ทะเลอารัลที่เหือดแห้ง ทำให้แผ่นดินยกตัว 7 มม.ต่อปี 'ตัวอย่างที่ร้ายแรงโดยมนุษย์'
การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่เกิดจากกิจกรรมมนุษย์กำลังทำให้ ‘แมนเทิล’ ชั้นบนสุดของโลกไม่เหมือนเดิม ทะเลอารัลที่เหือดแห้งทำให้มวลบนพื้นผิวหายไปและทำให้แมนเทิลชั้นบนสุดค่อย ๆ ยกตัวขึ้นเฉลี่ย 7 มิลลิเมตรต่อปี
ทะเลอารัล (Aral Sea) ในเอเชียกลางเคยเป็นแหล่งน้ำที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เกือบ 70,000 ตร.กม. แต่ในช่วงทศวรรษ 1960 สหภาพโซเวียตได้เริ่มโครงการชลประทานของตัวเอง ทะเลอารัลก็ค่อย ๆ สูญเสียน้ำของมันไปจนในปี 2018 ก็หดตัวลงเกือบ 90% จนแทบจะเป็นที่ว่างเปล่า
ในขณะที่คนทั่วไปเศร้ากับน้ำที่เหือดแห้ง Wang Teng นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งในประเทศจีนก็เกิดคำถามว่ามวลน้ำที่หายไปเหล่านี้จะส่งผลกระทบอะไรบ้างต่อแผ่นเปลือกโลกบ้าง “ผมรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงของมวลมหาศาลลเช่นนี้จะกระตุ้นให้โลกข้างใต้ตอบสนอง” เขากล่าว
Wang Teng และทีมวิจัยได้ตรวจสอบการวัดจากดาวเทียมเพื่อติดตามระดับน้ำทะเลอารัลที่เปลี่ยนแปลงไปในระหว่างปี 2016 ถึง 2020 ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่แปลกประหลาด พวกเขาพบว่าแม้น้ำส่วนใหญ่จะหายไปเมื่อหลายสิบปีก่อนแล้ว แต่พื้นผิวกลับดูเหมือนจะยกตัวขึ้นมาในระดับที่สังเกตได้คือเฉลี่ย 7 มม.ต่อปี
แต่เพราะอะไร? ทีมวิจัยจึงทดลองด้วยการใช้แบบจำลองของเปลือกโลกและเนื้อโลกใต้ทะเลอารัลซึ่งก็พบว่า เมื่อน้ำหนักของน้ำถูกกำจัดออกไป เปลือกโลกที่ตื้นกว่าจะตอบสนองก่อนด้วยการยกตัวขึ้นมาแบบไม่โค้งงอ สิ่งนี้กระตุ้นให้หินหนืดเนื้อโลกชั้นบนเคลื่อนตัวเข้ามาเติมเต็มช่องว่า
“การไม่โค้งงอสร้างช่องว่าง และหินก็ต้องการที่จะไหลเข้าไปในช่องว่างนั้น” Sylvain Barbot จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย และหนึ่งในทีมวิจัย กล่าว “เราพบว่าการสังเกตนั้นสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์กับการตอบสนองในระดับที่ลึกกว่าต่อการเปลี่ยนแปลงนี้”
การที่เนื้อโลกหรือแมนเทิลชั้นบนสุดของโลกเข้ามาเติมเต็มอยู่เรื่อย ๆ นี้คือสาเหตุที่ทำให้แผ่นดินยังคงยกตัวขึ้นเรื่อยมา แม้น้ำจะหายไปหลายสิบปีแล้วก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวคล้ายกับแผ่นดินที่ยกตัวขึ้นหลังธารน้ำแข็งขนาดใหญ่หลายไป ซึ่งเป็นเหตุการณ์ตามธรรมชาติ
แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ทะเลอารัลคือตัวอย่างที่ร้ายแรงที่สุดเนื่องจากสิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะกิจกรรมของมนุษย์ ดังนั้นการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หรือการสูบน้ำใต้ดินเองก็จะส่งผลกระทบเช่นเดียวกัน และผลกระทบนั้นอาจเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง
“การทำอะไรบางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อแมนเทิลชั้นบนได้นั้นถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก” Barbot กล่าว “มันแสดงให้เห็นว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมได้มากเพียงใด”
ที่มา
https://www.nature.com/articles/s41561-025-01664-w
https://www.newscientist.com/…/2475234-earths-upper…/
Photo: NASA