“โสภณรัชต์” ยื่นขอความเป็นธรรม ถูกพักใบอนุญาตแพทย์ เหตุ ‘ทักษิณ’ ชั้น 14
“โสภณรัชต์” 1 ในแพทย์ถูกพักใบอนุญาต เหตุ ‘ทักษิณ’ พักชั้น 14 ส่งทนายยื่นขอความเป็นธรรม - ยัน ไม่ใช่ผู้วินิจฉัยโรค แค่แถลงข่าวตามรายงานเท่านั้น
วันที่ 14 พ.ค. 68 ที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข นายสุรินทร์ สู่สวัสดิ์ ทนายความของ พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับมอบหมายให้เข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม กรณีการลงมติของแพทยสภาให้พักใบอนุญาตแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการพักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีนายกองตรี ดร. ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข
ดร.ธนกฤต ระบุว่า ถือเป็นอีกหนึ่งวันที่เราได้เจอกันในเรื่องของการยื่นร้องขอความเป็นธรรม ของ พล.ต.ท. โสภณรัชต์ โดยตนก็ได้เรียนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาสุข ทราบแล้วว่าจะมีผู้ช่วย ผบ. ตร เข้ามายื่นเรื่องขอความเป็นธรรมด้วย จึงได้สอบถามข้อมูลหลักๆ จะมี 8 ประเด็น ที่มีความไม่สบายใจและคับข้องใจ จึงได้สอบถามว่าได้ทราบเรื่องราวต่างๆ จากหนังสือของแพทยสภาหรือไม่อย่างไร ซึ่ง พล.ต.ท. โสภณรัชต์ ก็ตอบว่ายังไม่ได้รับคำสั่งแพทยสภา เพียงแต่ทราบจากสื่อมวลชนและการแถลงข่าวของอุปนายกแพทยสภา ดังนั้นคงจะเข้าใจได้โดยปริยายว่า พล.ต.ท. โสภณรัชต์ เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกคำสั่งให้ลงโทษ แต่จะเป็นโทษสถานใด หรือมากน้อยแค่ไหนก็คงต้องรอคำสั่งของแพทยสภาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งวันนี้ก็ได้มอบหมายให้ทีมทนายความนำเรื่องมายื่นให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะนายกสภาพิเศษ แห่งแพทยสภา
ทั้งนี้ หลักๆ สำคัญที่ได้หารือกันตนขอสรุปให้ว่า สิ่งที่เป็นความอึดอัดใจที่ได้พูดคุยกัน คือ พล.ต.ท. โสภณรัชต์ ขอยืนยันว่าไม่เคยพูดคำว่าเป็น “ผู้ป่วยวิกฤติ” ขนาดไหน อย่างไร และพล.ต.ท. โสภณรัชต์ เป็นเพียงแค่ผู้บังคับบัญชา และเป็นไม่ได้เป็นผู้วินิจฉัยโรค ดังนั้น สิ่งที่ได้รับคือความเห็นของทางผู้บริหารแพทยสภา ที่บอกว่าเขาเป็นคนให้ข่าวกับสื่อมวลชนในการแถลงข่าวเรื่องราวต่างๆ ทำให้ไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งพล.ต.ท. โสภณรัชต์ ก็พูดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้น ว่ามีการรับตัวผู้ป่วยมาในช่วงเวลาดังกล่าว ก็ดูจากผลวินิจฉัยโรคของหมอ ดูผลของทะเบียนประวัติที่ถูกส่งมาตั้งแต่ตอนที่นายทักษิณ เข้ารับการรักษาตัว ซึ่งเป็นผลการรักษาตัวจากต่างประเทศด้วย และมีการตรวจสุขภาพต่างๆ ก็พบถึงโรคที่เกิดขึ้น แต่เรื่องนี้ในฐานะที่ตนเคยเป็นอดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็มีระเบียบและข้อห้ามในเรื่องของการเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งเป็น PDPA หากจำได้ในช่วงที่มีการนำเสนอข่าว ในเรื่องของการช่วยเหลือ โควิด-19 โดยนายสรยุทธ อนุญาตให้ทางราชทัณฑ์สามารถนำภาพของนายสรยุทธ ไปให้กับสื่อมวลชนได้ เช่นเดียวกันกรมราชทัณฑ์ก็ต้องอนุญาตให้เผยแพร่ภาพของนายสรยุทธ ได้ด้วยเช่นกัน นั่นหมายความว่าต้องเป็นทางผู้ต้องขังเองและผู้บริหารของกรมราชทัณฑ์ที่อนุญาตให้เผยแพร่ภาพ เช่นเดียวกันเมื่อมาถึงในกรณีของผู้ป่วย การจะให้ข้อมูลนั้นทั้งสองฝ่ายจะต้องเป็นผู้ที่อนุญาตทั้งคู่ โดยเฉพาะเรื่องของการที่จะให้ข้อมูลของคนไข้เป็นเรื่อง Sensitive เป็นเรื่องที่คนจะพยายามไม่ให้ข้อมูลการรักษากัน เพราะบางคนอาจมีโรคที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจได้ จึงไม่แปลกที่ พล.ต.ท. โสภณรัชต์ จะมีข้อมูลให้ไม่ครบถ้วนหรือให้ข้อมูลได้เท่าที่ผู้ป่วยอนุญาต
ดังนั้น เนื้อหาสำคัญหลักๆ ใน 8 เรื่องสามารถสรุปได้ว่าพล.ต.ท. โสภณรัชต์ ไม่สบายใจ เพราะไม่ได้เป็นผู้ที่วินิจฉัยโรค แต่เป็นเพียงแค่ผู้ที่แจ้งให้สื่อมวลชนทราบในขณะนั้น ดังนั้นความไม่สบายใจตรงนี้ส่งผลให้ต้องได้รับโทษก็เหมือนเป็นการประหารชีวิตการทำงานราชการตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ว่าเป็นหมอที่ดูแลคนไข้ เป็นหมอที่ดูแลทุกคนที่เข้าไปรักษาในโรงพยาบาลตำรวจ เป็นเรื่องของเกียรติยศและศักดิ์ศรีด้วยเหมือนกัน นั่นหมายความว่าตลอดชีวิตราชการพล.ต.ท. โสภณรัชต์ ก็ทำแต่ประโยชน์ให้กับทางหน่วยงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่ร้องขอความเป็นธรรม เพราะหากยังให้สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ มาชี้แจงไม่ได้ พล.ต.ท. โสภณรัชต์ ก็จะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควร
เมื่อถามว่าจะให้ความมั่นใจกับประชาชนได้อย่างไรว่าเรื่องดังกล่าวนี้จะดำเนินการอย่างถูกต้อง ดร.ธนกฤต กล่าวว่า วันนี้หากตนทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วจะเดินหน้าอยู่ในสังคมอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งตนมีวิชาชีพ เมื่อพ้นจากตำแหน่งไปก็ไปทำอาชีพทนายความ หากถามถึงความน่าเชื่อถือก็อยู่ที่การทำงานของเรา หากเราไม่ให้ความเป็นธรรมตามกฏหมาย แล้วตนจะเป็นนักกฏหมายทำไม ตนทำงานตรงนี้มาตั้งแต่กระทรวงยุติธรรมจนถึงกระทรวงสาสุขประมาณ 6 ปีกว่า ตนพูดอะไรก็จะรักษาคำพูดเสมอว่าหากอะไรที่ไม่ถูกต้องตนก็ต้องคัดค้าน แต่ถ้าอะไรที่ถูกต้องตนก็ต้องบอกสื่อมวลชนและประชาชนเหมือนกัน ตนจึงย้ำเสมอว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ได้พิจารณาอดีตนายกฯ แต่พิจารณาเรื่องของแพทย์และหน้าที่ของนายกสภาพิเศษก็มีหน้าที่เกี่ยวกับแพทย์ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองหรือใครก็แล้วแต่ จะมากดดันการทำหน้าที่ของเราตนคิดว่าเขาก็รู้ว่าควรทำอย่างไร แต่หากถามว่ากดดันตนได้หรือไม่นั้น ตอบเลยว่าไม่ได้ เพราะตนทำหน้าที่ของตนอยู่ในขณะนี้ หากตั้งตนไปเป็นคณะกรรมการพิจารณาเรื่องนี้ก็ต้องดูหลักกฏหมายเป็นตัวตั้ง ไม่ได้ดูเรื่องของความอคติ
ด้านนายสุรินทร์ เผยว่า ตนได้รับมอบหมายจากพล.ต.ท. โสภณรัชต์ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมมาร้องขอความเป็นธรรมตามกระบวนการที่ทางกฎหมายได้ให้โอกาสไว้ ส่วนข้อเท็จจริงอย่างไรนั้น พล.ต.ท. โสภณรัชต์ ได้คุยกับนายธนกฤตแล้ว
เมื่อถามว่าอะไรที่ทำให้ทาง พล.ต.ท. โสภณรัชต์ มั่นใจคิดว่าตัวเองถูกแพทยสภาลงโทษพักใบอนุญาต เนื่องจากมติยังไม่ออก นายสุรินทร์ ระบุว่า เราทราบข่าวจากสื่อมวลชน โดยเฉพาะรายการช่องหนึ่งที่เผยแพร่ข่าวเมื่อวันที่ 12 พ.ค. ซึ่งได้มีการระบุชื่อชัดเจนว่าเราถูกลงโทษ ซึ่งแพทย์ที่ถูกพักใบอนุญาตเป็นใครไม่ได้นอกจาก พล.ต.ท. โสภณรัชต์ และแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจอีกหนึ่งท่าน