ผู้เชี่ยวชาญมอง รัสเซียอาจยอมเจรจาสันติภาพ หากทนแรงบีบทางเศรษฐกิจไม่ไหว
ผู้เชี่ยวชาญมอง รัสเซียอาจยอมเจรจาสันติภาพ หากทนแรงบีบทางเศรษฐกิจไม่ไหว
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -22 พ.ค. 68 14:31 น.
ความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อเกลี้ยกล่อมประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ให้หันมานั่งร่วมโต๊ะเจรจากับยูเครน ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร เพราะที่ผ่านมา รัสเซียเองก็ไม่ได้กระตือรือร้นที่จะเจรจาสันติภาพกับยูเครนมากนัก แม้จะมีสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสงครามเรียกว่า “การหยุดยิงแบบจัดฉาก” (Performative ceasefires) เกิดขึ้นก็ตาม
หลายฝ่ายเชื่อกันว่า รัสเซียกำลังวางแผนการโจมตีช่วงฤดูร้อนครั้งใหม่ในยูเครน เพื่อรวบรวมดินแดนในภาคใต้และภาคตะวันออกที่กองทัพรัสเซียยึดครองบางส่วนเอาไว้ ซึ่งหากประสบความสำเร็จ การโจมตีครั้งนี้อาจทำให้รัสเซียมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นในการเจรจาในอนาคต แม้ว่ารัสเซียดูจะยังไม่สนใจเจรจาในตอนนี้ แต่แรงกดดันจากเศรษฐกิจและภายในกองทัพ ตั้งแต่การจัดหาอาวุธ การเกณฑ์ทหาร ไปจนถึงการคว่ำบาตรสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้ เช่น น้ำมัน อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัสเซียจำต้องเข้าสู่โต๊ะเจรจาในที่สุด
แจ็ค วอตลิง นักวิจัยอาวุโสด้านสงครามภาคพื้นดินจากสถาบัน Royal United Services Institute (RUSI) กล่าวว่า “รัสเซีย จะพยายามเร่งการโจมตีเชิงรุกเพื่อเพิ่มแรงกดดันในการเจรจา แต่แรงกดดันนี้จะไม่สามารถคงอยู่ได้ตลอดไป” พร้อมระบุว่า คลังแสงทางทหารของรัสเซียที่เหลือจากยุคโซเวียต เช่น รถถัง ปืนใหญ่ และยานเกราะของทหารราบ จะเริ่มร่อยหรอลงในช่วงนี้ถึงกลางฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งหมายความว่า ความสามารถของรัสเซียในการทดแทนอาวุธที่สูญเสียไป จะขึ้นอยู่กับขีดความสามารถในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ขึ้นมาใหม่ได้ทั้งหมด
“แม้ว่ารัสเซียจะสามารถทำสงครามต่อไปได้อีกสักระยะ ด้วยแนวทางการเกณฑ์ทหารในปัจจุบัน แต่หากจะทำการโจมตีเพิ่มเติมในปี 2026 ก็น่าจะต้องมีบังคับเกณฑ์ทหารเพิ่มเติม ซึ่งเป็นเรื่องยากทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ”
ในขณะเดียวกัน สัญญาณอันตรายกำลังปรากฏขึ้นต่อเศรษฐกิจของรัสเซียที่จมอยู่กับสงคราม และต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ รวมถึงปัจจัยภายในประเทศที่เป็นผลจากสงคราม เช่น เงินเฟ้อที่พุ่งสูง และต้นทุนอาหารและการผลิตที่เพิ่มขึ้นจนประธานาธิบดีปูตินเองยังระบุว่า “น่ากังวล”
ธนาคารกลางรัสเซีย (CBR) ยังคงใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยสูง ที่ระดับ 21% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งอยู่ที่ 10.2% ในเดือนเม.ย. โดยธนาคารกลางระบุในเดือนพ.ค.ว่า กระบวนการลดเงินเฟ้อกำลังเกิดขึ้น แต่ยังต้องใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้เงินเฟ้อลดลงสู่เป้าหมาย 4% ภายในปี 2026 ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจรัสเซียชะลอตัวเร็วกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์บางรายคาดไว้
เลียม พีช นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Capital Economics กล่าวว่า “การเติบโตของ GDP รัสเซียที่ลดลงอย่างรวดเร็วจาก 4.5% ในไตรมาส 4 มาอยู่ที่ 1.4% ในไตรมาสแรก แสดงถึงการผลิตที่ลดลงอย่างชัดเจน และบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอยมากกว่าที่เราคาดไว้” พร้อมเสริมว่า “ภาวะถดถอยทางเทคนิคมีความเป็นไปได้ในช่วงครึ่งปีแรก และการเติบโตของ GDP ในปี 2025 โดยรวมอาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.5% อย่างมีนัยสำคัญ”
ขณะที่กระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจรัสเซีย ก็ยอมรับเช่นกัน โดยคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอลงจาก 4.3% ในปี 2024 เหลือ 2.5% ในปีนี้
ทั้งนี้ สิ่งที่เริ่มส่งผลกระทบต่อรัสเซียอย่างหนัก คือปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดมากขึ้นต่อ “กองเรือเงา” ของรัสเซีย (เรือที่ลักลอบขนน้ำมันเพื่อเลี่ยงการคว่ำบาตรหลังรุกรานยูเครนในปี 2022) และราคาน้ำมันที่ลดลงจากนโยบายภาษีนำเข้าทั่วโลกของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลง
กระทรวงการคลังรัสเซียระบุว่า รายได้จากน้ำมันและก๊าซจะลดลง 24% ในปีนี้เมื่อเทียบกับที่คาดไว้ก่อนหน้า และปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันเฉลี่ยจาก 69.7 เหลือ 56 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล พร้อมปรับเพิ่มการขาดดุลงบประมาณปี 2025 เป็น 1.7% ของ GDP จากเดิมที่คาดไว้ 0.5%
ที่มา CNBC
รายงาน โดย สิริพงศ์ สิริชุมศรี เรียบเรียง โดย สิริพงศ์ สิริชุมศรี
อีเมล์. siripong@efinancethai.comอนุมัติ โดย Supak Hopuengju
ดูข่าวต้นฉบับ