Silent Treatment อาการผลักไสไล่ส่ง และลงโทษด้วยความเงียบงันที่อาจกลายเป็นความรุนแรงทางความรู้สึกและความสัมพันธ์โดยไม่รู้ตัว
บางครั้งเวลาความสัมพันธ์เดินมาเจอปัญหาความไม่เข้าใจ หรือความไม่สบอารมณ์ใดๆ ที่ทำให้ใจขุ่นมัว เชื่อว่าหลายคนมีวิธีรับมือแตกต่างกันออกไป และหนึ่งในหลายๆ วิธีนั้นก็อาจเป็นการเลือกที่จะ ‘เงียบ’ เพราะคิดว่าการเงียบราวกับชัตดาวน์ตัวเองไปเลยจะช่วยคลี่คลายปัญหา หรือหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่นำมาสู่การกระทบกระทั่งระหว่างกันได้มากกว่า
ทว่าการเลือกที่จะเงียบแบบดูเหมือนจะ Stay Cool ทั้งที่ข้างในเดือดปุดๆ แทบจะระเบิดอยู่แล้ว น่าจะไม่ใช่ทางเลือกสำหรับรับมือกับปัญหาในความสัมพันธ์ที่ดีสักเท่าไร เมื่อความเงียบงันไม่ได้แสดงว่ายอมจำนนยกธงขาวสงบศึก แต่กำลังส่งสัญญาณอำมหิตที่สามารถลงโทษอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างเจ็บแสบโดยไม่ต้องใช้คำพูดแม้แต่คำเดียว ซึ่งนั่นอาจหมายถึงการทำร้ายความรู้สึกและความสัมพันธ์โดยไม่รู้ตัว
ทั้งหมดข้างต้นคืออาการที่เรียกว่า ‘Silent Treatment’ ท่าทีเงียบงัน เฉยเมย ที่ไม่ใช่ความเงียบแบบทำให้รู้สึกสบายใจ แต่เป็นความเงียบที่เยียบำเย็น สร้างความรู้สึกอึดอัดเหมือนมีมวลเมฆดำๆ หนาๆ ลอยอยู่บนหัว แถมไอ้ก้อนเมฆดำๆ นี้ก็ไม่รู้อีกว่ามันมีอะไรซ่อนอยู่ในนั้นบ้าง
และบางครั้ง Silent Treatment มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Noisy Silence ที่ทำให้เราเห็นภาพมากขึ้นเลยว่าไอ้ความเงียบงันนี้มันช่าง ‘น่าหนวกหู’ ได้มากมายอย่างไรบ้าง เพราะมันคืออาการที่ฝ่ายหนึ่งพยายาม ‘ตะโกน’ ดังๆ แบบไม่ต้องใช้การเปล่งเสียงแต่อย่างใด เพื่อจงใจแสดงให้อีกฝ่ายเห็นชัดๆ ว่า ‘เธอกำลังถูกลงโทษอยู่นะ’ ด้วยท่าทีต่างๆ เช่น เมินเฉย ปล่อยเบลอ ไม่สนใจที่จะตอบรับหรือปฏิเสธเมื่อถูกถาม ไม่พยายามที่จะต่อบทสนทนาใดๆ แม้แต่การเดินหนี หรือทำเหมือนอีกฝ่ายเป็นอากาศที่ไม่มีตัวตน หรือมาพร้อมกับการแสดงพฤติกรรม เช่น ปิดประตูเสียงดัง กระแทกของแรงเกินกว่าจำเป็น แม้แต่ดราม่าเล่นใหญ่อื่นๆ ที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึก ‘จุก’ ได้ราวกับถูกชกแรงๆ โดยไม่ต้องใช้กำลังและคำพูดเลยสักคำเดียว เพื่อสื่อสารในทางอ้อมว่ากำลังรู้สึกท่วมท้น (Overwhelemed) กับสถานการณ์ตรงหน้าเกินกว่าที่จะพูดมันออกมา
จริงอยู่ว่าการทรีตด้วยความเงียบงันอาจทำให้คนที่ทำรู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อย ระบายอารมณ์ที่อัดแน่นอยู่ข้างในออกมาได้บ้าง แต่นั่นเป็นแค่ความรู้สึกมันๆ ที่ทำให้อีกคนรู้สึกยุกยิกรำคาญใจได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อมันอาจทิ้งผลลัพธ์ที่ทำลายทั้งสุขภาพจิตของคนที่ได้รับการทรีตแบบนี้ และอาจทำลายความสัมพันธ์ได้ในระยะยาวยิ่งกว่า
“Silent Treatment = Punishment หรือการผลักไสไล่ส่งอีกคน และเเช่เเข็งเขาเอาไว้ในมวลน้ำเเข็งแห่งความเย็นชา ไม่ว่าคุณจะทำมันไปโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม” Dr. Gail Saltz ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาคลินิก โรงพยาบาลนิวยอร์ก-เพลสไบทีเรียน กล่าว เพราะระหว่างที่ใครสักคนกำลังเมามันในการโยนความเงียบใส่อีกคน คนที่ได้รับมันก็มักจะต้องทรมานกับความรู้สึกสับสน วิตกกังวล กลัว โดดเดี่ยว เหมือนกำลังถูกผลักไสไล่ส่ง และเลี่ยงไม่ได้ที่จะนำมาสู่ความรู้สึกสงสัยในตัวเอง จนกระทั่งวิพากษ์และพร่ำโทษตัวเองตามมาว่าเป็นคนผิดในสถานการณ์นั้นๆ หรือว่าทำอะไรไม่ดีพอใช่ไหมเนี่ย
“และใช่ครับ ความรู้สึกเหล่านี้มันเจ็บปวดมากๆ เลยละ” นักวิทยาศาตร์จิตวิทยา Kipling Williams ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์จิตวิทยา ผู้ศึกษาผลกระทบของ Silent Treatment ในความสัมพันธ์มานานกว่า 30 ปี ว่า แล้วไอ้ความเจ็บปวดที่เขาบอกนี้ก็ไม่ใข่ความเจ็บปวดในแง่ของ ‘อุปมา’ หรือในแง่ของความรู้สึกเท่านั้นด้วย เพราะจากงานวิจัยชิ้นหนึ่งของเขาที่เคยทำการศึกษาเรื่อง Does rejection hurt? (การปฏิเสธเจ็บปวดไหม) ยืนยันได้ว่าการที่ใครคนหนึ่งถูกผลักไสไล่ส่ง และถูกเพิกเฉย สามารถสร้างความเจ็บปวดได้อย่างมหาศาลในทางกายภาพ เพราะความเจ็บปวดที่ได้รับทางจิตใจจะไปกระตุ้นความเจ็บปวดลักษณะเดียวกันในบริเวณสมองของคนเราด้วย
ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว การทรีตใครด้วยความเงียบยังเป็นอีกหนึ่งการเล่นเกมอำนาจ ที่ทำให้คนคนนั้นรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจในการควบคุมอีกฝ่ายหนึ่งได้ และสามารถพัฒนากลายเป็นการ Manipulate หรือ Gaslight ได้ด้วย โดยเฉพาะหากสิ่งนี้เกิดขึ้นในความสัมพันธ์แบบรักโรแมนติกด้วยแล้ว ก็เป็นไปได้ที่อาจพบการใช้ความเงียบงันนี้เพื่อเล่นเกม ‘ต่อรอง’ ความรัก เพื่อเรียกร้องอะไรบางอย่าง เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมทำตามใจ ตามความต้องการของตัวเอง ซึ่งนับว่าเป็นพฤติกรรมที่ Toxic อันตรายต่อใจไม่น้อยทีเดียว และในทางจิตวิทยาคนที่โดนทรีตด้วยความเงียบแสนเย็นชานี้อยู่เรื่อยๆ จนกลายเป็นพลวัตรในความสัมพันธ์ ก็อาจเรียกว่าเป็น ‘Emotional Abuse’ หรือการทำร้ายจิตใจในรูปแบบหนึ่งได้เลย
ปัจจัยที่ทำให้ Silent Treatment ในความสัมพันธ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกก็คือความไม่เคลียร์และความคลุมเครือ นักจิตวิทยาแนะนะว่า เพราะแบบนี้เองที่เราควรหาวิธีเคลียร์ให้ชัดๆ ระหว่างกันเมื่อเกิดปัญหาและความขัดเเย้ง ลองเปิดใจคุยว่าถ้าไม่ทรีตกันด้วยความเงียบเวลามีเรื่องไม่พอใจแล้ว จะพอมีวิธีไหนที่ไม่ทำให้ทุกฝ่ายรู้สึกเหมือนถูกแช่เเข็ง ถูกผลักไสอย่างใจร้ายแบบนั้นได้บ้าง หรือถ้าทุกอย่างมัน Overwhelemed มากเกินไป ก็อาจเลือกวิธีพักเบรค บอกให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าตอนนี้กำลังรู้สึกไม่โอเค ยังไม่พร้อมที่จะคุย ต้องการอยู่ลำพังก่อน แล้วจะกลับมาใหม่เมื่อพร้อม ก็สามารถเป็นการช่วยยืนยันความมั่นใจให้อีกฝ่ายไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกทิ้งให้เคว้งคว้างในความสัมพันธ์ได้เหมือนกัน
อ้างอิง
https://www.nytimes.com/2025/04/04/well/silent-treatment-ruin-relationship.html
https://www.medicalnewstoday.com/articles/silent-treatment
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- Silent Treatment อาการผลักไสไล่ส่ง และลงโทษด้วยความเงียบงันที่อาจกลายเป็นความรุนแรงทางความรู้สึกและความสัมพันธ์โดยไม่รู้ตัว
- คนเราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ไม่ว่าจะอายุเท่าไร 3 วิธีปรับมุมมองการใช้ชีวิต เลิกยึดติดกับความผิดพลาด ด้วยแนวคิดทางจิตวิทยา ‘Growth Mindset’
- ชวนมอง 3 ปัจจัยที่ทำให้คนทำงานเจนฯ Z เผชิญภาวะ Burnout เร็วกว่าคนเจนฯ อื่น
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com