วย”
เมื่อทุกคนเดินออกมาจากห้องโถงกลางแล้ว ซุนกุ้ยเซียงก็ส่งเสียงไปยังทิศทางของบ้านหลังใหม่ “ม่ายจื่อ นับแต่นี้ไปแกเป็นสะใภ้สกุลอู๋แล้วนะ ต้องเชื่อฟังพ่อแม่สามี รักพี่รักน้อง ถ้าแม่รู้ว่าแกทำตัวไม่ดีตรงไหน แม่เอาแกตายแน่!”
หลินม่ายยิ้มเยาะเย้ย
ชาติที่แล้วหลังแต่งงาน พ่อกับแม่ลงไม้ลงมือกับเธอไม่ยั้ง ไม่ใช่เพราะเธออกตัญญูต่อพ่อแม่สามี ไม่รักพี่รักน้อง
แต่เพราะคิดว่าเธอไร้ประโยชน์ เอาใจพ่อแม่สามีไม่ได้ ทั้งยังหาเงินเลี้ยงดูปากท้องครอบครัวไม่ได้ด้วย
พี่สาวอย่างหลินเพ่ยกุมมือซุนกุ้ยเซียง พยายามโน้มน้าวเสียงเบา “แม่ อย่าทำให้น้องกลัวสิ เดี๋ยวฉันไปคุยกับน้องเอง” กล่าวจบหล่อนก็ตรงไปยังบ้านใหม่ทันที
เมื่อมาถึงหน้าประตูบ้านใหม่ หล่อนก็ผลักประตูเข้าไป พร้อมกับหยดน้ำตาหลั่งรินออกมา “ม่ายจื่อ พ่อแม่สามีของเธอไม่น่าคบค้าเอาเสียเลย เธอจะใช้ชีวิตยังไง”
หลินม่ายปรายตามองการแสดงของหล่อนด้วยสายตาเย็นชา
อีกฝ่ายแกล้งทำเป็นปวดใจต่อหน้าเพราะเธอไม่ได้แต่งงานกับครอบครัวสามีที่ดี แต่ลับหลังกลับหัวเราะเยาะที่เธอดันกระโดดตกนรกไปเอง เป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาคนหนึ่ง
หลินม่ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ฉันได้อยู่อย่างลำบากเหมือนที่พี่อยากให้เป็นแล้วไม่ใช่รึไงคะ!”
หลินเพ่ยตกใจจนลืมร้องไห้ จ้องมองนัยน์ตาของหลินม่ายอย่างคาดคั้นหลายครั้ง แต่ก็ไม่พบกับความผิดปกติ ทำไมหล่อนถึงได้พูดจาไม่น่าฟังแบบนี้?
เมื่อก่อนหล่อนไม่ใช่แบบนี้ เชื่อฟังครอบครัว และยังสนิทกับตนมาก
“ม่ายจื่อ เธอไปได้ยินข่าวลือจากในหมู่บ้านมาใช่ไหม อย่าไปสนใจกับคนที่ชอบยุยงเหล่านั้นเลย พวกเขาไม่เห็นหรอกว่าฉันแสนดีกับเธอแค่ไหน”
หมู่บ้านหวังเจียที่สกุลหลินอาศัยอยู่มักมีข่าวซุบซิบนินทาอยู่เสมอ ลือกันว่าหลินเพ่ยและหลินสงเป็นลูกแท้ ๆ ของซุนกุ้ยเซียง แต่หลินม่ายกลับไม่ใช่
ไม่อย่างนั้นคงอธิบายไม่ได้ว่าเหตุใดสองสามีภรรยาซุนกุ้ยเซียงถึงปฏิบัติต่อหลินเพ่ยและหลินสงอย่างดี แต่กลับไม่ให้ความรักใคร่กับหลินม่ายอย่างเท่าเทียม
หลินม่ายยิ้มอย่างเย็นชา “พี่ดีกับฉันเหรอ? งั้นพี่ก็เอาเงินสินสอดจำนวน 10 หยวนและเสื้อผ้า 5 หยวนที่สกุลอู๋ให้ฉันมาคืนฉันสิ ฉันถึงจะเชื่อว่าพี่ดีกับฉันจริง”
สินสอดทองหมั้นจำนวน 10 หยวนที่สกุลอู๋ให้เธอมาได้ถูกหลินเพ่ยชิงไปจ่ายค่าเทอมก่อน ส่วนเงินที่เหลือกลายเป็นเงินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ผ้าราคา 5 หยวนตัวนั้นถูกนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ อะไร ๆ ก็ยกให้หล่อนเสียทุกอย่าง!
แม้จะไม่ได้ใช้สินสอดทองหมั้น 10 หยวนนั้น แต่ผ้าราคา 5 หยวนที่ยังไม่ได้นำไปตัดเย็บเสื้อผ้ากลับไม่สามารถนำมาคืนเธอได้ หล่อนคงอยากได้คืนสิท่า!
หญิงสารเลวคนนี้ จะต้องได้ยินข่าวลือจากในหมู่บ้านมาแน่นอนถึงได้ทำตัวผิดปกติแบบนี้
หลินเพ่ยลั่นหัวเราะฮ่า ๆ พลางเอ่ยว่า “อยู่กินกับเสี่ยวเจี๋ยนให้ดีเถอะ” จากนั้นก็รีบจากไป
หลินม่ายมองแผ่นหลังของหล่อนด้วยสีหน้าเย็นชา
คนที่ถูกเรียกว่าพี่สาวคนนี้มักจะชอบตั้งตนเป็นใหญ่ ในอดีตหล่อนใช้คะแนนของตัวเองสอบเข้ามหาวิทยาลัย หลอกให้เธอแต่งงานกับอู๋เสี่ยวเจี๋ยนที่ไม่เคยคบกันมาก่อน
ยืมมือของอู๋เสี่ยวเจี๋ยนมาควบคุมเธอ ให้เธอเป็นเครื่องมือหากินให้ตัวเอง
เมื่อพบว่าทั้งสองคนมีลูกนอกสมรสด้วยกัน ทั้งยังวางแผนชิงทรัพย์สมบัติมหาศาลของเธอ หลังจากหลินม่ายถ่ายโอนทรัพย์สมบัติทั้งหมดไปและเตรียมหย่าร้างกับชายชั่ว ก็ดันถูกทำร้ายจนตายคาบ้าน
แต่กลับคาดไม่ถึงว่าเมื่อฟื้นขึ้นมาแล้วจะย้อนกลับมาในวันแต่งงานก่อนจดทะเบียนสมรสกับอู๋เสี่ยวเจี๋ยน
หลินม่ายนั่งเงียบ ๆ นิ้วมือจิกบนหัวเข่าอย่างแรง จนรู้สึกถึงความเจ็บปวดแล้วจึงคลายออก
ครั้งนี้ เธอจะต้องเอาชีวิตของตัวเองกลับมา ให้คนเหล่านี้ได้ชดใช้ในสิ่งที่สมควรได้รับอย่างสาสม!
หลินเพ่ย พี่ชายและพ่อแม่เดินออกจากหมู่บ้านสกุลอู๋ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นจากเพื่อนบ้านสกุลอู๋
ไม่นานหลินเพ่ยก็ได้เล่าถึงความผิดปกติของหลินม่ายให้กับหลินเจี้ยนกั๋วพ่อหลินและคนอื่นฟัง
ซุนกุ้ยเซียงกัดฟันกล่าวว่า “นังเด็กสารเลวนั้นคงอยากได้สินสอดและผ้าไหมมากสิท่า? ฝันไปเถอะ!รอให้กลับบ้านก่อนเถอะ คอยดูเถอะฉันจะฟาดหล่อน!”
หลินเพ่ยกระตุกยิ้มมุมปาก
ทันทีที่สกุลหลินจากไป เหยาชุ่ยฮวาก็คลานลงจากเตียงราวกับไม่เคยป่วยมาก่อน ก่อนจะเดินตรงไปทำอาหารเที่ยง
เก้าอี้และม้านั่งที่ถูกซ่อนอยู่ในห้องถูกยกเข้ามาในห้องโถง
แม้จะอยู่ในยุค 80 แต่ทั่วทั้งประเทศยังตกอยู่ในสภาวะยากจนข้นแค้น ซึ่งในหมู่บ้านกลับตกอยู่ในสภาวะยากจนยิ่งกว่า
มีอาหารก็แค่พอประทังปากท้องให้อิ่มเท่านั้น แต่กลับไม่มีไขมันหรือน้ำหล่อเลี้ยงร่างกายเพียงพอ ไม่กินข้าวมื้อเดียวก็หิวโซปานขาดใจ
ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ก็เป็นเวลาบ่ายสามโมงแล้ว พวกผู้ใหญ่และเด็ก ๆ ต่างพากันหิวโซจนซูบผอมไปหมด ถ้าเหยาชุ่ยฮวายังไม่ทำอาหาร อีกไม่กี่ชั่วโมงคงได้ก่อจลาจลแน่
มณฑลหูเป็นมณฑลทางใต้ของประเทศซึ่งรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก ภายใต้สถานการณ์ที่ธัญพืชไม่เพียงพอ ทุกคนจึงต้องกินมันเทศประทังชีวิต
ที่ดินของหมู่บ้านสกุลอู๋เป็นที่ราบเรียบ มีการปลูกพืชเกษตรมากมาย ประกอบกับอยู่ใกล้กับตัวเมือง เดินทางเข้าเมืองสะดวก ดังนั้นเศรษฐกิจจึงดีกว่าหมู่บ้านบนภูเขาไม่น้อย
ซึ่งในภูเขาใหญ่ ทุกครัวเรือนในยุค 80 ยังต้องกินข้าวที่หุงผสมกับมันเทศ หมู่บ้านสกุลอู๋จึงไม่ค่อยมีคนกินมันเทศเป็นอาหารมื้อหลักมาตั้งแต่ยุค 70
แม้ว่าสกุลอู๋จะมีกำลังไม่เพียงพอเพราะจำนวนเด็กที่มากเกินไป จนฐานะทางบ้านไม่สู้ดีนัก แต่ก็ไม่ถึงกับกินมันเทศเป็นอาหารหลัก
มันเทศยามตากแดดก็จะกลายเป็นมันเทศแห้ง ทำเป็นขนมกินเล่น หรือย่างกินก็ได้
แต่ในตอนที่เหยาชุ่ยฮวาทำอาหารกลับตั้งใจนึ่งมันเทศไปพร้อม ๆ กับหุงข้าว ตอนผัดผักก็ยังใช้ใบมันเทศที่ไว้ป้อนหมูมาผัดโดยไม่ใส่เกลือใส่น้ำมัน
เมื่อทำอาหารเที่ยงเสร็จแล้ว เหยาชุ่ยฮวาก็ส่งเสียงตะโกนพร้อมกับคว่ำหม้อเสียงดังโครมครามอยู่ในครัว “เงินสินสอดก็ไม่ได้สักหยวน กินข้าวก็ยังต้องทำเผื่อ มันคุ้มกับสิ่งที่ตัวเองจะได้รับแล้วรึ!”
หลินม่ายไม่สนใจกับคำก่นด่าจากข้างนอก เธอนั่งบนเตียงอย่างนิ่งสงบ
อู๋จินกุ้ยทำได้แค่ให้ลูกสาวคนโตวัย 18 ปีอย่างอู๋เสี่ยวเถาไปเรียกหลินม่ายออกมากินข้าว
เมื่อหลินม่ายมาถึงห้องโถงกลาง บรรดาคนสกุลอู๋กลับไม่ได้มีสีหน้าที่ดีต่อเธอแต่อย่างใด ซึ่งเธอก็ไม่ได้ใจนัก นั่งลงที่โต๊ะโดยไม่สนใจใคร
เหยาชุ่ยฮวานั่งกินมันเทศนึ่งและใบมันเทศผัดต่อหน้าเธอด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
หลินม่ายกวาดตามองทุกคนแวบหนึ่ง
ทุกคนมีชามข้าวขาวหนึ่งใบ อู๋เสี่ยวเจี๋ยนและน้องชายน้องสาวของเขามีไข่ต้มหนึ่งฟอง มีผัดปวยเล้งและมะเขือม่วงผัดซอสอย่างละชามวางอยู่บนโต๊ะอาหารเคลือบมัน
เธอไม่ได้ส่งเสียงใด ๆ แค่ยกชามใบมันเทศผัดเทใส่ในชาม แล้วยกชามใบใหญ่ออกไปข้างนอก
เหยาชุ่ยฮวาส่งเสียงร้องถาม “ทุกคนกำลังกินข้าว เธอจะไปไหนอีก? เพิ่งแต่งงานเข้ามาก็จะแหกกฎกันแล้ว!”
หลินม่ายตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ไปเดินเล่นในหมู่บ้านค่ะ ให้พวกชาวบ้านได้เห็นว่าฉันกินอะไร”
เธอไม่ใช่เด็กสาวขี้อายเหมือนในอดีตคนนั้นอีกแล้ว เกรงว่าเมื่อพวกชาวบ้านรู้ว่าเธอใช้ชีวิตอยู่ในบ้านสกุลอู๋อย่างลำบากคงพากันหัวเราะเยาะกันไม่น้อย
อาหารมื้อแรกของลูกสะใภ้ใหม่ในบ้านสามีคงทำให้พวกชาวบ้านพากันแอบดูหมิ่นกับการทำอะไรที่มันเกินไปของบ้านสกุลอู๋ก็เป็นได้
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
ได้กลับมาเกิดใหม่ทั้งทีม่ายจื่อก็ขอฟาดสักหน่อยล่ะค่ะ พอกันทีกับการเป็นข้าทาสให้ครอบครัวทางแม่กับครอบครัวสามีข่มเหง
เป็นการเปิดตัวนางเอกที่ปังมาก ไม่แพ้อันหนิงกับชิงชิงของสองเรื่องก่อนเลย
ไหหม่า(海馬)
ตอนที่ 2 เพิ่งจะแต่งงานก็ตบตีกันแล้ว
ตอนที่ 2 เพิ่งจะแต่งงานก็ตบตีกันแล้ว
เหยาชุ่ยฮวาถึงกับลนลาน
แม้จะบอกว่าหลินม่ายไม่มีสินเดิมของฝ่ายหญิงมาแลกเปลี่ยน แต่อาหารมื้อแรกของลูกสะใภ้ในบ้านหลังนี้คือมันเทศและผัดใบมันเทศ พวกชาวบ้านจะต้องเอาไปนินทาลับหลังในความร้ายกาจของนางแน่นอน
ลูกชายคนเล็กของนางอายุ 16 ปีแล้ว อีกไม่กี่ปีก็ต้องแต่งงาน ถ้าตระกูลของนางมีชื่อเสียงด่างพร้อย ตระกูลไหนจะยอมยกลูกสาวให้แต่งงานกับลูกชายคนเล็กของนางกันล่ะ!
เหยาชุ่ยฮวาโมโหฉุนเฉียวจนต้องตวาดใส่อู๋เสี่ยวเจี๋ยนว่า “ยังไม่รีบไปลากนังตัวซวยที่แกอยากจะแต่งงานด้วยกลับมาอีกเหรอ!”
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนเขวี้ยงตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างหนักหน่วง จากนั้นก็เอ่ยด้วยสีหน้าโหดเหี้ยม “นังสารเลว เพิ่งจะแต่งงานเข้ามาก็วอนโดนสั่งสอนเสียแล้วสินะ!”
เขาพูดพลางลุกขึ้นไปจับตัวหลินม่ายไว้
หลินม่ายกระโดดออกจากลานบ้านของเขา ก่อนจะร้องคร่ำครวญเสียงดัง “มีคนทำร้าย !มีคนทำร้าย!”
มณฑลหูในช่วงเดือนสิบมีอากาศไม่หนาวนัก ช่วงกลางวันจึงค่อนข้างร้อนอบอ้าวเล็กน้อย
ประกอบกับอยู่ในช่วงเฉลิมฉลองเทศกาล พวกชาวบ้านจึงค่อนข้างว่างงาน พากันมาจับเข่าคุยเรื่อยเปื่อยอยู่ใต้ต้นพุทธา
เสียงร้องคร่ำครวญของหลินม่ายดึงดูดสายตาของชาวบ้านไม่น้อย ทุกคนต่างซุบซิบนินทาแล้วมองมาทางหลินม่าย อู๋เสี่ยวเจี๋ยนวิ่งไล่ตามออกมาจากในบ้าน ก่อนจะง้างกำปั้น เตรียมจะซัดใส่เธอ
แต่แล้วก็มีอาวุโสผู้หนึ่งตะโกนด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “เสี่ยวเจี๋ยน ทำไมแกถึงทำร้ายสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้าบ้านแบบนี้!”
แม้อู๋เสี่ยวเจี๋ยนจะมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ แต่ก็ทำได้แค่วางกำปั้นที่ง้างสูงนั้นลง
ไม่นานก็มีอาสะใภ้สองคนเดินเข้าไปไถ่ถามหลินม่าย “เกิดอะไรขึ้น เพิ่งแต่งงานกันทำไมถึงต้องตบตีเธอแบบนี้?”
แม้ว่าในยุค 80 การตบตีผู้หญิงในชนบทจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่การถูกตบตีตั้งแต่วันแรกของวันแต่งงานกลับมีน้อยมาก
หลินม่ายยื่นชามข้าวของตัวเองไปตรงหน้าอาสะใภ้ทั้งสองคน แล้วสะอื้นไห้ “ฉันเห็นว่าอาหารที่พ่อแม่สามีกินไม่เหมือนกับของฉัน ทุกคนต่างได้กินข้าวและไข่ต้ม ส่วนฉันได้กินแค่มันเทศและผัดใบมันเทศเพียงคนเดียว แค่พูดว่าฉันก็อยากกินข้าวเหมือนกับคนอื่น แม่สามีก็เริ่มด่าทอฉัน บอกว่าครอบครัวฉันรับสินสอดของพวกเขาไปตั้งมากมาย แต่พวกเขากลับไม่ได้เงินสินเดิมจากเราสักแดงเดียว ยังริอาจอยากกินข้าวและไข่ต้มอีก จากนั้นเสี่ยวเจี๋ยนก็ตบตีฉัน”
พูดจบเธอก็ปล่อยโฮ ฮือ ๆ ออกมาด้วยความเจ็บปวด
อาสะใภ้ใหญ่สองคนนั้นและชาวบ้านที่พากันมามุงดูกลับไม่ได้ช่วยเธอพูดแต่อย่างใด
ตรงกันข้ามกลับตำหนิที่ครอบครัวของเธอเรียกสินสอดสูงเกินไปและไม่มีเงินสินเดิมไปให้พวกเขา พ่อแม่สามีรู้สึกไม่ยุติธรรมจะด่าทอเธอก็เป็นเรื่องปกติ ทั้งยังโน้มน้าวให้เธอข่มความโกรธนี้ไว้
คนชนบทในยุคนี้น้อยคนนักจะมีคนยกสินสอดทองหมั้นมาสู่ขอฝ่ายหญิง ต่อให้มี แต่ก็ไม่เกินสองสามหยวน
โดยทั่วไปจะเรียกแค่ข้าวหนึ่งถุงใหญ่และผ้าที่ถักทอเองเพียงสองผืนเท่านั้น ไม่มีใครไปซื้อผ้าจากสหกรณ์มาเป็นสินสอดทองหมั้นหรอก
การซื้อผ้าแบบนี้เป็นเรื่องยากสำหรับพวกชาวบ้าน พวกเขาจะต้องไปซื้อผ้าราคาสูงในตลาดมืดเท่านั้น
ในระยะสิบลี้นี้มีตระกูลไหนบ้างที่กล้ายกสินสอดทองหมั้นมหาศาลเหล่านั้นได้เหมือนกับสกุลอู๋?
ถ้าเป็นพวกเขา คงยากที่จะแสดงสีหน้าแช่มชื่นต้อนรับลูกสะใภ้ที่ไม่มีแม้กระทั่งสินเดิมแบบนี้
หลินม่ายร้องไห้คร่ำครวญต่อ “สินสอดไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากได้เลย แต่เป็นสิ่งที่เสี่ยวเจี๋ยนเรียกร้องจากพ่อแม่เอง เพื่อให้พี่สาวของฉันมีเงินเรียนต่อ มีเสื้อผ้าสวย ๆ สวมใส่”
เธอดึงทึ้งเสื้อผ้าที่ใช้ผ้าถักทอเองบนร่างกายของเธอ แล้วพูดอย่างไม่เป็นธรรม “ลุงป้าน้าอาทั้งหลาย โปรดดูนี่ว่าเสื้อผ้าที่ฉันใส่อยู่ตอนนี้เป็นยังไง แล้วเมื่อครู่พี่สาวของฉันแต่งตัวยังไง สินสอดทองหมั้นและผ้าเหล่านั้นฉันไม่เคยได้แตะต้องเลยแม้แต่น้อย”
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนไปเรียกร้องขอสินสอนทองหมั้นและผ้าจากพ่อแม่ของเขา เรื่องนี้รู้กันไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
ลับหลังต่างว่าร้ายหาว่าหลินม่ายเป็นนังจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ ยั่วยวนจนอู๋เสี่ยวเจี๋ยนที่รู้ความแล้วหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น เพื่อจะได้เรียกสินสอดทองหมั้นมาให้เธอ
แต่เมื่อได้ยินคำพูดของหลินม่าย ทุกคนก็ได้พบว่าคนที่เป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์แท้จริงแล้วไม่ใช่หลินม่าย แต่เป็นหลินเพ่ยพี่สาวของเธอ
ถ้าเป็นหลินเพ่ย อู๋เสี่ยวเจี๋ยนคงจะทำใจตบตีคนที่ตัวเองชื่นชอบจนอยากแต่งงานด้วยไม่ได้ แต่เมื่อครู่นี้เขาคิดจะตบตีหลินม่าย ทุกคนต่างก็เห็น
อีกอย่าง เสื้อผ้าที่หลินเพ่ยสวมใส่ก็เป็นเสื้อผ้าที่ตัดเย็บมาจากวัสดุผ้าที่สกุลอู๋ซื้อมาจากสหกรณ์ พวกเขาก็เห็นเช่นกัน
สิ่งที่หลินม่ายพูดนั้นเป็นความจริง สินสอดทองหมั้นของสกุลอู๋ล้วนถูกนำมาปรนเปรอให้พี่สาวของเธอทั้งสิ้น
สินสอดทองหมั้นของน้องสาวถูกยกให้พี่สาวทั้งหมด เรื่องนี้ช่างน่าเก็บไปคิดนัก
เมื่ออู๋เสี่ยวเจี๋ยนเห็นหลินม่ายหยิบยกความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหลินเพ่ยออกมาพูด จึงรีบตวาดออกไปด้วยความโกรธเคือง “ม่ายจื่อ ขืนเธอพูดจาเหลวไหลอีก ฉันตบเธอแน่!”
“แกกล้า!” เหยาชุ่ยฮวาตวาดใส่อู๋เสี่ยวเจี๋ยน แล้วหันไปถามหลินม่ายด้วยสีหน้าทมึงทึง “ในเมื่อพี่สาวของเธอเป็นคนอยากได้สินสอดทองหมั้นเหล่านั้น แล้วทำไมคนที่เขาต้องแต่งงานด้วยกลับเป็นเธอ?”
ถ้าเป็นพี่สาวของหลินม่าย การเสียสินสอดทองหมั้นมหาศาลคงไม่ได้ขัดต่อความรู้สึกของนางนัก
โชคดีที่หลินเพ่ยยังเรียนชั้นมัธยมปลาย แม้ต่อไปจะไม่ได้สอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่หลังเรียนจบแล้วหล่อนก็เป็นนักบัญชีของหมู่บ้านไม่ก็คนงานในเมืองได้ง่าย ๆ
สิ่งที่คนสมัยนี้ขาดแคลนคือการศึกษา ถ้ามีการศึกษาก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีงานทำ
ถ้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็น่าจะได้เป็นพนักงานในโรงงาน ลูกสะใภ้ที่มีฐานะดีเช่นนี้ใครเล่าจะไม่อยากได้!
“เพราะพี่สาวของฉันคิดว่าครอบครัวของพวกคุณยากจน จึงไม่อยากแต่งงานด้วย ส่วนเสี่ยวเจี๋ยนไม่อยากสู่ขอหล่อนให้มาลำบากในตระกูล เลยมาสู่ขอฉันแทน แต่กลับยกสินสอดเหล่านั้นให้เป็นค่าเล่าเรียนของพี่สาวฉันก็เท่านั้น”
เหยาชุ่ยฮวาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ก่นด่าอู๋เสี่ยวเจี๋ยนต่อหน้าทุกคน ทั้งยังสั่งให้เขาไปเอาสินสอดทองหมั้นจำนวน 10 หยวนกลับมาจากบ้านพ่อตาแม่ยายของฝ่ายหญิงในวันพรุ่งนี้อีกด้วย ส่วนสินสอดอื่นให้มันแล้วกันไป
แต่หลินม่ายรู้ว่านางแค่โวยวายเท่านั้น ในเมื่อสู่ขอลูกสะใภ้มาแล้ว จะไปขอสินสอดทองหมั้นคืนได้อย่างไร!
เว้นเสียแต่ว่าสกุลหลินจะใช้วิธีต้นสาลี่ตายแทนต้นท้อ(1) ซึ่งอาจจะได้คืนกลับมาบ้าง แต่ปัญหาคือสินสอดนั้นไม่มีเหลือแล้ว สกุลอู๋คงทำได้แต่ต้องทนหวานอมขมกลืนต่อไป
แม้จะเอะอะโวยวายถึงขนาดนี้ แต่สิ่งที่หลินม่ายต้องกินในตอนเที่ยงก็ยังเป็นมันเทศและผัดใบมันเทศอยู่วันยังค่ำ
เหยาชุ่ยฮวาจะไม่มีวันเห็นใจเพียงเพราะเธอเป็นผู้ถูกกระทำ หรือต่อให้ดีกับเธอ เธอก็เป็นเพียงผู้หญิงที่ขยันสร้างเรื่อง
หลังจากยุค 80 ผ่านพ้น สายลมแห่งการปฏิรูปได้พัดผ่านไปทั่วทุกพื้นที่ ชีวิตของคนในชนบทจำนวนมากเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่มีเพียงสกุลอู๋กลับยากจนลง ซื่งเป็นเหตุการณ์ที่เหยาชุ่ยฮวาไม่มีวันลืม
ในสายตาของเหยาชุ่ยฮวา หลินม่ายคือคนสกุลหลิน ย่อมมีส่วนร่วมในการหลอกลวงเอาสินสอดทองหมั้นและเสื้อผ้าในตระกูลของนาง ดังนั้นนางจึงไม่จำเป็นต้องแสนดีกับเธอ
หลินม่ายไม่ได้สนใจว่ามื้อเที่ยงตัวเองได้กินอะไร ตรงกันข้ามเป้าหมายของเธอกลับสำเร็จลุล่วงแล้ว เธอทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านอู๋เจียรู้ว่าถึงความสัมพันธ์อันคลุมเครือระหว่างอู๋เสี่ยวเจี๋ยนและหลินเพ่ย
หลินเพ่ยและน้องเขยของตัวเองมีความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน ต่อไปคงจะหาความดีของพวกเขาได้ยากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์ ถึงอย่างไรชื่อเสียงก็เสียไปแล้ว ซึ่งในยุค 80 ยังคงให้ความสำคัญกับชื่อเสียงมาก
ทำให้พ่อแม่ของอู๋เสี่ยวเจี๋ยนได้รู้ว่าลูกชายคนโตของพวกเขารักใคร ถึงขั้นเรียกร้องเงินสินสอดมหาศาลกับพวกเขาเพื่อใครสักคน
ต่อไปหลินเพ่ยจะต้องท้อแท้สิ้นหวังที่ต้องแต่งงานกับอู๋เสี่ยวเจี๋ยน
ในตอนนั้นเหยาชุ่ยฮวาที่คิดจะใช้ประโยชน์จากลูกชายของตนเรียกสินสอดมหาศาลนั้นกลับคืนมาก็คงไม่สามารถกระทำรุนแรงกับหล่อนได้
ถึงตอนนั้นอู๋เสี่ยวเจี๋ยนก็คงจะขัดแย้งกับเหยาชุ่ยฮวาเพื่อหลินเพ่ย เหยาชุ่ยฮวาต้องเจ็บช้ำน้ำใจกับลูกชายของตัวเองทุกวัน และยังเป็นการแก้แค้นที่นางทำร้ายเธอในชาติก่อนได้อย่างสาสมอีกด้วย
หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จแล้ว เหยาชุ่ยฮวาก็โกรธจนล้มหมอนนอนเสื่อไปจริง ๆ
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนจึงเป็นคนทำอาหารค่ำ ซึ่งพวกเขายังคงได้กินข้าวชามใหญ่ และให้หลินม่ายกินมันเทศ
ชนบทในยุค 80 ยังไม่มีไฟฟ้า พอค่ำหน่อยก็จะเริ่มจุดตะเกียงน้ำมัน
แต่หลังจากจุดตะเกียงแล้วก็ไม่มีอะไรทำ เหยาชุ่ยฮวาจึงตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากเตียงอย่างลนลาน เป่าดับไฟในตะเกียงน้ำมันให้ทุกคนเข้านอน
คืนแต่งงานของหลินม่ายเพิ่งเริ่มต้นขึ้น!
…………………………………………………………………………………………………………………………
(1)李代桃僵 เป็นสำนวน หมายถึงการเสียสละส่วนน้อยเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนมาก
สารจากผู้แปล
ชอบ เอาอีก ปั่นอีกค่ะม่ายจื่อ มารยาสาไถกี่ร้อยเล่มเกวียนงัดมาใช้ให้หมด
ไหหม่า(海馬)
ตอนที่ 3 สู่ขอบรรพบุรุษกลับมา
ตอนที่ 3 สู่ขอบรรพบุรุษกลับมา
หลินม่ายไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย เธอกลับมาที่บ้านใหม่อย่างสบายใจ
แม้จะเป็นคืนวันแต่งงาน แต่เธอรู้ดีว่าอู๋เสี่ยวเจี๋ยนจะไม่มีวันทำอะไรเธอ
ไม่ใช่เพราะเขาเป็นสุภาพบุรุษแต่อย่างใด เป็นเพราะเขาต้องรักษาความบริสุทธิ์ดุจดั่งหยกเพื่อหลินเพ่ย อีกอย่างหลินเพ่ยก็ไม่อนุญาตให้เขาทำแบบนี้ด้วย ดังนั้นหลินม่ายจึงได้สบายใจขนาดนี้
หลังจากที่หลินม่ายย่างเท้าเดินเข้าไปในบ้านใหม่ อู๋เสี่ยวเจี๋ยนก็เดินตามเข้ามา
ทันทีที่เข้ามาก็ทำการปิดประตู ก่อนจะจ้องเขม็งมายังหลินม่ายด้วยความโกรธอย่างไม่ปิดบังท่ามกลางความมืด
นัยน์ตาคู่นั้นได้กวาดตามองไปยังแสงจันทร์นอกหน้าต่างแวบหนึ่ง แววตาฉายความโหดเหี้ยมเหมือนดวงตาของหมาป่าชั่วร้าย
ครั้นเห็นหลินม่ายเตรียมตัวเข้านอน เขาก็พลันโกรธฉุนเฉียว กระชากตัวเธอลงจากเตียง แล้วตวาดด้วยความเกรี้ยวกราด
“เธอยังจะหลับลงอีกเหรอ? พี่สาวของเธอแสนดีกับเธอขนาดนั้นกล้าหลอกหล่อนได้ เธอยังมีความเป็นคนอยู่ไหม?”
หลินม่ายถูกเขาฉุดกระชากลากถูอย่างไม่มีเหตุผลจนเกือบล้มไปกองกับพื้น
เธอเกาะผนังที่เปื้อนไปด้วยคราบสกปรกให้ยืนอย่างมั่นคง ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “หล่อนดีกับฉันยังไงไม่ทราบ นายพูดให้ฉันฟังหน่อยสิ!”
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนอ้าปากค้าง ครุ่นคิดอยู่ครึ่งค่อนวันก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าหลินเพ่ยแสนดีกับหลินม่ายอย่างไร
ความดีที่หล่อนมีต่อผู้อื่นล้วนแต่มาจากคำบอกเล่าเท่านั้น ไม่เคยมีการปฏิบัติให้เห็นเป็นกิจจะลักษณะ
หลังจากอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่ครึ่งวัน ก็ได้พูดว่า “หล่อนไม่ได้โหดเหี้ยมเหมือนกับเธอ ที่แทงข้างหลัง!”
หลินม่ายยิ้มพลางพยักหน้า “ที่แท้การเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงต่อสาธารณะนั้นเรียกว่าการแทงข้างหลัง แต่การให้น้องสาวเอาคะแนนสอบไปให้หล่อนเรียกว่าทำดีกับน้องสาว ใช้การแต่งงานของน้องสาวมาแลกกับเงินค่าเล่าเรียนและเงินใช้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งเสื้อผ้าสวยๆ เหล่านั้นเรียกว่าการทำดีกับน้องสาว ทั้งยังแอบวิ่งมาบอกกับแม่ของนายคืนก่อนแต่งงานว่าฉันเป็นผู้ป่วยกระเสาะกระแสะ แบบนี้ไม่เรียกว่าแทงข้างหลังหรอกเหรอ”
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนโต้แย้งกลับไปอย่างไร้เหตุผล “พี่สาวของเธอไม่เคยทำไร่ทำนามาก่อน ก็ควรให้โอกาสในการเข้ามหาวิทยาลัยกับหล่อนถึงจะเหมาะสมที่สุด เธอแต่งงานกับฉันแล้ว จะต้องอยู่อย่างหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินไปตลอดชีวิต จะเอาสินสอดและผ้าเหล่านั้นไปทำไม? เธอเหมาะสมงั้นเหรอ? แล้วการที่พี่สาวของเธอย่องมาบอกกับแม่ว่าเธอเป็นผู้ป่วยร่างกายอ่อนแอมันสร้างผลกระทบต่อเธอมากขนาดนั้นเชียวเหรอ เธอคิดจะจับจุดอ่อนของหล่อนงั้นสิ!”
หลินม่ายหัวเราะเยาะเบา ๆ “เก่งนี่ ไม่ว่าหลินเพ่ยสุดที่รักของนายจะทำอะไรก็ดูสมเหตุสมผลไปเสียทุกอย่าง แต่ฉันไม่มีสิทธิ์โกรธ ไม่อย่างนั้นก็จะถูกกล่าวหาว่าโหดเหี้ยม! งั้นฉันจะโหดเหี้ยมให้นายเห็นเอง! ดังนั้นนายต้องตรงไปตรงมา ห้ามยั่วโมโหฉันเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันจะวิ่งไปบอกอาจารย์ของหล่อนที่โรงเรียน ว่าหล่อนเอาชื่อและคะแนนของฉันไปแอบอ้าง!”
“เธอ!” อู๋เสี่ยวเจี๋ยนโกรธจนอยากจะบีบคอเธอให้ตายเสีย
หลินม่ายเชิดหน้าขึ้น “ส่วนนาย? นับตั้งแต่คืนนี้ไปนายต้องนอนบนพื้น ไม่อย่างนั้นจงรับผลที่ตามมา!”
พูดจบก็ขึ้นเตียงนอน
ในชาติที่แล้วเธอกับอู๋เสี่ยวเจี๋ยนเป็นสามีภรรยากัน และต้องทนนอนพื้นมาห้าปีเต็ม
กระทั่งเธอเปิดกิจการเล็ก ๆ ในเมืองจนหาเงินได้ จึงได้มีเงินทุนไปซื้อเตียงสนามมาเพิ่มอีกหนึ่งเตียง
ไม่ใช่เพราะอู่เสี่ยวเจี๋ยนใจดีอะไรหรอก แต่ต้องการเกาะเธอเพื่อหารายได้มาช่วยปรนเปรอเสื้อผ้าเครื่องประดับของหลินเพ่ย ให้มีชีวิตเหมือนกับดาราสาวผู้โด่งดัง จะสร้างผลกระทบต่อรูปร่างหน้าตาของหล่อนไม่ได้
แต่โลกใบนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว อู่เสี่ยวเจี๋ยนก็ต้องนอนบนพื้น
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนจ้องเขม็งมาทางเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธอยู่เนิ่นนาน กระทั่งกัดฟันแล้วพูดว่า “จิตใจของเธอนับวันยิ่งร้ายกาจทุกวัน ฉันไม่มีวันรักเธอแน่นอน!”
ถ้าอู๋เสี่ยวเจี๋ยนพูดแบบนี้ในอดีต เธอจะต้องตื่นตระหนก
เพราะเธอรักอู๋เสี่ยวเจี๋ยนจนโงหัวไม่ขึ้น จึงยอมเชื่อฟังเขาไปเสียทุกอย่าง ยอมยกสินสอดของตัวเองให้หลินเพ่ย เพียงเพื่อให้เขาหันมามองตัวเองบ้าง
ยอมเป็นเครื่องมือหาเงินทั้งชีวิต เพื่อให้เขารู้สึกดีกับตัวเอง
เธอในตอนนั้นมีแค่ความคิดนี้ ถ้าเขาไม่สามารถรักเธอได้ตลอดชีวิตนี้ ชีวิตของเธอจะมีความหมายอะไร?
แต่เธอไม่ใช่เธอในอดีตอีกแล้ว เธอในตอนนี้เห็นความชั่วร้ายของเขาจนหมดสิ้น ทำไมจะต้องสนใจความรู้สึกที่เขามีต่อเธอด้วย!
ตอนนี้อู๋เสี่ยวเจี๋ยนกลับเอาความรู้สึกนั้นมาขู่เธอ ช่างน่าขันสิ้นดี
หลินม่ายพ่นประโยคหนึ่งออกมาท่ามกลางความมืด “ไม่สนหรอก!”
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนอึ้งงันไป เธอต้องร้องไห้คร่ำครวญเพราะเขาไม่ต้องการเธอไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงพูดกับเขาว่า ‘ไม่สน’ ?
คาดไม่ถึงว่าหญิงโง่คนนี้จะหลอกให้ตายใจ เขายิ้มเยาะอย่างเย็นชา “เราจะคอยดู ดูว่าเธอไม่สนหรือปากแข็งกันแน่!”
หลินม่ายยังมิวายพ่นออกไป “แม้แต่ความสามารถนายก็ยังไม่มี กล้าดียังไงถึงคิดว่าฉันสนใจ!”
ไม่เพียงแต่ไม่สนใจแล้ว เธอยังเตะเขาทิ้งท้ายหนึ่งทีอีกด้วย!
ต้องอยู่กับเขาตลอดชีวิตงั้นเหรอ? เป็นเครื่องมือหาเงินให้เขาและพี่สาวชั่ว? ในโลกใบนี้ พวกเขาอย่าได้แม้แต่จะคิด!
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนโกรธจนลมออกหู
วันที่สองหลังแต่งงาน หลินม่ายต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงด่าทอด้วยความโกรธเคืองของเหยาชุ่ยฮวา
เธอขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งบนเตียง จากนั้นก็พูดกับอู๋เสี่ยวเจี๋ยนที่นอนอยู่ยบนพื้นว่า “เช้าวันนี้ฉันอยากกินไข่ตุ๋น ถ้าไม่มีไข่ตุ๋นก็รับผลที่ตามมาได้เลย”
ชาติที่แล้วเธอต้องออกไปทำงานในเมืองตั้งแต่อายุ 20 ปี ไม่มีปีไหนเลยที่จะได้ใช้ชีวิตกับอู๋เสี่ยวเจี๋ยนอย่างมีความสุข
ตอนนี้เธอกลับมาเกิดใหม่ ได้อยู่ในบ้านของพวกเขาอีกครั้ง ไม่ว่าเธอจะอยากกินอะไร สวมเสื้อผ้าแบบไหน มันคือสิ่งที่เธอต้องทุ่มเทเมื่อครั้งในอดีต และเธอก็ต้องการเอาสิ่งเหล่านั้นกลับคืนมา ไม่จำเป็นต้องมารับผิดชอบเรื่องพวกนี้
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนถลึงตาใส่เธอด้วยความโกรธอยู่เนิ่นนาน แต่กลับต้องทำตาม เพราะอนาคตของหลินเพ่ยสำคัญกว่า
เช้าตรู่ หลินม่ายต้องอยู่ท่ามกลางเสียงก่นด่าของเหยาชุ่ยฮวา ต้องกินไข่ตุ๋นและข้าวหนึ่งชามกับถั่วฝักยาวดองท่ามกลางสายตาโกรธเคืองของทุกคน
หมู่บ้านในตอนนี้ไม่นิยมกินบะหมี่ในตอนเช้า มื้อเช้าจะเป็นข้าวต้มเสียส่วนใหญ่
ครั้นกินเสร็จเธอก็วางตะเกียบ ไม่ล้างชาม ก่อนเดินตรงกลับห้องไป
เหยาชุ่ยฮวาโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ “หล่อนแต่งงานเข้ามาเป็นสะใภ้ สะใภ้ที่แต่งเข้ามาต้องทำทุกอย่าง เราสู่ขอสะใภ้ หรือสู่ขอบรรพบุรุษกันแน่!”
อู๋จินกุ้ยทนหลินม่ายไม่ไหวอีกต่อไป
ไม่รู้ว่านังหญิงสารเลวคนนี้จะควบคุมลูกชายของเขาได้ยังไง
เพื่อเธอแล้วเขาต้องยอมทะเลาะกับแม่ตัวเองตั้งแต่เช้าตรู่ บังคับให้แม่ของเขาตุ๋นไข่ให้นังสารเลวนั้นกิน กินเสร็จก็สะบัดตูดหนีไม่ทำอะไร!
เขาตบโต๊ะอย่างแรง แล้ววิ่งไปยังหน้าประตูห้อง ก่อนจะหยิบเอามาดของเจ้าบ้านออกมาพูดกับหลินม่ายว่า “ถ้าเธอไม่ล้างจาน ฉันจะให้เสี่ยวเจี๋ยนจัดการเธอ!”
หลินม่ายหลุดหัวเราะ “คุณพ่อว่าลูกชายของคุณพ่อจะทุบฉันได้เหรอ ลูกชายของคุณพ่อยอมจัดการสองสามีภรรยาอย่างพวกคุณดีกว่าจัดการฉันอีกค่ะ!”
ประโยคนี้เธอไม่ได้พูดเหลวไหล
ในอดีตหลินเพ่ยอยากเลื่อนตำแหน่ง เจ้านายจึงบอกเป็นนัย ๆ ให้หล่อนเอาตัวเข้าแลกโดยไม่มีการผูกพัน
แต่หล่อนไม่ชอบตาแก่หัวล้านมีอายุ หล่อนจึงไม่ยอม เลยให้อู๋เสี่ยวเจี๋ยนวางยาอู๋เสี่ยวเถาผู้เป็นน้องสาว จากนั้นก็พาตัวอู๋เสี่ยวเถาไปนอนบนเตียงเจ้านายของหล่อน ถึงจะสามารถเลื่อนขั้นได้
ผู้ชายคนนั้นค่อนข้างวิปริตในเรื่องบนเตียง อู๋เสี่ยวเถาต้องได้รับความอัปยศ จึงร้องไห้คร่ำครวญมาบอกพ่ออู๋และแม่อู๋
พ่ออู๋และแม่อู๋โกรธจัดและวิ่งไปคิดบัญชีกับหลินเพ่ย แต่กลับถูกลูกชายคนโตของตัวเองตบหน้าจนบวมแดง
สองสามีภรรยาอู่จินกุ้ยเห็นหลินม่ายมั่นใจ จึงเข้าไปถามอู๋เสี่ยวเจี๋ยนด้วยความไม่สบายใจ “ลูกยอมจัดการพ่อแม่ดีกว่าจัดการหล่อนจริง ๆ เหรอ?”
หลินม่ายพูดเสริมว่า “เพื่อหลินเพ่ยแล้วเขาจะไม่มีวันสั่งสอนฉัน ดังนั้นเขาจึงกล้าสั่งสอนพวกคุณก็เพื่อหล่อน พวกคุณอย่าเกลียดผิดคนละ”
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนชำเลืองมองเธอด้วยความโกรธแค้นแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดกับพ่อแม่ของเขาด้วยสีหน้านิ่งเฉย “หยุดทะเลาะกันได้แล้ว ผมเก็บจานไปล้างเอง!”
พฤติกรรมของเขาเป็นข้อพิสูจน์คำพูดของหลินม่ายได้ดี เหยาชุ่ยฮวาเห็นแล้วก็โกรธกระฟัดกระเฟียด
นางคิดแผนการร้อยแปดพันเก้ามาจัดการหลินม่ายไว้แล้ว ประกอบกับความชิงชังที่ถูกสกุลหลินสูบเอาสินสอดไปมากมาย
แต่ตอนนี้ยังใช้ไม่ได้สักแผนการเดียว แถมลูกชายคนโตก็ยังมาทำให้นางโกรธอีก
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
คิดจะกดขี่ข่มเหงภรรยาเวอร์ชันนี้เหรอ ฝันไปเถอะสามีกะหลั่วเอ๊ย อย่ามาหอนมาโบ้ทีหลังแล้วกัน
ไหหม่า(海馬)