บทบาท ‘ผู้หญิง’ ในการเมืองโลก ฟังเสียงจากผู้นำหญิง ‘ตันยา ฟายอน’
จนถึงวันนี้ สหประชาชาติยังไม่เคยมีเลขาธิการเป็นผู้หญิง สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN General Assembly) เคยมีประธานเป็นผู้หญิงแค่ 4 คน และในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่การก่อตั้งสหประชาชาติเมื่อ 80 ปีที่ผ่านมา มีผู้หญิงที่ได้รับเลือกเป็นผู้นำองค์การระหว่างประเทศเพียง 13%
ข้างต้นคือสถิติที่ได้รับการเปิดเผยโดย ‘ตันยา ฟายอน’ (Tanja Fajon) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกิจการยุโรป สาธารณรัฐสโลวีเนีย ในการบรรยายสาธารณะ Women in Multilateralism เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา ระหว่างการเยือนประเทศไทย
ผู้หญิงมีอำนาจการตัดสินใจแค่ไหนในการเมืองโลก? อะไรคือผลกระทบของความไม่เท่าเทียมทางเพศที่ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน? The MATTER ชวนสำรวจผ่านการบรรยายสาธารณะครั้งนี้ ว่าด้วยบทบาทของผู้หญิงในการทูต โดยเฉพาะในระดับพหุภาคี ซึ่งหมายถึงการทูตแบบหลายฝ่าย
“ผู้หญิงและเด็กหญิงมีจำนวนครึ่งหนึ่งของโลก และดังนั้นจึงถือเป็นศักยภาพครึ่งหนึ่งของโลก ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เสียงของผู้หญิงถูกกดทับมาอย่างต่อเนื่อง” ฟายอนกล่าว
”ด้วยเหตุนี้ ศักยภาพมหาศาลต้องสูญเสียไป แม้จะมีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เพดานกระจก (glass ceiling) ยังคงมีอยู่ ผู้หญิงยังคงได้รับโอกาสน้อยกว่าที่ควรในหลายๆ สาขา รวมถึงในการทูตและระบบพหุภาคีด้วย
“วันนี้ เมื่อสิทธิของผู้หญิงและเด็กหญิงยังคงถูกกดทับในหลายพื้นที่ในโลก เราจำเป็นต้องมีผู้หญิงที่มีอำนาจตัดสินใจมากกว่าที่เคย เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้คนเหล่านั้นที่ยังคงถูกทำให้ไร้เสียง”
นอกเหนือจากประเด็นบทบาทและอำนาจของผู้หญิง อีกสิ่งหนึ่งที่ฟายอนชี้ว่า ทำให้ผู้หญิงได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด ก็คือ สงครามและความขัดแย้ง
“ในทุกสงคราม เหยื่อรายแรกมักจะเป็นผู้หญิงและเด็กๆ ผู้หญิงก่อนเสมอ” ฟายอนระบุ “จำนวนความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อผู้หญิงและเด็กหญิง เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่ง”
ฟายอนกล่าวถึงความขัดแย้งในกาซา ยูเครน ซูดาน อัฟกานิสถาน และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่ตอกย้ำว่า เสียงของผู้หญิงจะต้องเป็นที่รับฟัง และมีการมีส่วนร่วม เพื่อนำไปสู่สันติภาพที่เป็นธรรม และครอบคลุมคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง
ในระดับพหุภาคี รองนายกฯ สโลวีเนีย เน้นย้ำถึงความสำคัญของวาระสตรี สันติภาพ และความมั่นคง (Women, Peace and Security หรือ WPS) ซึ่งเกิดจากมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่ 1325 ที่จะนำไปสู่การมีส่วนร่วมของผู้หญิงในกระบวนการสันติภาพอย่างแท้จริง
“ด้วยการผลักดันความเสมอภาคผ่านระบบพหุภาคี จะทำให้เรามีมุมมอง ประสบการณ์ และรูปแบบการทำงานที่หลากหลาย ในการรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนในยุคสมัยของเรา”
สำหรับประเทศสโลวีเนียเอง ซึ่งเพิ่งมีประธานาธิบดี ประธานสภาฯ และรองนายกฯ เป็นผู้หญิง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ก็สนับสนุนบทบาทของผู้หญิงและความเสมอภาคทางเพศ โดยวิธีหนึ่ง คือการผลักดันนโยบายต่างประเทศแบบสตรีนิยม (feminist foreign policy) อย่างจริงจังด้วย
ท้ายที่สุด ฟายอนชี้ว่า การมี ‘บุคคลต้นแบบ’ (role model) เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ “ด้วยการแสดงให้ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงเห็นถึงความเป็นไปได้ เราก็จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างแท้จริง และสร้างสังคมที่สันติ มีเสถียรภาพ และมีภูมิคุ้มกัน
“ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกิจการยุโรปที่เป็นผู้หญิงคนแรกของสโลวีเนีย ดิฉันอยากจะสื่อสารถึงเด็กผู้หญิงที่มีฝันที่ยิ่งใหญ่ทุกคน ว่าไม่มีอาชีพใดที่ผู้หญิงทำไม่ได้ และดิฉันก็รู้สึกเป็นเกียรติ ที่ได้เป็นตัวอย่างของสิ่งนั้น”