โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เดือด!! ‘รองโฆษกรัฐบาล’ ฟาดกลับ ‘เพื่อไทย’ สนใจแต่พานักโทษกลับบ้าน

The Bangkok Insight

อัพเดต 20 ต.ค. 2565 เวลา 09.10 น. • เผยแพร่ 20 ต.ค. 2565 เวลา 09.10 น. • The Bangkok Insight

"ทิพานัน" ยกยอดใช้จ่าย "คนละครึ่ง" 3.4 หมื่นล้านบาทฟาดกลับ "เพื่อไทย" ชี้ไม่เห็นแก่ประโยชน์ประชาชนกว่า 25 ล้านคน ลั่นสนใจแต่จะพานักโทษหนีคดี 2 คนกลับบ้าน

นางสาวทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยแสดงความคิดเห็นคัดค้านโครงการ "คนละครึ่ง" ว่าไม่ได้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจว่า โครงการคนละครึ่งที่เฉพาะเฟส 5 ที่กำลังดำเนินการอยู่นี้มีประชาชนกว่า 26.5 ล้านคนและร้านค้ารายย่อยเกือบ 1 ล้านรายได้ประโยชน์ และผลประโยชน์จากโครงการคนละครึ่งไม่ได้เป็นผลประโยชน์ของนักการเมือง แต่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรง

เพื่อไทย

ผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรง

ทั้งนี้ เมื่อเอาตัวเลขข้อมูลมาพิจารณา พบว่าตัวเลขผู้ประกอบการร้านค้าเข้าร่วม 9.67 แสนราย เป็นผู้ประกอบการรายใหม่เฟส 5 ถึง 2.28 หมื่นราย แสดงถึงร้านค้ารายย่อยเป็นผู้รับประโยชน์โดยตรง และมีจากข้อมูลล่าสุดคนละครึ่งเฟส 5 ที่มียอดใช้จ่ายสะสมถึง 34,310.23 ล้านบาท (ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 16 ต.ค. 65)

"เห็นได้ชัดว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จจริงในการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน และช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ร้านค้ารายย่อย เป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศทั้งระบบและยั่งยืนได้ จึงไม่ใช่โครงการที่เป็นการเสียเงินไปฟรี ๆ ตามที่นายพิชัยแสดงความเห็นแบบไร้ข้อมูล" นางสาวทิพานัน กล่าว

ภาพจากเฟซบุ๊ก Pichai Naripthaphan

ไปอยู่ดูไบมาหรือ?

นางสาวทิพานัน กล่าวอีกว่า การที่นายพิชัยเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาหนี้สินมากกว่าโครงการคนละครึ่งนั้น ต้องถามว่า นายพิชัยไปอยู่ดูไบมาหรืออย่างไร ถึงไม่รู้ว่า รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาความยากจนแบบมุ่งเป้าเจาะรายบุคคล และประกาศให้ปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับกระทรวงการคลังและเจ้าหนี้ 65 ราย ได้ขานรับนโยบายของรัฐบาล จัดกิจกรรม "มหกรรมร่วมใจแก้หนี้" ขึ้น เปิดให้ลงทะเบียนทางออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2565 เพื่อให้ลูกหนี้ที่มีปัญหาการชำระหนี้จากผลกระทบวิกฤติโควิด-19 ปัญหาค่าครองชีพ สามารถแก้ไขหนี้และเริ่มต้นใหม่ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีโครงการสัญจรด้วย ซึ่งทางธนาคารของรัฐ อาทิ ธนาคารออมสิน ธ.อ.ส. ธ.ก.ส. และธนาคารกรุงไทย จะจัด "มหกรรมร่วมใจแก้หนี้สัญจร" ใน 5 อีกจังหวัด

ส่วนในกรณีลูกหนี้ไม่สามารถเข้าร่วมมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ได้ ก็ยังมีช่องทางในการแก้ไขปัญหาหนี้ เช่นกรณีหนี้เสียบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน สามารถเข้าร่วมโครงการ "คลินิกแก้หนี้" และมีโครงการ "ทางด่วนแก้หนี้" เป็นช่องทางเสริมเพื่อขอรับความช่วยเหลือด้านการชำระหนี้ ในขณะที่ลูกหนี้รายย่อยและธุรกิจสามรถขอรับคำปรึกษาแก้ไขหนี้ผ่านทางโครงการ "หมอหนี้เพื่อประชาชน" ได้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้รื้อระบบการคิดดอกเบี้ยให้เป็นธรรมมากขึ้นเพื่อลดภาระความเดือดร้อนจากดอกเบี้ยของลูกหนี้ ในปี 2564 ได้แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.7 ให้คิดดอกเบี้ยอัตรา 3% ต่อปี ส่วนดอกเบี้ยผิดนัดคิดอัตรา 5% ต่อปีและคิดจากเงินต้นเฉพาะงวดที่ผิดนัด ไม่ให้คิดจากเงินต้นที่ค้างทั้งหมด และเมื่อวันที่ 12 ต.ค. 65 ที่ผ่านมาได้ประกาศให้การเช่าซื้อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ต้องคิดในอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (Effective Interest Rate) แบบลดต้นลดดอก คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด และหากผู้เช่าซื้อจะปิดบัญชีค่าเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องให้ส่วนลดแก่ผู้เช่าซื้อ โดยกรณีชำระค่างวดมาแล้วไม่เกินหนึ่งในสามของค่างวดเช่าซื้อที่ระบุไว้ในสัญญา ให้ได้รับส่วนลดในอัตรา 60-100% ของดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดีที่นายพิชัยยอมรับเองว่า "ภาวะปัจจุบันซึ่งเศรษฐกิจเริ่มที่จะฟื้นตัว" ซึ่งขณะนี้ดัชนีทางเศรษฐกิจอยู่ในทิศทางที่ดี สัญญาณเศรษฐกิจดีขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มั่นใจว่า จีดีพีปี 2565 จะมากกว่า 3% และรัฐบาลมั่นใจว่าจีดีพีปีนี้จะดีกว่าที่คาดไว้ตามเป้าหมาย ในช่วงสิ้นปีก็ยิ่งเป็นโอกาสที่ดีที่จะมีมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และสำหรับการพิจารณาอนุมัติโครงการคนละครึ่งเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ก็จะมีการพิจารณาจากข้อมูลทางเศรษฐกิจและฐานข้อมูลหลายด้านประกอบกัน ไม่ได้นึกเองคิดเองแบบนายพิชัยวิจารณ์โดยที่ไม่เห็นข้อมูลครบถ้วน

"การวิจารณ์ของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เป็นการพูดแบบเลื่อนลอย ไม่มีข้อมูลที่ดีและเพียงพอ พยายามหาช่องตัดเงินประชาชนที่จะได้ใช้จ่ายในยามวิกฤตถึง 25 ล้านคน และยังทำลายความหวังและบรรยากาศการฟื้นตัวของประเทศในช่วงปลายปี จึงอาจทำให้สังคมสงสัยว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับภารกิจพานักโทษหนีคดีทุจริตเพียง 2 คน กลับบ้านเท่านั้นหรือ" นางสาวทิพานัน กล่าว

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...