เช็คลิสต์ 10 อันดับ หุ้น SET100 P/E ต่ำ!!
P/E หรือ Price to Earning เป็นอัตราส่วนทางการเงิน ซึ่งเปรียบเทียบระหว่างราคาตลาดของหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นที่บริษัทนั้นๆ ทำได้ในรอบปีล่าสุด หรือ อธิบายง่ายๆ คือ ค่า P/E สามารถประมาณการจุดคุ้มทุนให้กับผู้ลงทุนได้ ทำให้มักถูกนำมาประกอบการตัดสินใจเพื่อเข้าลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเสมอ
แต่การวัดความถูกแพงหรือจุดคุ้มทุนของหุ้นด้วย P/E เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะหุ้นที่ P/E ต่ำอาจเกิดจากราคาหุ้นที่ปรับลดลง หรือกำไรต่อหุ้น (Earnings Per Share) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นก็ได้ ดังนั้นนักลงทุนต้องนำงบการเงิน ราคาหุ้น และอัตราส่วนทางการเงินอื่นๆ มาประกอบการตัดสินใจก่อนลงทุนด้วย ซึ่งวันนี้ Wealthy Thai ได้รวบรวมหุ้นในกลุ่ม SET100 ที่มี P/Eต่ำที่สุด 10 อันดับมาให้ดูกัน
จากตารางด้านบนจะเห็นได้ว่า หุ้นที่มี P/E ต่ำสุดสองอันดับแรก คือ STA หรือ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) และ STGT หรือ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งมี P/E อยู่ที่ 2.28 เท่า และ 2.71 เท่า ตามลำดับ หากย้อนดูราคาหุ้นจะเห็นได้ว่าช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นทั้งสองบริษัทปรับตัวลงอย่างมาก จากปัญหาด้านขนส่งและแนวโน้มราคาขายถุงมือยางในตลาดโลกที่ลดลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวข้างต้นอาจเป็นสาเหตุให้ P/E ปรับลงมาอยู่ในระดับต่ำมาก
STA เหมาะลงทุนระยะยาวหรือหวังเงินปันผล
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการ นักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย)ระบุว่า คาดกำไรปกติไตรมาส 4/64 ของ STA ที่ 2,817 ล้านบาท ลดลง 25%จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 45.2%จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แม้ธุรกิจยางธรรมชาติยังเติบโตต่อทั้งในแง่ของปริมาณขายและราคาขายเฉลี่ย แต่ธุรกิจถุงมือยางยังปรับตัวลงตามราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง ส่วนแนวโน้มไตรมาส 1/65คาดยังชะลอตัวจากไตรมาส 4/64 จากธุรกิจถุงมือยางที่ชะลอตัวต่อ อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าราคาขายเฉลี่ยของถุงมือยางจะไม่ได้ปรับลงไปมากกว่านี้แล้ว ในช่วงที่เหลือของปีและธุรกิจยางธรรมชาติมีแนวโน้มเติบโตต่อทั้งในด้านปริมาณขายและราคาขายเฉลี่ย โดยปริมาณขายคาดเติบโตจาก demand ล้อยางทั่วโลกที่สูงขึ้น และการย้ายฐานการผลิตจากอินโดนีเซียมาไทย ส่วนราคาขายเฉลี่ยคาดสูงขึ้นตามวัฏจักรขาขึ้นของราคายางธรรมชาติ ดังนั้น สัดส่วนกำไรธุรกิจยางธรรมชาติที่จะมีมากขึ้นในปีนี้และปัญหาการขนส่งทางเรือที่คาดจะคลี่คลายมากขึ้น
ฝ่ายวิเคราะห์มองว่ากำไรของ STA มีโอกาสที่จะพลิกกลับมาเติบโตจากไตรมาสต่อไตรมาสได้หลังผ่านไตรมาส 1/65เป็นต้นไป โดยปรับประมาณการกำไรปกติปี 2564 ขึ้น 1 % เป็น 18,085 ล้านบาท แต่ปรับกำไรปี 2565 ลง 2% เป็น 9,152 ล้านบาท รวมถึงปรับราคาเหมาะสมเป็น 32.50 บาท แต่ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับการลงทุนระยะยาว หรือการคาดหวังเงินปันผล
STGT คาดกำไรไตรมาส 4/64 ต่ำสุดในรอบ 6 ไตรมาส
ด้าน STGT คาดกำไรปกติไตรมาส 4/64 ที่ 3,338 ล้านบาท ลดลง 27.4%จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 60.4%จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ถือว่าต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ว่าจะทรงตัวถึงลดลงเล็กน้อย เนื่องจากปริมาณขายน้อยกว่าที่ประเมินไว้ จากปริมาณตู้ที่คลี่คลายช้ากว่าคาด รวมถึงต้นทุนการขนส่งยังสูงขึ้นต่อ จากเดิมที่ประเมินว่าจะเริ่มชะลอลงและถือเป็นระดับกำไรที่ต่ำที่สุดในรอบ 6 ไตรมาส ส่วนแนวโน้มการเติบโตในไตรมาส 1/65 คาดยังใช้กำลังการผลิตไม่เต็มที่จากการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่ยังไม่คลี่คลาย ทำให้ปริมาณขายอาจเพิ่มขึ้นได้ไม่มาก และคาดราคาขายเฉลี่ย (ASP) อาจลดลงได้อีกเล็กน้อยจากถุงมือยางสังเคราะห์ที่ปรับตัวลงจากการแข่งขันราคาของผู้ผลิตในจีนและมาเลเซีย แต่ถุงมือยางธรรมชาติราคายังทรงตัว ด้วยปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่ยาวนานกว่าคาด ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่าที่ฝ่ายวิเคร์คาดไว้ โดยปรับประมาณการกำไรปี 2564 ลง 9% เป็น 25,569 ล้านบาท และปรับประมาณการกำไรปี 2565ลง 16.4% เป็น 9,338 ล้านบาท ซึ่งผลของการปรับประมาณการลง ทำให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2565 ลดลงเป็น 32.50 บาท มี Upside gain 11% จึงลดคำแนะนำเป็น TRADING คาดเงินปันผลไตรมาส 4/64ที่1.00 บาท ให้ผลตอบแทน 3.4%