โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

KKP เปิดบริการ Dime ดึงลูกค้ารายเล็กลงทุน-ฝากเงิน ดีเดย์ต้นเดือนหน้า

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 ส.ค. 2565 เวลา 07.12 น. • เผยแพร่ 03 ส.ค. 2565 เวลา 09.27 น.

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP จ่อเปิดตัว “KKP Dime” บริการ “เงินฝาก-ลงทุนหุ้นต่างประเทศ” เจาะลูกค้ารายเล็กที่ บล.เข้าไม่ถึง ต้น ก.ย.นี้ พร้อมปรับเป้าสินเชื่อทั้งปีพุ่ง 16% หลังครึ่งปีแรกโต 10% ดันรายได้ดอกเบี้ยขยับ 15.1% หลังปรับกลยุทธ์ “Smart Growth” คาดสินเชื่อรถยนต์-บ้านโตต่อเนื่อง ครึ่งปีแรกโชว์กำไร 4.08 พันล้านบาท รับค่าใช้จ่ายลด ตั้งสำรองลดเกือบ 30%

วันที่ 3 สิงหาคม 2565 นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลง รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีมากขึ้น ทำให้ธนาคารสามารถเพิ่มช่องทางบริการเพื่อเข้าถึงลูกค้ารายย่อยได้มากขึ้นผ่านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศ

ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดด้านขนาดหรือเครือข่ายและทำให้ธนาคารแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม เช่น ธุรกิจ KKP Edge ที่นำเสนอบริการ Wealth Management ในแบบที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีที่มีการลงทุนรองรับลูกค้ารายใหญ่แล้ว

ส่ง KKP Dime เจาะเงินฝาก-ลงทุนรายเล็ก

โดยล่าสุดกลุ่มธุรกิจได้ Set up ธุรกิจใหม่เป็น Virtual Bank เพื่อให้บริการด้านการลงทุนสำหรับลูกค้ารายเล็ก ผ่านการจัดตั้งบริษัท KKP Dime ที่จะเปิดให้บริการภายในปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า ซึ่งเบื้องต้นจะให้บริการเงินฝากและการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ โดยลูกค้ารายย่อยสามารถลงทุนได้ เช่น 100 บาท ก็สามารถซื้อหรือลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้ และต่อไปในอนาคตอาจจะขยายบริการเพิ่มเติม เช่น ประกัน หรือ การปล่อยสินเชื่อ (Lending)

ทั้งนี้ บริการ KKP Dime จะเป็นเหมือนธุรกิจสตาร์ตอัพ โดยจากเดิมการบริการจะต้องใช้เจ้าหน้าที่ในการให้บริการ แต่ KKP Dime จะไม่มีเจ้าหน้าที่ ไม่มีหน้าร้าน แต่จะมีพนักงานที่ดูแลทางด้านเทคโนโลยีหลังบ้านเท่านั้น และการทำธุรกรรมจะทำผ่านเทคโนโลยีผ่านโมบาย และเจาะกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร (บล.) ให้บริการไม่ได้

อย่างไรก็ดี เบื้องต้น KKP Dime จะใช้ใบอนุญาต (License) ของธนาคารเกียรตินาคินในส่วนบริการของเงินฝาก ส่วนการลงทุนหุ้นต่างประเทศจะใช้ไลเซนส์ของ บล.ก่อน เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่ได้เปิดให้ขอไลเซนส์ Virtual Bank

“ทาร์เก็ตของธุรกิจ KKP Dime จะเป็นธุรกิจสตาร์ตอัพ หากเราเริ่มต้นได้ดีจะเหมือนน้ำซึมบ่อทราย อาจจะไม่ได้เกิดอิมแพ็กต์ในช่วง 1-2 ปีแรก แต่เราอาจจะเห็นจำนวน Transaction ทางด้านเงินฝากและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเราสามารถบริการแบบเทเลเมดบริการลูกค้ารายย่อยลงมา หลังจากเราให้บริการลูกค้ารายใหญ่กลุ่ม High Network หรือกลุ่มมั่งคั่งไปแล้ว”

ปรับเป้าสินเชื่อทั้งปีโต 16%

นายอภินันท์กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากธุรกิจใหม่ กลุ่มธุรกิจการเงินยังคงไม่ละเลยการลงทุนในด้านระบบสำหรับธุรกิจหลักอย่างสินเชื่อที่เชื่อว่ายังมีศักยภาพสำหรับการเติบโตและเป็นองค์ประกอบสำคัญในธุรกิจ โดยจะเห็นว่าในช่วงครึ่งแรกของปีนี้เดิมตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่ออยู่ที่ 5-6% แต่สามารถทำได้สูงกว่าอยู่ที่ 10% ส่งผลต่อรายได้ดอกเบี้ยที่เติบโตต่อเนื่อง

ดังนั้น จึงคาดว่าสินเชื่อทั้งปีน่าจะสามารถขยายตัวได้ 16% ขณะที่ส่วนต่างดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 5.1% และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามปัจจัยความเสี่ยงจากความกังวลจากภาวะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย ผนวกกับภาวะปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง

ดังนั้น จากปัจจัยความเสี่ยงดังกล่าว กลุ่มธุรกิจฯจึงเตรียมพร้อมสำหรับช่วยเหลือลูกค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจซบเซาต่อเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด-19 โดยมุ่งให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยั่งยืน มากกว่ามาตรการเฉพาะหน้า

เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ ยืดอายุหนี้ และลดดอกเบี้ย เป็นต้น เพื่อให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้าในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำต่อเนื่อง จากปัจจุบันมีลูกหนี้ที่อยู่ภายใต้โครงการช่วยเหลือสัดส่วนประมาณ 10% ซึ่งปรับลดลงจากช่วงก่อนหน้า โดยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจโรงแรม ซึ่งมีหลักประกันคุ้มทุน และคาดว่าการเปิดประเทศจะช่วยให้กลุ่มกลับมาดีขึ้น

“ธุรกิจหลักการปล่อยสินเชื่อเดิมที่เราคิดว่าทำได้ 6% แต่ทำได้ 10% โดยเรายังคงไม่แตะเบรก แต่ผ่อนคันเร่ง ซึ่งทั้งปีน่าจะโตได้ 16% ส่วนรายได้ทางด้านรายใหญ่ เช่น ธุรกิจวาณิชธนกิจลดลง แต่เรื่องเทรดดิ้งเติบโตเยอะ แต่โดยธรรมชาติตลาดในช่วงนี้ลูกค้าบุคคลหรือ Wealth จะโตน้อยลง ดังนั้น โดยทิศทางรายได้ดอกเบี้ยน่าจะเพิ่มขึ้น และรักษารายได้ตลาดทุน แต่ตั้งใจจะเติบโตรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น”

เจาะสินเชื่อ New S-Curve

นายฟิลิป เชียง ชอง แทน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า แนวโน้มสินเชื่อรายย่อยมีอัตราการเติบโตค่อนข้างดีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การปรับกลยุทธ์ “Smart Growth” โดยเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีความอ่อนไหวต่อผลกระทบจากเศรษฐกิจไม่มากผ่านการร่วมมือกับพันธมิตร (Partner) ที่เติบโตไปด้วยกัน รวมถึงมีการลงทุนในระบบ ทั้งการติดตามทวงถามหนี้ ซึ่งการลงทุนในระบบส่งผลให้ต้นทุนลดลง และส่งผ่านต้นทุนที่ลดลงไปยังลูกค้าที่จะได้รับราคาลดลง พร้อมดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่อง

โดยสินเชื่อของธนาคารครึ่งปีแรก 2565 มีรายได้ที่มาจากดอกเบี้ยถึง 69% โดยหลักมาจากกลุ่มสินเชื่อรายย่อยที่มีหลักประกัน ไม่ว่าสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่โตขึ้นกว่า 11% หรือสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่โตขึ้น 19% โดยแนวทางการดำเนินธุรกิจในระยะต่อไป ธนาคายังคงต่อยอดจากธุรกิจที่มีความชำนาญ ไม่ว่าการปรับปรุงระบบและกระบวนการภายในเพื่อการพิจารณาสินเชื่อที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเข้าถึงผู้บริโภคได้สะดวกง่ายดายยิ่งขึ้นผ่านแอป KKP Mobile การเดินหน้าผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างสินเชื่อ “รถเรียกเงิน” รวมทั้งการขยายเครือข่ายการให้บริการผ่านการสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าที่มีความแข็งแกร่ง

“เรามีการปรับปรุงพัฒนาสินเชื่อต่อเนื่อง และสร้างระบบใหม่เพื่อลดต้นทุน และสร้างโปรดักต์ใหม่ และโฟกัส New S-Curve ใหม่ ทั้งด้านธุรกิจ Wealth รวมถึงมุ่งเสริมสร้างความแข็งแรงทางการเงินให้กับลูกค้าผ่านการเชื่อมโยงบริการธนาคารเข้ากับบริการด้านการลงทุนที่เป็นความชำนาญของกลุ่มธุรกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ”

ค่าใช้จ่ายสำรองลด 30% ดันรายได้พุ่ง

ด้านนายปรีชา เตชรุ่งชัยกุล ประธานสายการเงินและงบประมาณ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด กล่าวว่า ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2565 กลุ่มธุรกิจมีกำไรสุทธิเท่ากับ 4,089 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.1% โดยเป็นกำไรสุทธิของธุรกิจตลาดทุน จำนวน 672 ล้านบาท ในส่วนของการตั้งสำรองสำหรับครึ่งแรกของปี 2565 ปรับลดลงตามคุณภาพของสินเชื่อที่ยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ดี โดยมีอัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ที่ 169.1%

นอกจากนี้ ธนาคารมีรายได้เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ รวมถึงรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 8,779 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 15.1% ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 3,809 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% จากครึ่งปีแรก 2564 และธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) คำนวณตามเกณฑ์ Basel III ซึ่งรวมกำไรถึงสิ้นไตรมาส 2/2565 อยู่ที่ 16.56% และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 จะเท่ากับ 12.99%

“ภาพรวมธุรกิจธนาคารปีนี้ตัวเลขรายได้จากสินเชื่อเติบโตต่อเนื่องและมาดี ตามแนวโน้มการขยายพอร์ตสินเชื่อที่เติบโต 10% มาจากสินเชื่อบ้านและเช่าซื้อ โดยตัวเลขค่าใช้จ่ายดีขึ้น โดยค่าใช้จ่ายสำรองส่วนเกินปรับลดลงเกือบ 30% หรือราว 1,800-1,900 ล้านบาท และรถยึดก็ดีขึ้น ทำให้รายได้กลุ่มธุรกิจเติบโตเฉลี่ยไตรมาสละ 2,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดีกว่าเป้าหมายที่ให้ไว้ในปลายปีก่อน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...