โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คั้นจากใจผู้บังคับบัญชา ถึง 'นายสิบ-รอง สว.'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 21 เม.ย. 2568 เวลา 02.30 น. • เผยแพร่ 21 เม.ย. 2568 เวลา 02.30 น.

บทความโล่เงิน

คั้นจากใจผู้บังคับบัญชา

ถึง ‘นายสิบ-รอง สว.’

เมื่อเหตุผลส่วนตัวสวนทางหน้าที่ของแผ่นดิน

วอนผู้ใหญ่เลิกกดดัน ‘แค่เด็กทำไมให้ไม่ได้’

คำสั่งแต่งตั้งโยกย้าย “รองสารวัตร และ ผบ.หมู่” คลอดเรียบร้อยแล้ว โดยจะมีผล 21 เมษายน 2568

ปรากฏว่ามีบรรดาผู้บังคับบัญชาอัดอั้นตันใจ และได้สะท้อนถึงการทำบัญชีระดับนี้

เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่าตำรวจเป็นเสาหลัก ทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และภูธร

ไม่จะเป็นนครบาล หรือที่ยิ่งห่าง ยิ่งเงียบ ยิ่งไกล องค์กรสีกากีก็ยิ่งมีความต้องการคนที่มีใจและมีแรง

แต่ปัญหาใหญ่ของการบริหารงานตำรวจในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งรวมถึงจังหวัดชายแดนและพื้นที่ใกล้เมืองหลวงนั้น ไม่ได้อยู่ที่ “อาชญากรรม” หรือ “ภัยความมั่นคง”

หากแต่อยู่ที่ “จำนวนคน” หรือให้พูดตรงไปตรงมาก็คือ “การขาดแคลนกำลังพล”

ในฐานะผู้บังคับบัญชาระดับสูง ที่มีหน้าที่ในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจชั้นประทวนและระดับรองสารวัตร ได้เปิดใจว่า

“นี่ไม่ใช่หน้าที่ที่เบาสบายเหมือนอย่างที่คนภายนอกมอง เพราะภายใต้คำสั่งแต่งตั้งแต่ละฉบับ ล้วนแฝงไปด้วยความคาดหวัง เสียงร้องขอ น้ำตา และแรงกดดันมากมาย”

จากนั้นเข้าสู่ประเด็นว่า เมื่อไม่นานมานี้ ได้นั่งทบทวนปัญหาที่ถาโถมเข้ามาในห้วงเวลาการแต่งตั้งโยกย้ายอย่างเข้มข้น รวบรวมไว้เป็น 10 ประเด็น อาจเป็นสิ่งที่สาธารณชนทั่วไปไม่ค่อยได้รับรู้

จึงอยากถ่ายทอดออกมาให้สังคมได้รับฟังอย่างตรงไปตรงมา

1.ต้นตอปัญหา เริ่มตั้งแต่ก่อนเป็นตำรวจ ในแต่ละปี นักเรียนนายสิบตำรวจจากทั่วประเทศจะเลือกสนามสอบที่ตนคิดว่ามีโอกาสสอบผ่านได้มากที่สุด

ข้อมูลที่ได้รับพบว่า ในเขตศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรในภาคกลางตอนล่าง มีผู้สมัครสอบกว่า 75-80% มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เหตุผลนั้นเข้าใจได้ง่าย การแข่งขันที่ต่ำกว่าทำให้มีโอกาสสอบติดสูงกว่าการสอบในภูมิลำเนาเดิม

แปลว่า เด็กจากอีสานจำนวนมากได้เข้ามาเป็นตำรวจในพื้นที่ภาคกลาง

2. เมื่อติดแล้ว… ก็ต้องอยู่ตามระบบ

ตามหลักเกณฑ์ปกติ เมื่อสอบได้ที่ใด ก็ต้องปฏิบัติงานในเขตพื้นที่นั้นอย่างน้อยตามช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อรองรับความต้องการของแต่ละภูมิภาคอย่างสมดุล ยิ่งพื้นที่ที่ขาดแคลน ก็ยิ่งต้องรักษากำลังพลไว้ให้มั่นคง

3. แต่ชีวิตจริงมีเหตุผลส่วนตัวเสมอ

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ หลังจากจบการศึกษาจากศูนย์ฝึก หลายคนก็เริ่มมีเหตุผลส่วนตัวในการ “ขอย้ายกลับบ้าน” บ้างอ้างว่า “พ่อป่วย”, “แม่ชรา”, “เมียท้อง”, “ลูกยังเล็ก” หรือสารพัดเหตุผล ที่หากฟังด้วยใจของความเป็นมนุษย์ ก็ต้องสะเทือนใจ

และเมื่อมีคนหนึ่งได้ คนอื่นก็ย่อมขอตาม ถ้าให้ทุกคนกลับได้หมด พื้นที่เหล่านี้คงเหลือตำรวจไว้รักษากฎหมายเพียงหยิบมือ

4. ความเห็นใจ ที่อาจย้อนแย้งกับหน้าที่

การบริหารกำลังพลในเขตนครบาล พื้นที่ห่างไกล หรือเมืองเล็ก ถือเป็นเรื่องท้าทาย เพราะหน่วยงานเหล่านี้ขาดแคลนตำรวจในระดับหัวใจหลักอย่างมาก โดยเฉพาะตำรวจชั้นประทวน และระดับรองสารวัตร ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนภารกิจจริงในพื้นที่

ขอยกตัวอย่างทั้งจังหวัดมีตำรวจชั้นประทวนและรองสารวัตรเพียง 40% ของอัตรากำลังที่ควรจะมี ลองถามตัวเองดูว่า หากเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือคดีสำคัญขึ้น ใครจะออกไปไล่จับผู้ร้าย ใครจะทำเวรยาม ใครจะอยู่เวรกลางดึก?

5. เมื่อผู้ใหญ่ฟังแต่เสียงอ้อนวอน

เคยได้ยินคำถามที่ฟังดูแสนเจ็บปวดจากผู้ใหญ่ที่มากดดันว่า “แค่เด็กตัวเล็กๆ ทำไมถึงให้ไม่ได้?” หรือ “ทำไมใจดำ ไม่เห็นใจเขาบ้างเลย?”

คำถามเหล่านี้แม้ดูเล็ก แต่กลับใหญ่หลวงยิ่งสำหรับคนที่ต้องบริหารทั้งระบบ หากเราเปิดประตูตามแรงกดดันเหล่านี้ หน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่ไกลเมืองจะกลายเป็น “หน่วยงานไร้กำลัง” นายพลตำรวจเล่าพร้อมถอนหายใจ

สําหรับประเด็นที่ 6. ฝากให้คิดว่า ความสมดุลที่แท้จริงคืออะไร?

ในฐานะผู้บังคับบัญชา ไม่เคยคิดจะใจไม้ไส้ระกำ แต่หน้าที่ของผู้บังคับบัญชาคือการรักษาดุลยภาพระหว่าง “เหตุผลส่วนตัว” กับ “ความมั่นคงของพื้นที่” หากปล่อยให้แรงเหวี่ยงไปด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป สิ่งที่เสียหายไม่ใช่ตัวบุคคล หากแต่เป็นทั้งองค์กร และประชาชน

7. ใครอยากมา ยินดีต้อนรับ ใครอยากไป ต้องมีเหตุผล

นโยบายชัดเจน คือใครอยากเข้ามาในพื้นที่ที่รับผิดชอบ ไม่เคยปิดกั้น หากมีที่ว่าง ยินดีต้อนรับอย่างอบอุ่น แต่หากใครอยากจะออก ก็ขอให้เข้าใจว่าจำเป็นต้องดูความขาดแคลนในพื้นที่เป็นหลัก และต้องมีเหตุผลที่แท้จริง สมควรอย่างยิ่ง

8. โปรดอย่าคิดว่า การแต่งตั้งโยกย้ายคือการเลือกปฏิบัติ

คำสั่งโยกย้ายทุกฉบับ มีเหตุผลประกอบชัดเจน มีการพิจารณาเป็นรายกรณี ไม่สามารถใช้ความรู้สึกเพียงอย่างเดียวได้ เพราะทุกการตัดสินใจจะกระทบประชาชนจำนวนมากที่พวกเราต้องดูแล

9. โปรดให้โอกาสผมได้บริหารตามหน้าที่เถอะครับ

สิ่งที่ท่านขอให้ผมทำ ผมรับฟังเสมอครับ และผมไม่เคยเพิกเฉยต่อเสียงของความทุกข์ยากของตำรวจชั้นผู้น้อย แต่ขอเพียงให้ผมได้บริหารพื้นที่ด้วยหลักการและข้อมูลจริง

เพราะหน้าที่ของผมไม่ใช่เพียงดูแลลูกน้อง แต่ต้องดูแลชีวิตประชาชนนับแสนที่รอคอยการคุ้มครองด้วย

ประเด็นสุดท้าย บิ๊กตำรวจขมวดปมว่า “หากท่านยังนับว่าผมเป็น ‘พวกเดียวกัน’ ขอความกรุณา เมตตาผม ให้ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และขอให้เมตตา ‘พี่น้องประชาชน’ ที่เขายังรอให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อยู่ในพื้นที่เพื่อดูแลพวกเขาอย่างเข้มแข็ง แม้คำว่า ‘เมตตา’ จะฟังดูนุ่มนวล แต่มันคือคำที่เปี่ยมด้วยพลัง ขอเพียงให้เข้าใจความจริงที่อยู่ในสนาม และปล่อยให้คนในสนามได้ทำหน้าที่ของตนเถิด”

สำหรับทางออก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องกำหนดโรงเรียนนายสิบตำรวจ ให้คะแนนพิเศษกับผู้สมัครที่เป็นคนพื้นที่ เพื่อสร้างแรงจูงใจ และระบุทำงานกี่ปี ถึงย้ายกลับภูมิลำเนาได้

น่าจะเป็นแนวทางปลดล็อกปัญหานี้ได้

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คั้นจากใจผู้บังคับบัญชา ถึง ‘นายสิบ-รอง สว.’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...