โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"โบอิ้ง" งัดแผนแก้ขาดทุน ตัดใจเลิกผลิต "737 แม็กซ์"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 27 ก.ค. 2562 เวลา 15.21 น. • เผยแพร่ 27 ก.ค. 2562 เวลา 15.21 น.

ความเสียหายจากอุบัติเหตุเครื่องบินโบอิ้งรุ่น 737 แม็กซ์ ตก 2 ครั้งในระยะเวลาห่างกันเพียง 5 เดือน บริษัท “โบอิ้ง” ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความไม่เชื่อมั่นของนานาชาติที่ประกาศห้ามนำเครื่องบินรุ่น 737 แม็กซ์ ขึ้นบินอย่างไม่มีกำหนด รวมถึงสายการบินบางรายที่ยกเลิกคำสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นดังกล่าวอีกด้วย

“รอยเตอร์ส” รายงานว่า “เดนนิส มุยเลนเบิร์ก” ประธานกรรมการบริหารโบอิ้ง เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ บริษัทขาดทุนสุทธิราว 2,940 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคเพื่อเรียกความเชื่อมั่นของบริษัทกลับคืนมา รวมถึงชดเชยแก่ผู้เสียหายจากโศกนาฏกรรมทั้ง 2 ครั้ง

แม้ว่า มุยเลนเบิร์กยังคงมั่นใจว่าเครื่องบินรุ่นนี้จะได้รับอนุญาตให้ขึ้นบินได้อีกครั้งในช่วงต้นเดือน ต.ค. แต่บริษัทยอมรับว่า กำลังพิจารณายุติกระบวนการผลิตเครื่องบินรุ่นนี้ชั่วคราวหรือถาวร หากยังคงถูกแบนอย่างไม่มีกำหนด

“โบอิ้ง” พยายามอย่างหนักที่จะเรียกความเชื่อมั่นผู้บริโภคและหน่วยงานที่กำกับดูแลกลับคืนมา โดยเฉพาะการปรับปรุงซอฟต์แวร์ของเครื่อง 737 แม็กซ์ ใหม่ เนื่องจากถูกวิเคราะห์ว่าเป็นปัจจัยหนึ่งของเหตุการณ์เครื่องบินตกทั้ง 2 ครั้ง มุยเลนเบิร์กระบุว่า โบอิ้งได้จัดประชุมทางเทคนิคทุกสัปดาห์ร่วมกับสายการบินทั่วโลก และยังทำการประชุมเกี่ยวกับซอฟต์แวร์จำลองการบินถึง 225 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม โบอิ้งอาจต้องเผชิญวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ เนื่องจากจะต้องเสียค่าปรับจากการส่งมอบเครื่องบินล่าช้าและสูญเสียรายได้จากการผลิตที่ลดลง ซึ่งอาจเสียหายมากกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม และขณะนี้โบอิ้งยังไม่สามารถส่งมอบเครื่องบินให้กับผู้สั่งซื้อได้ หากไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นบินได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ หลังจากเหตุการณ์เครื่องบินตก โบอิ้งได้ลดกำลังการผลิตเครื่องบินขนาดใหญ่ลงไปจาก 52 ลำต่อเดือนเหลือเพียง 42 ลำ และผลจากคำสั่งซื้อที่ลดลงก็ทำให้ยอดขายลดลงถึง 35%

นอกจากนี้ โบอิ้งยังประสบปัญหาไม่สามารถส่งมอบเครื่องบิน 777 เอ็กซ์ รุ่นใหม่ของบริษัทได้ตามกำหนดเดิมปลายปีนี้ เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับเครื่องยนต์เจ็ตของบริษัทเจเนอรัล

อิเล็กทริกซ์ ซึ่งมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยต่อการนำเครื่องขึ้นบิน ทำให้ต้องเลื่อนกำหนดการนำขึ้นบินครั้งแรกไปถึงปี 2020 อย่างไรก็ตาม โบอิ้งตั้งเป้าจะเพิ่มยอดขายเครื่อง 777 เอ็กซ์ ให้มากขึ้น โดยมองว่าตลาดเครื่องบินยังคึกคักและมี “สัญญาณอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง”

ทั้งนี้ โบอิ้งหันไปเน้นการผลิต “นิว มิดไซด์ แอร์เพลน” (New Midsize Airplane) หรือ NMA ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เจ็ตคู่ความกว้างขนาดปานกลาง ซึ่งไม่เพียงแค่ต้องการแข่งขันกับ “แอร์บัส” ผู้ผลิตเครื่องบินคู่แข่งสำคัญจากฝรั่งเศส แต่โบอิ้งต้องการพัฒนาเครื่องรุ่นนี้เพื่อทดแทนเครื่องรุ่น 737 ด้วย

อย่างไรก็ตาม การผลิตเครื่องบินตระกูลแม็กซ์ยังคงเป็นรุ่นที่โบอิ้งให้ความสำคัญ “สูงสุด”

ด้าน “เกร็ก สมิธ” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของโบอิ้ง ระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้โบอิ้งกำลังหาทางลดต้นทุนในทุกกระบวนการผลิต เพื่อเตรียมพร้อมที่เสียค่าปรับในการส่งเครื่องบินล่าช้า การปรับตัวครั้งนี้ยังคงต้องจับตาดูต่อไปว่าโบอิ้งจะสามารถพลิกฟื้นความเชื่อมั่นอีกครั้งได้หรือไม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...