กระหึ่ม! หนัง “10 Years Thailand” มองเมืองไทยปี พ.ศ. 2571
หนัง 10 Years Thailand มองเมืองไทยปี พ.ศ. 2571 ดังกระหึ่ม
ในสายตาของคุณ ประเทศไทยปีพ.ศ. 2571 จะเป็นเช่นไร?
ภาพยนตร์ “10 Years Thailand” เป็นโครงการภาพยนตร์ที่สะท้อนอนาคตของประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ “10 Years” ของฮ่องกง ที่รวบรวมภาพยนตร์สั้นหลากเรื่องจากผู้กำกับหน้าใหม่ 5 คนเพื่อตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตของประเทศฮ่องกงภายใต้อำนาจของรัฐบาลจีน (แน่นอนว่าภาพยนตร์ดังกล่าวถูกแบนในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ได้รับคำตอบรับที่ดีจากคนดูและชนะรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากงานประกาศรางวัลฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์)
สำหรับ “10 Years Thailand” นั้นได้นักทำหนัง 4 คนมาร่วมนำเสนออนาคตของประเทศในจินตนาการ ได้แก่ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, อาทิตย์ อัสสรัตน์, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง และจุฬญาณนนท์ ศิริผล โดยภาพยนตร์ได้รับเลือกให้ฉาย ณ เทศกาลเมืองคานส์ไปแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
มาถึงคิวฉายในประเทศไทยบ้านเราบ้าง หลังผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการตรวจพิจารณาฯ พร้อมเรต 13+ (ภาพยนตร์ประเภทที่เหมาะสมกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป) “10 Years Thailand” จะฉายที่โรงภาพยนตร์ในจังหวัดใหญ่ ๆ ทั่วประเทศ (กรุงเทพ, ปทุมธานี, ขอนแก่น, มหาสารคาม, เชียงใหม่, ชลบุรี, นครราชสีมา, ภูเก็ต, อุดรธานี, ศรีสะเกษ และสงขลา) ในวันที่ 13 ธ.ค. นี้
หนังฉายรอบปฐมทัศน์ไปเมื่อคืนวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมา ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า ไม่มีเพียงแต่คอหนังเท่านั้น แต่ยังมีทั้งนักกิจกรรมทางการเมือง นักวิชาการและนักการเมืองตบเท้ามาร่วมชมภาพยนตร์อย่างคับคั่ง
ส่วนภาพยนตร์จะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามอ่านด้านล่าง (มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วน)
บรรยากาศการฉาย “10 Years Thailand” รอบปฐมทัศน์ เมื่อคืนวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า
เรื่องแรก: Sunset โดย ผู้กำกับ อาทิตย์ อัสสรัตน์
ผู้กำกับหนังอิสระอย่าง จุ๊ก-อาทิตย์ อัสสรัตน์ เจ้าของผลงาน “Wonderful Town” และ “Hi-So” ส่งภาพยนตร์สีขาวดำ สะท้อนถึงเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เมื่อตำรวจและทหารบุกแกลเลอรี่ย่านพระราม 3 และสั่งให้ศิลปินปลดชิ้นงานของตัวเองออกจากนิทรรศการ ด้วยเหตุผลที่ว่า “สุ่มเสี่ยงต่อความแตกแยก”
เนื้อเรื่องของ Sunset นั้นได้ถ่ายทอดเหตุการณ์ที่ละม้ายคล้ายกัน คือมีทหารและตำรวจเข้ามา “ตรวจตราความเรียบร้อย” ภายในแกลเลอรี่ที่กำลังจัดแสดงนิทรรศการ “I Laughed So Hard, I Cried” ที่แสดงภาพถ่ายคนหัวเราะและร้องไห้ตามสถานที่ต่าง ๆ (นักเรียนยืนหัวเราะอยู่หน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตำรวจในเครื่องแบบนั่งร้องไห้อยู่ในร้านอาหาร เป็นต้น) สุดท้าย เจ้าหน้าที่ขอร้องให้ศิลปินปลดชิ้นงานบางชิ้นออกเพราะเกรงว่าจะทำให้เกิด “ความเข้าใจผิด”
อย่างไรก็ตาม การเผชิญหน้ากันระหว่างเจ้าหน้าที่และศิลปินกลับเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ของพลทหารชั้นผู้น้อยและแม่บ้านของแกลเลอรี่ให้ได้ปลูกต้นรัก ทำให้ Sunset เป็นเรื่องที่สามารถเรียกเสียงหัวเราะจากคนดู และให้ความรู้สึกอบอุ่นได้มากที่สุดในเรื่องทั้งหมด 4 เรื่อง
ผู้กำกับ อาทิตย์ เล่าว่า แม้เซ็นเซอร์ชิปหรือการควบคุมจากรัฐจะเป็นสิ่ง 2 ขั้วคือถูกและผิด (เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้เขานำเสนอภาพยนตร์เป็นขาวดำทั้งหมด) แต่อาทิตย์เลือกจะแสดงให้เห็นมุมมองจากคนทุกฝ่าย โดยเฉพาะมุมมองของพลทหารที่มีหน้าที่เพียงขับรถมาส่งเจ้านายที่แกลเลอรี่ “เขาอาจจะรู้สึก แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา” อาทิตย์กล่าว “อะไร ๆ มันไม่ได้เหมารวมง่ายขนาดนั้น”
เรื่องที่สอง: Catopia โดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง
จะเป็นยังไงเมื่อประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้าถูกยึดครองโดยแมว? วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง “ฟ้าทะลายโจร” “หมานคร” และ “เปนชู้กับผี” ส่งเรื่องราวโลกยุคดิสโทเปียที่ประชากรทั้งหมดเป็นแมว (สัตว์ที่เจ้าตัวบอกว่าเกลียด) มีเพียงมนุษย์คนเดียวเท่านั้นที่ยังอยู่รอด และพยายามอำพรางตัวเองให้แมวเชื่อว่าเป็นพวกเดียวกัน หากถูกจับได้ว่าเป็นมนุษย์ เขาจะถูกรุมประชาทัณฑ์ทันที
พูดได้ไม่ผิดว่า Catopia ต้องการจะสื่อสารถึงความแตกต่างของคนในสังคม และการกำจัด-ผลักไสคนที่แตกต่างออกไป ซึ่งถือว่าวิศิษฏ์ทำได้ดีหากเทียบกับโจทย์ของหนังที่มีเวลาจำกัดอยู่ราว ๆ 20 นาทีเท่านั้น
จุดที่ต้องขอชมคือหนังสามารถทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วมกับตัวละครที่เป็นมนุษย์ รู้สึกอึดอัดและหวาดระแวงไปพร้อม ๆ กันได้ ส่วนจุดที่ยังรู้สึกตะหงิด ๆ กับภาพยนตร์คงไม่พ้นเทคโนโลยีซีจีคนหัวแมว (ที่วิศิษฏ์บอกว่าควักเงินในกระเป๋าตัวเองมาลงทุน) ที่ยังไม่สมจริงเท่าไรนัก (หรือจะเป็นความตั้งใจของผู้กำกับเองที่ไม่อยากให้มีความสมจริงในภาพยนตร์เรื่องนี้?)
เรื่องที่สาม: ท้องฟ้าจำลอง (Planetarium) โดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล
เรียกได้ว่ามีความหวือหวาด้าน visual หรือภาพมากที่สุดใน 4 เรื่องทั้งหมดสำหรับ “ท้องฟ้าจำลอง” ของ เข้-จุฬญาณนนท์ ศิริผล ที่เลือกจะไม่นำเสนอบทพูดเลย แต่กลับใช้ประโยชน์จากภาพและเสียงในการเล่าเรื่อง สามารถเสียดสีโครงสร้างของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน
ภาพยนตร์แนวไซไฟแฟนตาซี แต่กลับใส่ “ความเป็นไทย” ลงไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ เรียกความตื่นตาตื่นใจ (และเสียงแค่นหัวเราะ) จากคนดูได้ไม่น้อย เมื่อตัวละครเด็กหญิง-ชายในชุดลูกเสือสามัญอยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้นำอย่างคุณป้าทรงผมกระบังลมในชุดสีชมพูพอง ๆ (สาวกแฮร์รี่ พอตเตอร์อดไม่ได้ที่จะนึกถึงศาสตราจารย์โดโลเรส อัมบริดจ์)
เมื่อมีคนดูตั้งคำถามว่าป๊อบอาร์ตสีสันฉูดฉาดจากยุค 80s – 90s ในเรื่องกลายมาเป็นจินตนาการของผู้กำกับสำหรับประเทศไทยในอนาคตได้อย่างไร จุฬญาณนนท์ตอบว่า “อนาคตอาจจะย้อนรอยไปสู่อดีตก็ได้” พร้อมเสริมว่าเขาอาจจะเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายที่เลือกจะนำเสนออนาคตของไทยออกมาในรูปแบบนี้ นอกจากนี้ จุฬญาณนนท์กล่าวว่าเขาเองก็ไม่ต่างจากเด็กไทยอีกหลาย ๆ คนที่เติบโตมาในโรงเรียนที่นักเรียนถูกอบรมให้เชื่อถือยึดมั่นในคุณธรรมความดี นำไปสู่การตั้งคำถามว่าสิ่งที่เราถูกสั่งสอนมานั้นคือสิ่งที่ถูกต้องจริง ๆ หรือไม่
เรื่องที่สี่: Song of the City โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
ยังคงลายเซ็นของเขาเอาไว้อย่างเคย ผู้กำกับ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ส่งภาพจินตนาการอนาคตของประเทศไทยเอาไว้ผ่านชาวบ้านในตัวเมืองจังหวัดขอนแก่น บ้านเกิดของเขาเอง
รายล้อมอนุสาวรีย์และรูปปั้นนูนต่ำยกย่องจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้นำเผด็จการทางทหาร (ซึ่งอีก 10 ปีข้างหน้าก็ยังคงอยู่ ในภาพคิดของอภิชาติพงศ์) ชายสองคนนั่งรำลึกความหลังก่อนจะต้องแยกย้ายไปตามเส้นทางชีวิต พ่อค้าซักซ้อมคำโฆษณาชวนเชื่อเพื่อขายหน้ากากนอนหลับสบาย บทสนทนาเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ สลับไปมากับเสียงวงโยธวาฑิตบรรเลงเพลงชาติไทย
นับว่า Song of the City เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ยากที่สุด โดยเฉพาะกับคนดูที่ไม่เคยชมภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ของอภิชาติพงศ์มาก่อน ยิ่งถ้าหากไม่รู้ปูมหลังของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์กับ “คุณูปการ” ที่เขาสร้างไว้ให้จังหวัดขอนแก่นจนได้รับการยกย่องถึงทุกวันนี้ด้วยแล้ว ก็คงต้องเกาหัวงง ๆ ให้กับเรื่องนี้
“10 Years Thailand” จะเริ่มฉายตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค. เป็นต้นไป สามารถติดตามรายละเอียดได้ทางเพจเฟซบุ๊ก 10 Years Thailand
++++++++++++++++++++++++++
อ่านเรื่องนี้ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ : Thai Filmmakers Predict Country’s Future in ‘10 Years Thailand’