โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เช็กลิสต์รายการลดหย่อนภาษีปี'66 “กองทุน TESG" ได้อีก 1 แสน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 พ.ย. 2566 เวลา 06.05 น. • เผยแพร่ 28 พ.ย. 2566 เวลา 02.48 น.

เปิดเช็กลิสต์รายการลดหย่อนภาษีปี 2566 เพิ่มเติม “กองทุน TESG“ สูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท ไม่นับรวมกับกองทุนการออมเพื่อเกษียณอื่น “ช้อปดีมีคืน” ที่เปิดให้ใช้สิทธิไปเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 อีกแค่ไม่กี่วันก็จะเข้าสู่เดือนสุดท้ายของปีกระต่ายทอง (เถาะ) ที่กำลังจะกระโดดไปสู่ปีมังกรทอง (มะโรง) ในปี 2567 กันแล้ว ซึ่งพอถึงช่วงปลายปีนอกจากเทศกาลคริสต์มาสและการฉลองปีใหม่ที่หลายคนรอคอยแล้ว

สำหรับมนุษย์เงินเดือนหรือผู้เสียภาษี ช่วงปลายปีอาจจะเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นวางแผนภาษี มองหาค่าลดหย่อนภาษีต่าง ๆ และเตรียมยื่นภาษีในช่วงต้นปีที่กำลังจะมาถึง และหากเราเป็นหนึ่งที่จะต้องยื่นภาษีเงินได้ประจำปี

วันนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมค่าลดหย่อนภาษีปี 2566 มาให้แล้ว

สิทธิลดหย่อนภาษีปี 2566 มีอะไรบ้าง

1.ค่าลดหย่อนส่วนตัว

กฎหมายกำหนดให้ผู้เสียภาษีสามารถใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัวได้ 60,000 บาท โดยผู้เสียภาษีจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนนี้ได้ทันทีที่ทำการยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ประจำปี (ภ.ง.ด.90, ภ.ง.ด.91)

2.ค่าลดหย่อนคู่สมรส

กฎหมายกำหนดให้คู่สมรสสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ 60,000 บาท โดยมีเงื่อนไขคือ

  • สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 1 คน
  • ต้องเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนตามกฎหมายกำหนด
  • คู่สมรส (สามีหรือภรรยา) ต้องเป็นผู้ไม่มีเงินได้ หรือรายได้ในปีนั้น ๆ
  • ในกรณีที่สามีและภรรยามีเงินได้ทั้งคู่ กฎหมายอนุญาตให้ยื่นภาษีรวมกันเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีคู่สมรสได้

3.ค่าลดหย่อนบุตร

กฎหมายกำหนดเงื่อนไขการใช้สิทธิค่าลดหย่อนบุตร 2 ข้อคือ

  • ค่าลดหย่อนบุตรชอบด้วยกฎหมาย สามารถใช้สิทธิลดหย่อนบุตรชอบด้วยกฎหมายคนละ 30,000 บาท และหากมีบุตรคนที่ 2 ที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบุตรได้คนละ 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนบุตรบุญธรรม สำหรับผู้ที่มีบุตรบุญธรรม หรือมีทั้งบุตรบุญธรรมและบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบุตรได้สูงสุด 3 คน และจะต้องเป็นบุตรที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น

เงื่อนไขการใช้สิทธิค่าลดหย่อนบุตร

  • บุตรจะต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปี
  • ในกรณีที่บุตรมีอายุ 21-25 ปี บุตรจะต้องศึกษาอยู่ในระดับ ปวส.ขึ้นไปเท่านั้น
  • บุตรจะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี (ยกเว้นกรณีเงินปันผล)

4.ค่าลดหย่อนบิดามารดา

1.ค่าลดหย่อนบิดามารดาตัวเอง : กฎหมายกำหนดให้ผู้ที่เลี้ยงดูพ่อแม่ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนพ่อแม่ได้คนละ 30,000 บาท โดยมีเงื่อนไขเพิ่มเติมคือ

  • จะต้องเป็นพ่อแม่ที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือพ่อแม่ที่แท้จริงเท่านั้น
  • พ่อ-แม่ จะต้องมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป
  • พ่อ-แม่ จะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี

การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบิดามารดา สำหรับคนมีพี่น้อง

ในกรณีที่คุณมีพี่น้องและต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบิดามารดา เราแนะนำให้พูดคุยกับพี่หรือน้องให้ชัดเจนว่า ใครจะเป็นผู้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีพ่อแม่ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ค่าลดหย่อนบิดามารดาสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ไม่สามารถยื่นขอใช้สิทธิซ้ำกันได้

และการใช้สิทธิลดหย่อนพ่อแม่ จะต้องใช้หนังสือรับรองการหักค่าลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา (ลย.03) พร้อมให้พ่อแม่เซ็นชื่อกำกับเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการลดหย่อนภาษีด้วย

2.ค่าลดหย่อนบิดามารดาคู่สมรส : ในกรณีที่คุณดูแลพ่อแม่คู่สมรส กฎหมายกำหนดให้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีพ่อแม่คู่สมรสได้คนละ 30,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่า

  • จะต้องเป็นพ่อแม่ที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือพ่อแม่ที่แท้จริงเท่านั้น
  • พ่อ-แม่ จะต้องมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป
  • พ่อ-แม่ จะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี
  • คู่สมรสต้องไม่มีรายได้ และครอบครัวฝั่งคู่สมรสจะต้องไม่มีใครใช้สิทธิลดหย่อนพ่อแม่
  • ต้องใช้หนังสือรับรองการหักค่าลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา (ลย.03) พร้อมให้พ่อแม่เซ็นชื่อกำกับเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการลดหย่อนภาษีด้วย

5. ค่าลดหย่อนผู้พิการ หรือทุพพลภาพ

หากเป็นผู้ดูแลหรืออุปการะผู้พิการหรือทุพพลภาพ จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้คนละ 60,000 บาท โดยมีเอกสารที่ต้องใช้เป็นหลักฐานคือ

  • บัตรประจำตัวผู้พิการ หรือใบรับรองแพทย์
  • เอกสารรับรองการเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูผู้ทุพพลภาพ (ลย.04)

6. ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร

ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตรสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 60,000 บาท และจะต้องเป็นค่าฝากครรภ์และคลอดบุตรที่จ่ายตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  • ต้องเป็นค่าฝากครรภ์ หรือคลอดบุตร ที่จ่ายให้กับสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน
  • ในกรณีที่ท้องปีนี้ คลอดปีหน้า สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามปีที่จ่ายจริง แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 60,000 บาท
  • ในกรณีที่ต้องยื่นภาษีทั้งสามีและภรรยา กฎหมายกำหนดให้ค่าลดหย่อนฝากครรภ์และคลอดบุตรเป็นของภรรยา แต่หากภรรยาไม่มีรายได้ในปีภาษีนั้น ๆ สามีจึงจะสามารถใช้สิทธิฝากครรภ์และคลอดบุตรได้
  • ใช้ใบเสร็จรับเงิน และใบรับรองแพทย์เป็นหลักฐานในการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี

7. ประกันชีวิต

ในกรณีที่จ่ายเบี้ยประกันชีวิตทั่วไป หรือเงินฝากแบบมีประกันชีวิตในช่วงปีที่ผ่านมา สามารถนำค่าเบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายตลอดทั้งปีมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยจะต้องเป็นกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองระยะเวลา 10 ปีขึ้นไป ที่ทำกับบริษัทประกันในประเทศไทยเท่านั้น

8. ประกันสุขภาพลดหย่อนภาษี

ค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้มี 2 กรณีคือ

1.ค่าเบี้ยประกันสุขภาพตนเอง : สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่จ่ายมาตลอดทั้งปี ได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับค่าเบี้ยประกันชีวิตทั่วไป หรือเงินฝากแบบมีประกันชีวิต จะต้องไม่เกิน 100,000 บาท และจะต้องเป็นประกันสุขภาพในกลุ่มต่อไปนี้

  • ประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองการรักษาพยาบาล เนื่องจากอาการเจ็บป่วยและอาการบาดเจ็บ ชดเชยทุพพลภาพและการสูญเสียอวัยวะ เนื่องจากการเจ็บป่วยหรืออาการบาดเจ็บ
  • ประกันอุบัติเหตุ ที่ให้ความคุ้มครองการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก
  • ประกันสุขภาพโรคร้ายแรง (Critical Illnesses)
  • ประกันสุขภาพระยะยาว (Long Term Care)

2.ค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา : สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท และพ่อแม่จะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องให้พ่อแม่มีอายุครบ 60 ปี

9. ประกันชีวิตแบบบำนาญ

ค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และสามารถใช้ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 200,000 บาท และจะต้องเป็นประกันบำนาญที่มีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป ทำและจะต้องทำกับบริษัทประกันในประเทศไทยเท่านั้น

10. ค่าลดหย่อนประกันสังคม

เนื่องจากสิ้นสุดการปรับอัตราประกันสังคมจาก 5% เหลือ 3% ในเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2565 ทำให้อัตราเงินสมทบประกันสังคมในปี 2566 ได้ถูกปรับกลับมาเป็น 5% ตามเดิม ส่งผลให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่จ่ายเงินสมทบประกันสังคมในปี 2566 จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 9,000 บาท (หมายเหตุ : จำนวนเงินสมทบประกันสังคมอาจเปลี่ยนแปลงได้ หากมีการประกาศปรับลดเงินสมทบประกันสังคมในอนาคต)

11. ดอกเบี้ยบ้าน

หากในช่วงปีที่ผ่านมาได้ซื้อที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโดฯ สามารถนำดอกเบี้ยที่เกิดจากการซื้อที่อยู่อาศัยมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ในกรณีที่ซื้อแบบกู้ร่วม สิทธิลดหย่อนภาษีจะเฉลี่ยตามจำนวนคนร่วมกู้ โดยมีเงื่อนไขเพิ่มเติมคือ

  • สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีกับการซื้อที่อยู่อาศัยกี่หลังก็ได้ แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  • ต้องใช้เอกสารรับรองการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่เจ้าหนี้ออกให้ เป็นหลักฐานในการลดหย่อนภาษีด้วย

12. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

สามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ใด ๆ ก็ได้ อาทิ หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ และสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องจ่ายภาษี ตามที่จ่ายจริง แต่เมื่อรวมกับกองทุนการออมเพื่อเกษียณอื่น ๆ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท และมีเงื่อนไขอื่น ๆ เพิ่มเติมดังนี้

  • ต้องถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ซื้อครั้งแรก และสามารถขายได้ตอนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
  • ไม่มีขั้นต่ำในการซื้อกองทุน RMF แต่จะต้องทำการซื้อต่อเนื่องทุกปี
  • สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามเกณฑ์ใหม่ได้ในปีที่เริ่มลงทุน ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป

13. กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)

กองทุนรวมเพื่อการออม SSF หรือ Super Saving Fund สามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ใด ๆ ก็ได้ อาทิ หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ และสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องจ่ายภาษี ตามที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกิน 200,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนการออมเพื่อเกษียณอื่น ๆ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท และมีเงื่อนไขอื่น ๆ เพิ่มเติมดังนี้

  • ต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่ต่ำกว่า 10 ปี นับจากวันที่ซื้อกองทุน
  • ไม่มีขั้นต่ำในการซื้อกองทุน SSF และไม่ต้องซื้อกองทุนต่อเนื่องทุกปี
  • สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ภายในปี 2563-2567

14. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กบข./กองทุนสังเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน

โดยสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องจ่ายภาษี ตามที่จ่ายจริงแต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

15. กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดปีละ 13,200 บาท และเมื่อรวมกับกองทุน RMF, กบข., กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนสังเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน, เบี้ยประกันบำนาญ จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท

16. บริจาคลดหย่อนภาษี

เงินบริจาคลดหย่อนภาษี ตามที่กฎหมายกำหนดประกอบด้วย

  • บริจาคลดหย่อนภาษี 2 เท่า หากคุณบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬา พัฒนาสังคม และโรงพยาบาลรัฐ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของเงินที่บริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อน โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อหน่วยงาน หรือโรงพยาบาลที่เข้าเงื่อนไขได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร
  • บริจาคลดหย่อนภาษีทั่วไป สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหัก
  • บริจาคพรรคการเมือง ลดหย่อนภาษี สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท

17. กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG fund)

สามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ในประเทศไทยเท่านั้น อาทิ หุ้นไทยในตลาด SET และ mai ตราสารหนี้ไทย โดยมีเงื่อนไขต้องเป็นหุ้นที่จดทะเบียนที่ได้รับการคัดเลือกจากตลาดหลักทรัพย์ฯว่ามีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) หรือด้านความยั่งยืน (ESG)

และหุ้นที่มีการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตราสารหนี้ที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การเสนอขายตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องด้านความยั่งยืน ประกอบด้วย Green Bond Sustainability Bond และ Sustainability-linked Bond รวมถึงโทเค็นดิจิทัลเพื่อการระดมทุนที่เกี่ยวข้องด้านความยั่งยืน

โดยสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องจ่ายภาษี ตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ไม่นับรวมกับกองทุนการออมเพื่อเกษียณอื่น ๆ โดยมีเงื่อนไขอื่น ๆ เพิ่มเติมดังนี้

  • ต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่ต่ำกว่า 8 ปี นับจากวันที่ซื้อกองทุน
  • สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตั้งแต่ในปี 2566-2575

18. ช้อปดีมีคืน 2566

มาตรการ “ช้อปดีมีคืน” เป็นการลดหย่อนภาษีปี 2566 จากการใช้จ่ายจริงสูงสุด 40,000 บาท เมื่อซื้อสินค้าและบริการพร้อมออกใบกำกับภาษี ซึ่งมีมาตรการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ถึง 15 ก.พ. 2566 ที่ผ่านมา แบ่งเป็น

1) ค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการ จำนวนไม่เกิน 30,000 บาทแรก จะต้องมีใบกำกับภาษีในรูปแบบกระดาษหรือใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากร

(2) ค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการ จำนวนไม่เกิน 10,000 บาทที่เหลือ จะต้องมีใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากรเท่านั้น

สำหรับสินค้าประเภทหนังสือ e-Book และสินค้า OTOP จะต้องใช้ใบเสร็จรับเงินด้วย ส่วนค่าสินค้าและบริการบางชนิดที่ไม่เข้าร่วมมาตรการ ได้แก่ ค่าซื้อสุรา เบียร์ และไวน์ ค่าซื้อยาสูบ ค่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ ค่าซื้อหนังสือพิมพ์และนิตยสาร ค่าบริการจัดนำเที่ยว ค่าที่พักในโรงแรม ค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าบริการสัญญาณโทรศัพท์ ค่าบริการสัญญาณอินเทอร์เน็ต

รวมถึงค่าบริการสำหรับบริการที่มีข้อตกลงการให้บริการระยะยาว และค่าเบี้ยประกันวินาศภัย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...