ใช้มุมมองจากภายนอก เปลี่ยนโฉม กสิกรไทย สู่ยุคใหม่
“งานด้านเครดิต เป็นการดูแลเงินทุกบาทที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับลูกค้า โดยธนาคารจะทำหน้าเป็นฝ่ายสนับสนุนลูกค้า เพราะธุรกิจธนาคารจะอยู่ได้หากลูกค้าดี ธนาคารจะเติบโตได้หากลูกค้าแข็งแรง แต่หากลูกค้าอ่อนแอไม่สามารถทำธุรกิจเติบโตได้ โอกาสที่ธนาคารจะประสบความสำเร็จก็เป็นไปได้ยากเช่นกัน”
ผ่านมากว่า 1 ปีแล้วที่ ธนาคารกสิกรไทยได้แต่งตั้งรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ เป็น ผู้จัดการใหญ่ โดยนับเป็นผู้จัดการใหญ่หนึ่งเดียวในจำนวนผู้จัดการใหญ่ทั้งหมด 4 คนที่ข้ามห้วยมาจากคนนอก ไม่ได้เป็นลูกหม้อธนาคารกสิกรไทยเช่นคนอื่น
ก่อนจะมารับตำแหน่งนี้ รุ่งเรือง เป็นนายแบงก์ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจรายย่อย มีประสบการณ์การทำงานในวงการการเงิน ธนาคาร ประกัน และฟินเทค สั่งสมประสบการณ์การทำงานในสายงานนี้มาอย่างยาวนาน ทั้งบริษัท Anderson Consulting (Accenture) จำกัด บริษัท จีอี มันนี่ (ประเทศไทย) จำกัด ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัท สามัคคี ประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท เซ็นทรัล เจดี ฟินเทค จำกัด และ ธนาคารกรุงไทย
“ธนาคารกสิกรไทยเป็นองค์กรที่มีผู้หญิงเก่งเป็นผู้นำ ซึ่งจะมีบรรทัดฐานของความเป็นมนุษย์อยู่สูง ไม่ได้เป็นองค์กรที่ปล่อยให้คนฟาดฟันกันเอง แต่มีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ กสิกรไทยเป็นองค์กรที่ไม่ใช่ไม่บู๊เลย มีเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่เป็นการก้าวไปข้างหน้าภายใต้ความเข้าใจในบริบทแวดล้อมที่อาจจะมีอุปสรรคอยู่ระหว่างทางตลอดเวลา” รุ่งเรือง กล่าวถึงความเป็นธนาคารกสิกรไทย หลังจากที่ได้ร่วมงานมานานกว่า 1 ปีแล้ว
เขายังบอกด้วยว่า จุดเด่นที่เห็นได้ชัดสำหรับกสิกรไทยคือ การเข้าใจในบริบทของสังคม เห็นได้จากเรื่องของ Green หรือยุทธศาสตร์ด้าน ESG ที่ธนาคารกสิกรไทยให้ความสำคัญมาก เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ยังถูกคนทั่วไปมองว่าไกลตัวอยู่ แต่สำหรับกสิกรไทยจริงจังกับเรื่องนี้มาก
“การทำงานไม่มีใครสามารถทำคนเดียวได้สำเร็จ ทุกเรื่องเป็นเรื่องที่ต้องทำงานร่วมกัน ทุกคนใส่เสื้อสีเดียวกัน แต่ทำหน้าที่ต่างกัน โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้กสิกรไทยเป็นองค์กรชั้นนำ”
มุ่งสนับสนุนลูกค้า
หัวใจสำคัญของกสิกรไทย
รุ่งเรืองบอกด้วยว่า การเข้ามาร่วมงานกับ กสิกรไทย หน้าที่หลักคือเข้ามาสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องมีการปรับตัวไปพร้อมกับการเข้าใจ และที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงคือ ต้องไม่กลายเป็นแบบเดิม เพราะหากเป็นแบบนั้นคุณค่าในการสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคงไม่มี
“การปรับตัวเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากเข้ามาแล้วบอกว่า ดีจังเลย ทุกอย่างทำถูกต้องเยี่ยมเลยทำต่อไปนะ แบบนั้นเราก็แค่เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ไม่ใช่ลีดเดอร์ ซึ่งจุดยืนคือเป็นลีดเดอร์ที่เชียร์อัพ สนับสนุนทีมงานแต่ไม่ใช่เป็นแค่เชียร์ ซึ่งต้องมีการปรับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นด้วย”
รุ่งเรืองกล่าวว่า โครงสร้างการทำงานของกสิกรไทยจะแตกต่างกับที่อื่น ภายใต้การนำของผู้จัดการใหญ่ 4 คน โดยเอางบดุลของธนาคารมากางออกจะแบ่งเป็น 4 กลุ่มงานคือ 1.งานด้านลูกหนี้ที่เป็นสายงานด้านเครดิต (Credit) 2.งานด้านเจ้าหนี้ที่รวมทั้งเงินฝากและธุรกรรมการเงินที่ทำผ่านธนาคาร 3.งานด้านสภาพคล่องที่เป็นการจัดสรรทรัพยากรเงินทุนของธนาคาร และ 4.งานด้านธุรกิจต่างประเทศที่รวมทั้งธุรกิจที่เป็นโอกาสในอนาคต โดยทั้ง 4 กลุ่มจะมีผู้จัดการใหญ่ที่กระจายการดูแล โดยมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารดูในภาพรวมทั้งหมด ซึ่งงานด้านเครดิตอยู่ในการดูแลของรุ่งเรือง
“งานด้านเครดิต เป็นการดูแลเงินทุกบาทที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับลูกค้า โดยธนาคารจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนลูกค้า เพราะธุรกิจธนาคารจะอยู่ได้หากลูกค้าดี ธนาคารจะเติบโตได้หากลูกค้าแข็งแรง แต่หากลูกค้าอ่อนแอไม่สามารถทำธุรกิจเติบโตได้โอกาสที่ธนาคารจะประสบความสำเร็จก็เป็นไปได้ยากเช่นกัน”
ท่ามกลางการขยายตัวของสินเชื่อในภาพรวมที่ทรงตัวจนถูกมองว่าธนาคารไม่ยอมปล่อยสินเชื่อนั้น รุ่งเรืองให้ความเห็นว่า ธนาคารต้องการให้สินเชื่อเพื่อให้ลูกค้าเจริญเติบโตได้หรือช่วยให้ผ่านอุปสรรคไปด้วยดี แต่ธุรกิจธนาคารไม่ใช่โรงรับจำนำที่เอาที่ดินมาจำนำและปล่อยให้ยึดไว้ แต่ธนาคารต้องการให้ลูกค้ากู้แล้วสามารถคืนหนี้ได้ และใช้สินเชื่อเพื่อนำไปพัฒนาธุรกิจหรือชีวิตให้ดีขึ้น ให้เป็นหนี้ที่มีความสุข ซึ่งเชื่อว่าทุกองค์กรในธุรกิจธนาคารต่างมองในจุดประสงค์เดียวกันนี้
ขณะเดียวกัน ธนาคารอาจจะให้สินเชื่อไม่ได้ทุกคน หากลูกค้ามีปัญหา ยิ่งให้กู้ไปก็ยิ่งทำให้แย่กว่าเดิม กลุ่มที่มีปัญหาอยู่แล้วก็จะยิ่งมีปัญหาต่อไป กลายเป็นมีปัญหาเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือมีหนี้ ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม หรือบางกรณีอาจจะอยากกู้เกินรายได้ ธนาคารก็ไม่สามารถปล่อยกู้ให้ได้
“ธนาคารเป็นห่วงไม่อยากปล่อยกู้ไปแล้วกลายเป็นทำให้ลูกหนี้ไปต่อไม่ไหว เช่น กู้ซื้อบ้านที่ราคาสูงกว่ารายได้แล้วผ่อนไม่ไหว ท้ายที่สุดธนาคารไม่ได้อยากยึดบ้าน แต่อยากได้เงินที่ปล่อยไปคืนมากกว่า เช่นเดียวกับลูกค้าเอสเอ็มอีที่หากปล่อยไปแล้วไม่ได้ทำให้ลูกค้าดีขึ้น ก็ไม่เหมาะสมที่จะปล่อยให้”
รุ่งเรืองกล่าวอีกว่า แต่ละธนาคารมีจุดอ่อนจุดแข็งในตลาดที่ไม่เหมือนกัน สำหรับธนาคารกสิกรไทย พอร์ตสินเชื่อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี และที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อเลย แต่การปล่อยสินเชื่อของกสิกรไทยคือการดูแลลูกค้าไปด้วย ถ้าลูกค้าขอกู้มาแล้วธนาคารไม่ปล่อยให้ในครั้งแรก แต่ลูกค้ามองว่าตัวเองไหวจริงก็สามารถพูดคุยกันได้ อย่างไรก็ดี สำหรับการทำธุรกิจในปัจจุบัน ต้นทุนทางการเงินไม่ได้เป็นต้นทุนที่สูงมากหากเทียบกับต้นทุนด้านอื่นที่สูงมากกว่า
“สภาพเศรษฐกิจที่มีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า ทำให้ธนาคารต้องระมัดระวัง เศรษฐกิจไทยฟื้นแบบ K Shaped ในฝั่งขาลง ธนาคารก็ต้องดูแลให้ลูกค้าผ่านไปให้ได้ ส่วนฝั่งขาขึ้นเป็นเหมือน New Business ที่ต้องไปแสวงหาว่าอยู่ตรงไหน เศรษฐกิจไม่ดีมาก แต่ไม่แย่จนวิกฤติ ซึ่งภาพการเติบโตของสินเชื่อธนาคารคงโตได้ในระดับ Flat สอดคล้องไปกับจีดีพีของประเทศ”
สวมบทเชฟมือทอง
หยิบข้อมูลมาต่อยอด
อย่างไรก็ดี ด้วย กสิกรไทย เป็นเบอร์หนึ่งในเรื่องเพย์เมนต์ (Payment) ที่ทำให้เห็นข้อมูลว่ามีการใช้จ่ายอยู่ตรงไหนบ้าง ทำให้สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นจุดที่แตกต่างจากอดีตที่ธนาคารไม่สามารถทำได้แต่ปัจจุบันทำได้ และกสิกรไทยมีข้อได้เปรียบจากพื้นฐานเรื่องข้อมูลการชำระเงินที่แข็งแกร่ง
รุ่งเรืองกล่าวว่า เมื่อมีข้อมูลมากขึ้น ธนาคารก็สามารถพัฒนาไปได้เรื่อยๆ และลูกค้าไม่เหนื่อยเหมือนในอดีต เช่น การขอข้อมูลรายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน ตอนนี้ธนาคารสามารถเห็นได้มากกว่า 6 เดือน ทำให้เข้าใจในความสามารถของลูกค้าได้ดีขึ้น มองหาโอกาสในความสามารถในการชำระหนี้ได้มากขึ้น
“แม้จะมีข้อได้เปรียบเรื่องข้อมูล แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการนำมาใช้ด้วย เหมือนทำกับข้าว แม้จะมีวัตถุดิบที่ดี แต่จะปรุงอร่อยมากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของเชฟ ซึ่งการนำข้อมูลมาใช้ก็ต้องพัฒนาต่อไป แต่การปล่อยสินเชื่อจากนี้จะเป็นสินเชื่อที่มีคุณภาพดีขึ้นจากข้อมูลที่ธนาคารเห็นได้ลึกขึ้น”
รุ่งเรืองกล่าวว่า ในส่วนของการเติบโตของสินเชื่อในปี 2568 ของธนาคาร ในสินเชื่อรายใหญ่ก็ยังเกาะกลุ่มไปกับสินเชื่อที่ปล่อยร่วมกับธนาคารอื่น (Syndicated Loan) ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอียังเน้นการดูแลลูกค้าในพอร์ตให้ดีที่สุด และผลักดันลูกค้าในกลุ่มที่มีศักยภาพพร้อมจะไปต่อหรือพร้อมที่จะเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเลี่ยงผลกระทบจากสงครามการค้าและเน้นเรื่องการช่วยเหลือเป็นหลัก
สำหรับสินเชื่อรายย่อย ยังเชื่อว่าสามารถเติบโตได้แม้ว่าตลาดสินเชื่อรายย่อยจะชะลอลง เพราะสินเชื่อรายย่อยสำหรับกสิกรไทยมีสัดส่วนที่เล็กมากหากเทียบกับขนาดของธนาคาร ซึ่งสินเชื่อรายย่อยเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ธนาคารกำลังทบทวนและหาจุดเหมาะสมในเรื่องความเสี่ยง
“ท่ามกลางภาพรวมสินเชื่อรายย่อยในระบบที่หดตัว แต่ธนาคารกสิกรไทยตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ในธุรกิจสินเชื่อรายย่อยให้มากขึ้น โดยเป็นการเพิ่มสัดส่วนจากพอร์ตของธนาคารเองเป็นหลัก ซึ่งกสิกรไทยเป็นธนาคารใหญ่ที่มีสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยไม่สูงนักหากเทียบกับคู่เทียบรายอื่น แต่เป็นขนาดที่สามารถแข่งขันได้”
อย่างไรก็ดี ธุรกิจสินเชื่อภายใต้ทิศทางดอกเบี้ยขาลงนั้น รุ่งเรืองกล่าวว่า ต้องเริ่มจากลบความเชื่อที่ว่า ดอกเบี้ยต่ำแล้วคนจะกู้เพิ่มออกไปก่อน เพราะภาพเช่นนั้นไม่ใช่ภายใต้สถานการณ์ในปัจจุบัน แต่สถานการณ์ในตอนนี้หากมีการลดดอกเบี้ย สินเชื่อจะหดตัวลง เช่น สินเชื่อบ้านหากลูกหนี้เคยจ่ายค่างวดที่ 8,000 บาทต่อเดือน เมื่อดอกเบี้ยลดลงค่างวดเท่าเดิมแค่เงินต้นจะลดลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสินเชื่อจะเพิ่มขึ้น
“ในสถานการณ์ปัจจุบันดอกเบี้ยลดลงไม่ได้หมายความว่าจะมีการปล่อยสินเชื่อเพิ่ม เพราะความเสี่ยงยังเหมือนเดิม แต่หากเศรษฐกิจดีสินเชื่อก็จะโต ดังนั้นคำถามในตอนนี้ คือ ดอกเบี้ยที่ลดลงอยู่บนบริบทที่เศรษฐกิจดีหรือไม่ หากเศรษฐกิจดีต่อให้ดอกเบี้ยขาขึ้นสินเชื่อก็ยังโต เพราะฉะนั้น สินเชื่อจะโตหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ยอย่างเดียว”
ส่วนลูกค้าเดิม รุ่งเรืองย้ำว่า ธนาคารพร้อมดูแลให้ดีที่สุด เพราะธนาคารอยู่กับลูกค้ามานาน และดูเจตนาของลูกค้าเป็นหลัก โดยในปี 2568 ตั้งเป้าหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้น้อยกว่า 3.25% ซึ่งคุณภาพหนี้จะดีกว่านี้ได้ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้นด้วย
รุ่งเรืองกล่าวต่อว่า สำหรับสิ่งใหม่สำหรับกสิกรไทยที่เริ่มทำนั้น อาจจะใหม่สำหรับกสิกรไทยในฝั่งสินเชื่อรายย่อย โดยกสิกรไทยมีเครือข่ายที่แข็งแรงมีพื้นฐานที่ดี แต่ก็ต้องมีการปรับปรุงการทำงานภายในใหม่ แม้สิ่งใหม่ที่ทำอาจจะไม่ใช่ของใหม่ในตลาด แต่เป็นเรื่องใหม่สำหรับกสิกรไทย เช่น สินเชื่อบ้านที่แต่เดิมไม่เคยมีการทำโปรเจ็กต์แบบ Pre Finance และ Post Finance แต่ธนาคารเริ่มทดลองทำบ้างแล้ว โดยเริ่มให้สิทธิประโยชน์กับโครงการอสังหาฯที่ธนาคารให้สินเชื่อบ้างแล้ว
นอกจากนี้ ยังเริ่มทดลองใช้ Zero Document คือ หากเป็นลูกค้าเดิมของธนาคารก็ไม่ต้องใช้เอกสารกระดาษ เพราะมีข้อมูลอยู่กับธนาคารอยู่แล้ว ซึ่งมีอีกหลายเรื่องที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อสร้างประสบการณ์ในธุรกิจสินเชื่อรายย่อย
รุ่งเรืองกล่าวอีกว่า ด้วยฐานลูกค้าของธนาคารที่มียังมีโอกาสที่ธนาคารจะขยายสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าเดิมที่มีโอกาสอีกมาก เพราะพบว่า ในปัจจุบันมีลูกค้าเดิมที่ใช้สินเชื่อกับธนาคารมีสัดส่วน 20% ของฐานลูกค้ารวม จึงอยากเห็นสัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นเป็นราว 40% ในอนาคต
“ด้วยฐานลูกค้าของกสิกรไทยที่มีอยู่ เป็นตลาดใหญ่พอที่จะขยายได้อีก การเพิ่มสินเชื่อจากฐานลูกค้าเดิม เชื่อว่ายังทำได้ต่อเนื่องอีกหลายปี แต่สิ่งสำคัญคือ การจะให้สินเชื่อได้ลูกค้าต้องมีรายได้ด้วย”
อย่างไรก็ดี อีกโจทย์สำคัญคือ การหาฐานลูกค้ากลุ่มรุ่นใหม่ (New Gen) ซึ่งแน่นอนว่าสินเชื่ออาจจะไม่ใช่ผลิตภัณฑ์แรกสำหรับกลุ่มนี้ แต่ต้องเริ่มจากอย่างอื่น เช่น เรื่องเพย์เมนต์ ที่ธนาคารมีจุดแข็ง ซึ่งนิยาม New Gen อาจจะไม่ได้หมายถึงช่วงวัยหรืออายุ แต่รวมถึงพฤติกรรมการใช้ที่อาจจะยังไม่เคยใช้ธนาคารกสิกรไทยมาก่อนด้วย
ในธุรกิจรายย่อยกสิกรไทยเริ่มกลับมารุกในธุรกิจที่เคยเป็นผู้นำ เช่น บัตรเครดิต ที่เริ่มกลับไปรุกมากขึ้นในไตรมาส 3 - ไตรมาส 4 ปี 2567 ก็สามารถเพิ่มมาร์เก็ตแชร์กลับมาได้ และปี 2568 ตั้งเป้าเติบโตมากกว่าตลาด และต้องทำให้ลูกค้าใช้บัตรเครดิตของกสิกรไทยเป็นบัตรหลัก แม้ว่าไม่มีโปรโมชั่นก็ยังใช้อยู่”
รุ่งเรืองกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อบ้านในแบบรีไฟแนนซ์ที่ธนาคารเริ่มทำมากขึ้น อย่างไรก็ดี ในปี 2568 ธนาคารกสิกรไทยตั้งเป้าหมายสินเชื่อรายย่อยให้ภาพรวมเติบโต 5-7%
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน 2568 ฉบับที่ 516 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/