โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

งานก็ต้องทำ ชีวิตก็ต้องดี Work-Life Integration ในยุคนี้จึงต้องเริ่มที่ออฟฟิศ

The MATTER

อัพเดต 22 ก.พ. 2564 เวลา 09.16 น. • เผยแพร่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 23.30 น. • Branded Content

แม้ Work-Life Balance จะเป็นเหมือนเข็มทิศของคนยุคนี้ แต่ทุกคนก็ให้คุณค่ากับการทุ่มสุดตัวเพื่องานในฝันไปพร้อมๆ กัน กลายเป็นว่าชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานนั้นผูกและพันกันแน่น จนยากที่จะผ่อนคลาย

หากจะเลือกหย่อนฝั่งใดฝั่งหนึ่งก็ไม่ได้ เพราะต่างเป็นเรื่องสำคัญทั้งคู่ การทำงานก็ยังต้องได้มาตรฐาน แต่ครั้นจะทิ้งชีวิตส่วนตัว ความสัมพันธ์ ครอบครัว สุขภาพจิต สุขภาพกาย สุดท้ายก็จะกลายเป็นปัญหาในระยะยาว

ทางออกที่เริ่มมีคนพูดถึงกันมากขึ้นก็คือ Work-Life Flow ซึ่งก็คือการลืม ‘บาลานซ์’ ทิ้งไป หรือ Work-Life Integration ที่เชื่อว่าชีวิตการทำงานนั้นหลอมรวมกับชีวิตส่วนตัวของเรา จะแยกจากกันไม่ได้ แค่เพียงจัดสรรเวลาให้กิจวัตรการทำงานแต่พอเหมาะ เลือกรูปแบบการทำงานให้เข้ากับตัวเอง ที่เหลือก็ปล่อยให้ลื่นไหลไปตามจังหวะ เมื่อไม่ต้องพยายามบาลานซ์ชีวิต หลังเลิกงานเราก็เหลือพลังสำหรับทำกิจกรรมอื่นๆ ได้อีกมาก

แต่การจะใช้ชีวิตในรูปแบบนี้ก็ยังต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกที่สำคัญอีกอย่าง นั่นก็คือบรรยากาศในสถานที่ทำงาน เพราะมันคงจะดีกว่า หากเราสามารถใช้ชีวิตแบบที่ต้องการได้แม้จะอยู่ในที่ทำงาน อย่างที่ One City Centre (OCC) ตั้งเป้าจะสร้างพื้นที่สำหรับการทำงานแบบ Work-Life Integration ด้วยการ ออกแบบสำนักงานในฝันในคอนเซปต์ ‘Your World Reimagined’ ซึ่งมีแนวคิดสำคัญ 5 ข้อเพื่อเป้าหมายสูงสุด คือชีวิตที่ดีกว่าของผู้เช่าและชุมชนโดยรอบ

Reimagine Your Work Rhythm

ลองจินตนาการว่า จะดีแค่ไหนถ้าคุณได้ทำงานในออฟฟิศที่มีห้อง Nap ส่วนตัวไว้งีบหลับชาร์จแบตให้สมองระหว่างวัน มีพื้นที่ส่วนกลางพร้อมคาเฟ่ไว้ปลีกตัวไปจิบกาแฟ และหลังเลิกงานหากยังไม่มีนัด ก็ยังใช้เวลาหลบหลีกความวุ่นวายบนท้องถนนในร้านอาหารบนชั้นดาดฟ้า ชั้นเรียนโยคะ ฟิตเนส เเละสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Foodcourt, Co-Working Space ไม่ต้องเดินทางให้เสียพลังงาน

ความสะดวกทั้งหมดนี้ OCC รวบรวมมาไว้ในอาคารที่ออกแบบมาอย่างดีเยี่ยม ด้วยการคำนึงถึงความต้องการของคนทำงาน นอกจากนั้นยังตั้งอยู่ในทำเลที่ล้อมรอบไปด้วยสภาพแวดล้อมที่ตอบโจทย์ พร้อมจะทำให้ชีวิตการทำงานของคุณง่ายขึ้นและมีความสุข

Reimagine Your Daily Green Intake

สิ่งหนึ่งที่สร้างความแตกต่างระหว่าง OCC กับออฟฟิศทั่วไปก็คือพื้นที่สีเขียว ภายใต้แนวคิด Design that Embraces Nature ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยให้คนเรารู้สึกผ่อนคลายได้มีประสิทธิภาพเป็นอันดับต้นๆ โดยโครงการ OCC ได้ยกพื้นที่สีเขียวกว่า 3 ไร่มาเติมลมหายใจให้กับย่านเพลินจิต และบริเวณรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีเพลินจิต ด้านหน้าเปิดโล่งต้อนรับผู้คนสัญจรไปมาระหว่างวัน จัดวางต้นไม้อย่างเรียบง่าย มี Hardscape ให้ได้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ ในบรรยากาศที่สดชื่นจากน้ำที่หล่อเลี้ยงอยู่ทั่วบริเวณ พร้อมสำหรับกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิ่งออกกำลังกาย จิบกาแฟร้านโปรดท่ามกลางสวนสวย หรือกิจกรรมสันทนาการต่างๆ

โครงการ OCC จึงเปรียบเสมือน Oasis แห่งเดียวในย่านเพลินจิต ที่นี่จึงเปรียบเสมือนจิตวิญญาณของย่านเพลินจิต หรือ The Soul of Ploenchit อย่างแท้จริง

Reimagine Your Office Space Possibility

ที่ OCC ออกแบบโครงสร้างอาคารให้มีเพดานสูงถึง 3 เมตร พื้นที่กว้างจากหน้าต่างถึงตัว Core Lift ถึง 17 เมตร อีกทั้งยังเป็นพื้นที่แบบ Column Free ไม่มีเสามาบดบัง เปิดกว้างให้คุณได้ออกแบบออฟฟิศในฝันโดยไม่มีอะไรมากั้น ไม่อึดอัด ให้อิสระในการวางผังออฟฟิศและพื้นที่ใช้สอยความความต้องการ ดีไซน์ให้ห้องน้ำ และ Service ต่างๆ อยู่ฝั่งทิศตะวันตก แทนการตั้งอยู่บริเวณกลางอาคาร ทำให้ระหว่างวัน คนในออฟฟิศก็ไม่ต้องพบกับแดดยามบ่าย พร้อมกันนี้ยังมี Fin บังแดดช่วยลดความร้อนเข้าสู่อาคาร ซึ่งทำให้ประหยัดพลังงานด้วย ยังไม่รวมถึงห้องประชุมส่วนกลาง และ Co-working Space เพื่อรองรับเทรนด์ของ Mobile Office หรือเทรนด์ออฟฟิศในอนาคตที่มีขนาดเล็กลงและมุ่งเน้นเรื่อง Flexibility

Reimagine Your Food Selection

อีกหนึ่งใน Highlight ของ OCC คือ Rooftop Bar & Restaurant ที่จะให้คุณได้ดื่มด่ำกับรสชาติอาหารชั้นเยี่ยมและทิวทัศน์ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีคาเฟ่ และร้านอาหารหลากหลายแนว ทั้งแบบ Grab and Go และแบบร้านนั่งชิลล์ ให้คุณได้สังสรรค์ ผ่อนคลายระหว่างวันหรือก่อนกลับบ้าน ถ้าอยากได้มื้อเบาๆ สบายกระเป๋าก็ยังมี Foodcourt พร้อมต้อนรับคุณเสมอ หรือจะสั่ง Delivery ก็ไม่ยาก ในเมื่ออยู่ใจกลางเมืองขนาดนี้ ร้านอาหารมีให้เลือกไม่อั้น

Reimagine your Journey: In & Out

นอกจากจะเป็นอาคารสำนักงานที่รวมทุกอย่างไว้ครบครันแล้ว ความพิเศษอีกอย่างก็คือการเดินทางที่สะดวกสบาย เพราะ One City Centre ตั้งอยู่บนถนนเพลินจิตใจกลางกรุงเทพฯ และอยู่ตรงข้ามศูนย์การค้า The Embassy ใกล้กับ Central World, Siam Center, MBK, Siam Paragon เเละ EM District สามารถเดินทางมาได้ด้วยขนส่งสาธารณะ มีสะพานเชื่อมเข้าตึกโดยตรงจากบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสเพลินจิต หรือเพียงแค่ไม่กี่นาทีจากทางด่วนเพลินจิต

แค่เดินทางง่าย สะดวกสบาย ก็กลายเป็นออฟฟิศในฝันไปกว่าครึ่งแล้ว จริงไหม?

ยังไม่นับว่า OCC คำนึงถึง Vertical City หรือการใช้สอยพื้นที่แนวดิ่ง โดยจัดวางพื้นที่ส่วนกลางกระจายไปทั่วทั้งตึก ไม่กระจุกอยู่เพียงชั้นล่างๆ เช่น Civic Park, Retail Podium, Café, Fitness, Food & Beverage และ Bar ทั้งนี้ก็ยังช่วยทำให้อาคารมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ไม่เงียบเหงาในเวลาหนึ่ง และคึกคักในเวลาหนึ่ง ถือเป็นการส่งต่อพลังงานดีๆ ให้ตื่นตัวไปพร้อมๆ กันทั้งตึก

ทุกองค์ประกอบที่กล่าวมา ทำให้ One City Centre ซึ่งคาดว่าจะสร้างเสร็จในช่วงไตรมาสที่ 4 ของ ปี 2565 เหมาะแก่การเป็นออฟฟิศในฝันของบริษัทชั้นนำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Tech Company, Finance รวมทั้งเป็นแลนด์มาร์กออฟฟิศให้เช่าแห่งใหม่ของประเทศไทย

เหมาะสำหรับผู้บริหารที่ต้องการประสิทธิภาพการทำงานโดยเล็งเห็นว่า คุณภาพของงานมาจากบรรยากาศการทำงานที่ดี และคุณภาพชีวิตคนทำงานที่ยอดเยี่ยม

Content by  Teeraphat Janejai  

Illustration by  Sutanya Phattanasitubon

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...