โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

54 ปี มูลนิธิรามาธิบดีฯ สานต่อแนวคิด “ความสุขจากการให้…ไม่สิ้นสุด”

The Reporters

อัพเดต 31 ม.ค. 2566 เวลา 09.23 น. • เผยแพร่ 31 ม.ค. 2566 เวลา 09.23 น.

เร่งระดมทุนในระยะ 8 ปีต่อจากนี้ เน้น 2 โครงการสำคัญ โครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี และโครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้

วันนี้ (31 ม.ค. 66) พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ เผยข้อมูลสรุปผลการทำงานในปี 2565 และทิศทางต่อไปของปี 2566 ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อสานต่อแนวคิดความสุขจากการให้…ไม่สิ้นสุด” โดยเฉพาะ 2 โครงการสำคัญ ซึ่งมีความจำเป็นต้องเร่งระดมทุน ในระยะเวลา 8 ปีต่อจากนี้ อาทิ โครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี และโครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้ เนื่องจากทั้ง 2 โครงการยังขาดงบประมาณอีกมากในการก่อสร้าง

ส่วนหนึ่งเพื่อให้ รพ.รามาธิบดี มีโรงพยาบาลหลักแห่งใหม่ เพื่อรองรับผู้ป่วยทั่วไปราว 2 ล้านคน ให้ได้รับการรักษาที่ดีและมีประสิทธิภาพ และเพื่อลดความแออัดในรพ.รามาธิบดี ผ่านการสนับสนุนของมูลนิธิรามาธิบดีฯ พร้อมกันนี้ได้เผยเทรนด์ ของการบริจาคเงินของคนไทย โดยเฉพาะคนกลุ่มเจน Z หรือกลุ่มคนอายุ 29-40 ปี ที่ปัจจุบันให้ความสำคัญกับบริจาคเงิน เพื่อทำบุญผ่านทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเพราะตระหนักถึง ความเจ็บป่วยเป็นเรื่องใกล้ตัว

พรรณสิรี กล่าวว่า “ในปี พ.ศ. 2566 นี้ มูลนิธิรามาธิบดีฯจะมีอายุครบ 54 ปี ตลอดการดำเนินงานเรามุ่งมั่นทำงานในฐานะองค์กรการกุศล ที่มีภารกิจในการระดมทุนเพื่อพันธกิจของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยจะเห็นได้จากความคืบหน้าของโครงการต่างๆ ทั้งโครงการระยะสั้นและระยะยาวที่มูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้ระดมทุน ซึ่งปัจจุบันมูลนิธิรามาธิบดีฯ มีโครงการระดมทุนหลายโครงการด้วยกัน เช่น 1.โครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี 2.โครงการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ เพื่อสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์3.โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้ 4.โครงการทุนการศึกษารามาธิบดี 5.โครงการรามาธิบดีเพื่อโรงพยาบาลชุมชน 6.โครงการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด

โดยในปี พ.ศ. 2566 นี้ มูลนิธิรามาธิบดีฯมีโครงการหลัก ที่จะต้องเร่งระดมทุนใน 2 โครงการดังนี้

1.โครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี

โครงการใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อกลางเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา โดยเป็นอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีแห่งใหม่ ที่จะทำหน้าที่ทดแทนอาคารเดิม ผู้ป่วยที่มาใช้บริการสามารถใช้สิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเต็มศักยภาพเทียบเท่าอาคารเดิม มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา และความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้บริการ ให้ได้รับการบริการทางการแพทย์ ที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะโรคที่มีความซับซ้อน ซึ่งถือเป็นความเชี่ยวชาญของบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อเป็นต้นแบบทางการรักษาให้กับโรงพยาบาลอื่นๆ ต่อไป

โครงการนี้จะเป็นอาคารสูง 25 ชั้น และมีชั้นใต้ดิน 2 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ส่วนหนึ่งของด้านหน้าองค์การเภสัชกรรม มีขนาด 15 ไร่ 2 งาน 24 ตารางวา และมีพื้นที่ใช้สอยกว่า 278,000 ตารางเมตร ซึ่งมากกว่าพื้นที่ใช้สอยของอาคารสมเด็จพระเทพรัตน์เกือบ 3 เท่า โดยคาดการณ์ว่าสามารถให้บริการผู้ป่วยนอกได้ถึง 2.5 ล้านครั้งต่อปี และให้บริการผู้ป่วยในได้ถึง 55,000 คนต่อปี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการภายในปี พ.ศ 2571 (อีก 5 ปีข้างหน้า) และแม้จะได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐบางส่วน แต่โครงการยังคงขาดงบประมาณ ด้านการก่อสร้างอาคารประมาณ 3,000 ล้านบาท และการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ทันสมัย ที่มีมูลค่าสูงประมาณ 6,000 ล้านบาท ดังนั้นมูลนิธิรามาธิดีฯ จำเป็นต้องให้การสนับสนุนโครงการก่อสร้างนี้ อยู่ที่ประมาณ 9,000 ล้านบาท เนื่องจากเครื่องมือแพทย์บางชนิด มีราคาสูงถึงชิ้นละ 200 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการลงทุนช่วยชีวิตผู้ป่วยที่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาว ที่สำคัญช่วยลดระยะเวลาในการผ่าตัด 9 โมง ในกลุ่มโรคแปลก หรือโรครักษายาก”

2.โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้

เป็นโครงการเก่าแก่ที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับการก่อตั้งมูลนิธิรามาธิบดีฯ โดยก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่เข้ามารักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี แต่ไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่าย ในการรักษาพยาบาลได้ ซึ่งครอบคลุมผู้ป่วยยากไร้ในทุกประเภท ได้แก่ ผู้ป่วยจากสถานสงเคราะห์ ผู้ป่วยจิตเวช ภิกษุ แม่ชี ผู้ป่วยเร่ร่อน ผู้ป่วยจากภัยพิบัติ ผู้ป่วยต่างด้าว รวมถึงผู้ป่วยระดับกลางที่ใช้สิทธิประกันตน หรือใช้ประกันสุขภาพถ้วนหน้า เนื่องจากมีข้อจำกัดในการใช้สิทธิหลายกรณี เช่น สิทธิไม่ครอบคลุมบางโรค ยาหรืออุปกรณ์การแพทย์บางรายการ ไม่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติที่ผู้ป่วยต้องชำระเพิ่มเติมเอง

นอกจากนี้ยังช่วยเหลือครอบคลุม ไปดูแลปัญหาด้านจิตใจ ครอบครัว และช่วยค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่นๆ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากรามาธิบดี มีความเชี่ยวชาญ และเป็นความหวังของผู้ป่วยทางด้านโรคซับซ้อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรคที่ต้องใช้ค่ารักษาสูงมาก และใช้ระยะเวลาการรักษาเป็นเวลานาน ดังนั้น จึงทำให้จำนวนผู้ป่วยที่ต้องการการสนับสนุนเรื่องเงินสำหรับค่ารักษาพยาบาลนั้น มีจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยในแต่ละปีมูลนิธิได้ใช้งบประมาณการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ เป็นจำนวนเงินกว่า 100 ล้านบาท

3.แคมเปญ “ความสุขจากการให้…ไม่สิ้นสุด”

แคมเปญที่ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์แห่ง “การให้” จากน้ำใจของคนไทยผ่านการรวบรวมเสียงแทนคำขอบคุณ ของเหล่าผู้ป่วยภายใต้โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้ ที่ได้รับการช่วยเหลือด้านค่ารักษาพยาบาลจากน้ำใจของคนไทย และเพื่อตอกย้ำว่า “การให้” จาก “ผู้บริจาค” ที่ส่งต่อความสุขไปยังผู้รับหรือ “ผู้ป่วย”ยังทำให้เกิดความสุขอีกหลากหลายรูปแบบ เช่น ความสุขของผู้บริจาคที่ได้เห็นผู้ป่วยหายดีได้กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว หรือการมอบทุนทรัพย์ให้กับนักศึกษาผ่านโครงการ “ทุนการศึกษารามาธิบดี” เพื่อมุ่งสร้างบุคลากรทางการแพทย์ ให้นำความรู้มาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในสังคมไทย

ส่วนเทรนด์การทำกิจกรรมการกุศล ของคนยุคใหม่ เช่น การบริจาคเงินแบบ Online Donation ผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การทำบุญออนไลน์ ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด เช่นเดียวกับภาคส่วนอื่นๆของสังคม ทางมูลนิธิรามาธิบดีฯ เองได้ทำการปรับปรุงการให้บริการด้วยเทคโนโลยีทันสมัยตลอดมา บนพื้นฐานของการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยต่อการทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อให้ผู้บริจาคสะดวกสบายที่สุด รวมถึงช่องทางการสนับสนุนของที่ระลึกการกุศลทางออนไลน์อีกด้วย ซึ่งมูลนิธิรามาธิบดีเองก็มี ช่องทางการรับบริจาคออนไลน์ที่จัดทำมามากกว่า 10 ปี

“ปัจจุบันคนทำบุญมากขึ้น แต่กลุ่มคนที่บริจาค ก็มักจะมีความคาดหวังมากขึ้นเช่นกัน มูลนิธิฯจำเป็นต้องปรับตัว ตามความคาดหวังของผู้บริจาค เพราะเราเข้าใจเรื่องราวว่า การที่เขาบริจาคเงินเข้ามาแล้ว ไม่ใช่ว่าเรามองว่าได้เงินแล้วไม่มีการตอบกลับ แต่เรามองว่าผู้บริจาคให้ด้วยความตั้งใจ เขาทำดี และเราก็ต้องขอบคุณเขา และมอบความรู้สึกดีๆกลับไป อย่าให้เขาหงุดหงิด ที่ผ่านมามีน้องๆที่วาดรูปให้พี่ๆที่ช่วยบริจาคเงิน ให้กับโครงการช่วยเหลือต่างๆ ซึ่งก็เป็นการขอบคุณเล็กๆน้อยๆจากเด็กๆ ที่เรียกกันว่าสุขสลิปค่ะ”

ทั้งนี้กลุ่มผู้บริจาคในปีที่ผ่านมา รวมถึงภาพรวมในปี 2566 นี้ สัดส่วนกลุ่มผู้บริจาคบุคคลธรรมดากว่า 40% ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ มาจากผู้บริจาคกลุ่ม Gen X ที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป โดยมีสัดส่วนของผู้บริจาคที่อยู่ในช่วงอายุ 45-60 ปี และ 60 ปีขึ้นไปใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริจาคที่มียอดบริจาคต่อรายสูงที่สุด เมื่อเทียบกับผู้บริจาคบุคคลธรรมดาในช่วงอายุอื่นๆ แต่จากช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมาระหว่างปี พ.ศ. 2563-2564 มูลนิธิฯ มียอดบริจาคจากกลุ่ม Gen Z (9-24 ปี) สูงขึ้น 2 เท่าจากช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19 จากการระดมทุนเพื่อโครงการเร่งด่วน แต่ในปีพ.ศ. 2565 ยอดบริจาคจากผู้บริจาคกลุ่มนี้ลดลงเล็กน้อย แต่ยังคงมียอดบริจาคสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19

“สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือคนเจน Gen Z ที่อายุประมาณ 29 ปีไปจนถึง 40 ปี เป็นกลุ่มที่นิยมการบริจาคเงินผ่านออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากคนกลุ่มนี้ตระหนัก ถึงความเจ็บป่วยว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว ประกอบกับช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาทำให้มองเห็นความความเจ็บป่วย สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ส่วนเหตุผลเรื่องของยอดบริจาคเงินที่น้อยลง เมื่อเทียบการบริจาคช่วงก่อนโควิด-19 ระบาดนั้น เป็นผลมาจากคนกลุ่มอายุนี้ บริจาคเงินในจำนวนที่ไม่สูงมาก แต่ช่วงอายุของคนที่ทำบุญ ด้วยการบริจาคออนไลน์นั้น มีอายุที่น้อยลง จากเหตุผลข้างต้นที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งต่อจากนี้ทางมูลนิธิฯคาดว่า จะพัฒนารูปแบบเพื่อให้คนกลุ่มนี้ มีส่วนในการร่วมแบ่งปันผ่านการบริจาคมากขึ้น ทั้งนี้เราไม่ได้คาดหวังยอดการบริจาคจำนวนมาก แต่ต้องการผลักดันรูปแบบของการทำบุญให้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น การประชาสัมพันธ์การบริจาค ผ่านทางแอพพิเคชั่น TikTok เป็นต้น รวมถึงช่องทางอื่นๆด้วย ที่สำคัญสัดส่วนของคนกลุ่มนี้ ระหว่างการบริจาคเงินผ่านทางออนไลน์ และการช้อปปิ้งสินค้าที่ระลึก คิดเป็นในอัตราส่วนที่เท่ากัน เพราะสินค้าการกุศลบางชิ้น มาจากการที่คนกลุ่มนี้เป็นแฟนคลับ ของศิลปินที่มาร่วมการกุศลกับเราค่ะ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...