โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

บริษัทอเมริกันแชมป์จัดการดีเด่นแห่งปี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 ก.พ. 2566 เวลา 15.43 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. 2566 เวลา 08.43 น.

“ถึงแม้ธุรกิจไฮเทคทั้งหลาย กำลังดิ้นรนต่อยอดให้แก่กิจการของตนยืนหยัดโดดเด่นต่อไป แต่นักวิเคราะห์มองว่า การรักษาตำแหน่งผู้นำในฐานะบริษัทจัดการดีเด่นตามเกณฑ์ที่วางไว้ คงไม่ง่ายอีกแล้ว เนื่องจากภาคธุรกิจแขนงอื่นๆ ดูเหมือนจะตื่นตัวและมีการพัฒนาองค์กร พร้อมเทคโนโลยีที่ถูกใจลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน”

ขอเก็บตกงานวิจัยล่าสุดก่อนอำลาปีเสือเพียงไม่กี่วัน หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ The Wall Street Journal อุตส่าห์นำผลงานของสถาบัน Drucker Institute แห่งมหาวิทยาลัย Claremont Graduate University ออกมาเผยแพร่การจัดอันดับบริษัทสหรัฐฯที่มีการบริหารจัดการยอดเยี่ยมในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ปรากฏว่า Microsoft Corp ยังคงรั้งตำแหน่งแชมป์ไว้ได้อย่างเหนียวแน่นเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ซึ่งอาจดูไม่ค่อยน่าตื่นตาตื่นใจสักเท่าไหร่ เพราะพวกบริษัทไฮเทคมักจะได้คะแนนค่อนข้างสูงเป็นประจำ แต่คราวนี้ ไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว เพราะกลุ่มไฮเทคชั้นนำที่เคยยึด 5 อันดับแรกของโผ Drucker กลับหล่นหายไป 2 บริษัท ปล่อยให้ค่ายรถยนต์และธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ได้เข้ามากระทบไหล่พวกไฮเทคอย่างไม่สะทกสะท้าน โดย General Motors Co วิ่งแซงเข้าสู่อันดับที่ 4 ของตาราง ตามมาด้วย Whirlpool Corp เข้ามาอยู่ในอันดับที่ 5 ส่วนอันดับที่ 2 และ 3 ยังคงเป็นของกลุ่มไฮเทคชั้นนำ ได้แก่ Apple Inc และ International Business Machines (IBM) คนในวงการธุรกิจต่างซุบซิบถึงบริษัทไฮเทคที่ผลงานกะปลกกะเปลี้ยลง เนื่องมาจากผลประกอบการไม่ค่อยสดใส อัตราการขยายตัวของรายได้ส่วนใหญ่ชะลอตัวลง ซึ่งว่าไปแล้วก็น่าจะเป็นเรื่องธรรมดา เพราะธุรกิจไฮเทคเฟื่องฟูสุดขีดในช่วงโควิดระบาดหนักเมื่อปี 2020 และ 2021 เพราะใครๆ ก็ต้องพึ่งเทคโนโลยีกันทั้งนั้น เพื่อลดการติดต่อกันแบบซึ่งหน้า แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลงในปี 2022 อีกทั้ง บรรดาธุรกิจต่างๆ และครัวเรือนได้มีการลงทุนและซื้อพวกไฮเทคไว้เยอะแล้วในช่วงโควิด จึงทำให้ความต้องการสินค้ากลุ่มไฮเทคแผ่วลงในปี 2022 การจัดอันดับบริษัทที่มีการบริหารจัดการดีเด่น ได้ทำการศึกษาจากบริษัทลุงแซมจำนวนทั้งหมดมากกว่า 900 บริษัท และ จะคัดเลือกที่เข้าหลักเกณฑ์เพียง 250 บริษัทมาทำการจัดอันดับ หรือที่เรียกว่า The Management Top 250 Ranking ซึ่งหลักเกณฑ์สำคัญที่บริษัทต้องผ่านไปให้ได้ อาทิ ความพึงพอใจของลูกค้า การพัฒนาและการมีส่วนร่วมของพนักงาน นวัตกรรมในธุรกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคม และความแข็งแกร่งทางการเงิน Microsoft ทำคะแนนได้ดีในหลักเกณฑ์เหล่านั้น ติดท็อปเท็นในแต่ละแขนงเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะคะแนนด้านนวัตกรรม ซึ่งครั้งหนึ่ง Amazon เคยได้คะแนนนำในแขนงนี้ แต่ในที่สุดก็ต้องเสียเก้าอี้ให้แก่ Microsoft อย่างน่าเสียดาย ว่ากันว่า เป็นเพราะวิสัยทัศน์ของ CEO Satya Nadella ที่เข้ามาร่วมงานกับ Microsoft ในปี 2014 และเริ่มบุกเบิกงานด้าน Cloud Computing Service อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นนวัตกรรมที่ขาดไม่ได้เสียแล้วในแวดวงธุรกิจต่างๆ ในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีข้อมูลมหาศาล จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีด้าน Cloud Computing กันทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม Micosoft ก็ไม่ได้หนังเหนียวกว่าบริษัทไฮเทคอื่นๆ หลังจากที่ธุรกิจฟู่ฟ่าในช่วงโควิด บริษัทก็ต้องเลียแผลเช่นกันในรอบปีที่แล้ว โดยรายได้จากธุรกิจด้านอื่นๆ ลดลงหมด ยกเว้น ธุรกิจด้าน Cloud Computing Service ที่ยืนหยัดทำรายได้เพิ่มขึ้น 35% จึงทำให้คะแนนด้านความเข้มแข็งทางการเงินยังไปไหว ลูกค้าของ Microsoft ไว้วางใจที่จะใช้บริการด้าน Cloud Computing อย่างกว้างขวาง จะว่าไปแล้ว Amazon ก็มีธุรกิจบริการด้าน Cloud เช่นกัน แต่การบริหารจัดการแขนงอื่นๆ กลับผิดพลาดยุ่งเหยิง ทำให้คะแนนความพึงพอใจของลูกค้าเหือดหาย และพลอยฉุดให้คะแนนในหลักเกณฑ์อื่นๆ แย่ลงตามไปด้วย จึงส่งผลให้ Amazon จำต้องหลุดจากอันดับ 2 ของโผ Drucker มาอยู่ในอันดับที่ 8 ในปี 2022 นักวิเคราะห์ระบุว่า พฤติกรรมทางธุรกิจของกลุ่มไฮเทค น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคและสังคมทั่วไป เริ่มหวาดระแวงและไม่ค่อยพอใจธุรกิจเหล่านี้เท่าใดนัก เพราะชักมีอิทธิพลและบทบาทในแวดวงเศรษฐกิจและธุรกิจมากเกินไป รวมถึงยังมีการกระจุกตัวด้านการตลาดของบริษัทไฮเทคเหล่านี้อีกด้วย ทำให้ความเชื่อมั่นของลูกค้าที่ใช้บริการของกลุ่มไฮเทคเหล่านี้ค่อยๆ เสื่อมถอยลง จะเห็นได้ว่า บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำหลายแห่งมีอันดับร่วงลงเป็นแถว เช่น Google, Uber Technologies, Saleforce, Cisco System, Intel, Adobe และ HP โดยเฉพาะ Twitter ไม่ได้ร่วมอยู่ในกลุ่ม Top 250 ด้วยซ้ำไป อาจเป็นเพราะความวุ่นวายในเรื่องการบริหารจัดการในองค์กร แต่ถึงกระนั้น รายงานระบุว่า ไม่น่าเกี่ยวกับ Elon Musk เพราะการจัดอันดับได้ใช้ข้อมูลก่อนที่มหาเศรษฐี Musk เข้ามาควบคุมกิจการ Twitter ที่น่าสลดอีกบริษัทหนึ่งก็คือ Mata Platforms หรือที่เรียกกันคุ้นปากว่า Facebook ปรากฏว่า ในหลักเกณฑ์ที่ใช้ประมวลผล บริษัทได้คะแนนลดลงทั้งแผง โดยเฉพาะด้านความพึงพอใจของลูกค้า ทำให้ Meta มีอันดับดิ่งลงมาอยู่ที่ 130 ในปี 2022 จากอันดับเดิมที่ 31 ในปี 2021 ทำไงได้ในเมื่อบริษัทมัวแต่ทะเลาะกับผู้คุมกฎของประเทศต่างๆ ในการทำธุรกิจในประเทศเหล่านั้น จนผู้บริหาร Mark Zuckerberg อาจไม่มีเวลามาขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ๆ อย่าง metaverse อย่างเต็มที่ ทำให้ผลงานของบริษัทไม่เข้าตากรรมการและลูกค้าเท่าที่ควร ถึงแม้สถานการณ์ในแวดวงไฮเทคจะดูเหมือนอ่อนล้าลง แต่น่าจะเป็นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น โดยเฉพาะกลุ่ม Big Five ได้แก่ Microsoft, Amazon, Apple, Google และ Meta ซึ่งมีรายได้รวมกันในปี 2021 เป็นจำนวนเงินถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ คงไม่ยอมนิ่งดูดายให้ธุรกิจของตนอับเฉาในอนาคตเป็นแน่ อีกทั้งยังเชื่อยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่ว่า The Bigger, The Better หรือ ยิ่งขยายธุรกิจมากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีกับบริษัทมากเท่านั้น และ เป้าหมายของการขยายธุรกิจของกลุ่มไฮเทคที่กำลังเป็นที่จับตามองก็คือ การรุกเข้าสู่ธุรกิจการเงินการธนาคาร เป็นข่าวฮือฮากันไม่น้อยในช่วงเดือนธันวาคม 2022 เมื่อ Microsoft จับมือเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับตลาดหุ้นลอนดอน (The London Stock Exchange : LSE) โดยบริษัททั้งสองมีสัญญาทางธุรกิจระหว่างกัน 10 ปี โดย Microsoft จะช่วยเข้าไปบริหารจัดการด้านข้อมูลของตลาดหุ้นลอนดอนที่มีจำนวนมหาศาลอย่างเป็นระบบ พร้อมกับทำการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นอย่างละเอียด เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจอย่างเต็มที่ ซึ่ง Microsoft จะใช้โปรแกรมที่ทางบริษัทมีอยู่ทั้งหมด มาช่วยบริหารงานของตลาดอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ Microsoft ยังซื้อหุ้นของ LSE เป็นจำนวน 4% ของหุ้นทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่าราว 2,000 ล้านดอลลาร์ โดยผู้บริหารระดับสูงด้าน Cloud Computing ของบริษัท Microsoft ได้แก่ นาย Scott Guthrie จะเข้ามาเป็นกรรมการในตลาดหุ้นลอนดอน หรือ LSE ด้วย การเข้ามาร่วมบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลให้แก่ LSE จะช่วยให้ Microsoft มีรายได้จากสัญญาว่าจ้างอย่างเป็นกอบเป็นกำตลอดระยะเวลา 10 ปี แถมยังมีโอกาสขยายธุรกิจอื่นๆ อีก ตามกระแสของโลกการเงินในอนาคต เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่ได้มีแค่ Microsoft เท่านั้น ที่คิดจะร่วมงานกับตลาดหุ้น ก่อนหน้านี้ Google ก็ใช้ธุรกิจด้าน Cloud เข้าไปบริหารข้อมูลให้แก่ตลาดอนุพันธ์ชั้นนำของโลกอย่าง CME มาแล้ว ขณะที่ Amazon ก็เข้าไปทำธุรกิจร่วมกับตลาดหุ้น Nasdaq เช่นกัน ความสนใจของกลุ่มไฮเทค ไม่ได้จำกัดเฉพาะแวดวงตลาดหุ้นที่มีข้อมูลมหาศาลที่จะต้องบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเท่านั้น พวกกลุ่มธุรกิจการเงินแขนงอื่นๆ เช่น ธนาคาร ประกันภัย รวมถึงธุรกิจด้านการชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล หรือแม้แต่ธุรกิจด้านบัตรเครดิต ก็ล้วนเป็นเป้าหมายให้พวก Big Five ขยับเข้าไปมีเอี่ยวเต็มไปหมด เพราะถือว่าพวกตนมีเทคโนโลยีขั้นสูงที่สามารถช่วยให้สถาบันการเงินเหล่านั้น ทำงานกับกองข้อมูลของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังนำข้อมูลที่วิเคราะห์เป็นอย่างดี ไปวางเป็นยุทธศาสตร์ทางการตลาดได้อย่างเหมาะสม สร้างเม็ดเงินให้แก่สถาบันการเงินอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การขยับท่าทีของกลุ่มไฮเทคที่เข้าไปพัวพันกับธุรกิจเงินๆ ทองๆ มากขึ้น ย่อมทำให้บรรดาธนาคารกลางและหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านการเงินอยู่เฉยคงไม่ได้ เพราะธุรกิจการเงินการธนาคารมีความอ่อนไหวสูง ด้วยเหตุนี้ จึงมีเสียงเปรยๆ ออกมาว่า กลุ่มไฮเทคที่จับไม้จับมือกับสถาบันการเงิน อาจจำเป็นต้องโดนทดสอบความเข้มแข็งของเงินกองทุน หรือ Stress Tests เหมือนที่แบงก์ชั้นนำต้องทำการทดสอบทุกปี และยังต้องเปิดเผยข้อมูลตามคำขอของแบงก์ชาติหรือหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านการเงินอีกต่างหาก เชื่อว่ากลุ่มไฮเทคคงไม่หวั่นเรื่องทดสอบความแข็งแรงทางการเงินสักเท่าไหร่ เพราะเล็งเห็นกระแสรายได้จะเข้ามายังธุรกิจไฮเทคมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ผุดขึ้นทุกวัน ย่อมเป็นแรงดึงดูดให้ธุรกิจแขนงอื่นๆ ต้องการเป็นพันธมิตรร่วมงานด้วย เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่จะต้องนำไปพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านั้นเอง สู้ใช้บริการของพวกไฮเทคชั้นนำดีกว่า เช่น ระบบ Cloud Computing Service และ ระบบ AI เป็นต้น ถึงแม้ธุรกิจไฮเทคทั้งหลาย กำลังดิ้นรนต่อยอดให้แก่กิจการของตนยืนหยัดโดดเด่นต่อไป แต่นักวิเคราะห์มองว่า การรักษาตำแหน่งผู้นำในฐานะบริษัทจัดการดีเด่นตามเกณฑ์ที่วางไว้ คงไม่ง่ายอีกแล้ว เนื่องจากภาคธุรกิจแขนงอื่นๆ ดูเหมือนจะตื่นตัวและมีการพัฒนาองค์กร พร้อมเทคโนโลยีที่ถูกใจลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เห็น General Motor ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่เมืองลุงแซม กระโดดจากอันดับที่ 16 มาอยู่ในอันดับ 4 ของปี 2022 และไม่ได้ฉายเดี่ยว ปรากฏว่าเพื่อนร่วมวงการยานยนต์อย่าง Ford Motor Co และ Tesla Inc ก็ล้วนกระโจนสู่อันดับดีขึ้นอย่างชัดเจนเหมือนกัน โดย Ford วิ่งมาอยู่ในอันดับที่ 15 จากเดิมอยู่ที่ 26 และที่น่ามหัศจรรย์ก็คือ Tesla พุ่งทะยานจากอันดับเกือบบ๊วย 249 ในปี 2021 มาอยู่ในอันดับที่ 76 ในปี 2022 รายงานของ Drucker ระบุว่า การที่วงการรถยนต์ให้ความสำคัญกับการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง ได้ส่งผลให้คะแนนด้านความรับผิดชอบต่อสังคมสูงลิ่ว อีกทั้งธุรกิจรถยนต์ยังมีการพัฒนาเรื่องความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมสะอาดอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้บริษัทรถยนต์โกยคะแนนความพึงพอใจของลูกค้าไปเต็มๆ รวมถึงการส่งมอบรถยนต์ใหม่ก็เริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น หลังจากปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทานคลี่คลายในช่วงโควิด ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้วงการรถยนต์กลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัด เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อสิ้นสุดเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว สัดส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯมีเพียง 6% แต่เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า จากเมื่อ 2 ปีก่อน และมีแนวโน้มความต้องการจะขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนอเมริกันเริ่มเปิดใจรับนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว General Motors (GM) เปิดเผยว่า ยอดสั่งจองรถยนต์ไฟฟ้ายาวเหยียด บริษัทจำเป็นต้องเร่งการผลิตแบตเตอรี่คุณภาพสูง เพื่อป้อนรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่างๆ ของบริษัท ทั้งนี้ GM คาดว่าบริษัทจะมีกำไรเป็นกอบเป็นกำในตลาดอเมริกาเหนือภายในปี 2025 ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากเงินอุดหนุนของรัฐบาลลุงแซมในธุรกิจที่เกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ๆ ส่วนบริษัท Ford ก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าและซอฟต์แวร์ยานยนต์เช่นกัน ถึงขนาดจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้าน และทุ่มเงินลงทุนด้านรถยนต์ไฟฟ้าถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ โดยวางเป้าหมายที่จะผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 2 ล้านคันต่อปี ภายในปี 2026 ถึงแม้ GM และ Ford จะเร่งเครื่องเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเต็มที่ เพราะผู้บริโภคอเมริกันอ้าแขนยอมรับแล้ว แต่บริษัทคงต้องเผชิญการแข่งขันกับจ้าวตลาดอย่าง Tesla แน่นอน ซึ่งมีโรงงานผลิตทั้งในสหรัฐฯและจีน โดยมีสัดส่วนยอดขายในแดนโคบาลถึง 70% ของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในสหรัฐฯช่วงครึ่งแรกของปี 2022 ทั้งนี้ คาดว่าค่ายรถยนต์อื่นๆ จำเป็นต้องเหยียบคันเร่งเต็มที่ เพื่อฉกฉวยสัดส่วนการตลาดจาก Tesla ให้สำเร็จ และ โอกาสความเป็นไปได้ก็พอจะมีบ้าง หากเจ้าของบริษัทอย่าง Elon Musk มัววุ่นวายกับธุรกิจ Twitter จนทำให้การบริหารจัดการ Tesla หย่อนยาน ในการจัดอันดับของ Drucker ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งก็คือ Whirlpool Corp บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำที่เราคุ้นเคยกันดี อย่างเครื่องซักผ้า ตู้เย็น ฯลฯ ปรากฏว่าทำคะแนนน่าพอใจ จนไต่อันดับจาก 39 ในปี 2021 มาอยู่ในอันดับที่ 5 ของปี 2022 โดยบริษัทได้รับคะแนนสูงด้านความพึงพอใจของลูกค้า และความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านนวัตกรรม ที่ผ่านๆ มา บริษัท Whirlpool มักอยู่ในตลาดคู่แข่งสูงอย่าง Samsung และ LG ที่มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีให้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าของตนอย่างต่อเนื่อง แต่วันนี้ Whirlpool หันมาทุ่มเทกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีเช่นกัน เรียกว่า อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าของ Whirlpool ทั้งหมด สามารถควบคุมด้วยระบบอินเตอร์เน็ต พร้อมนวัตกรรมเสริมอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อให้ลูกค้ายุคใหม่ใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าของบริษัทอย่างสะดวกสบาย พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ Whirlpool จะไม่ยอมปล่อยให้บริษัทแดนโสมเข้ามาแข่งง่ายๆ ในแดนโคบาลอีกต่อไป ปิดท้ายด้วยบริษัทชั้นนำที่เก็กซิมจากการจัดอันดับล่าสุด ได้แก่ Starbucks ซึ่งร่วงลงมาอยู่ที่ตำแหน่ง 109 ในปี 2022 จากเดิมที่อันดับ 82 แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นความผิดพลาดที่ยังน่าชื่นใจ เพราะปัญหาเกิดจากความต้องการของลูกค้าที่ใช้บริการมีจำนวนมาก แต่บริษัทตอบสนองไม่ทัน ทำให้งานบริการติดขัดไปหมด ทั้งนี้ คาดว่าบริษัทจะแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ เพราะอัศวินม้าขาว Howard Schultz อดีต CEO สองสมัย ซึ่งเกษียณไปแล้ว ได้กลับมาช่วยสะสางข้อบกพร่องให้ทั้งหมด รอดูผลงานฮีโร่ในการจัดอันดับครั้งต่อไปว่าจะกอบกู้วิกฤตศรัทธาของเหล่าคอกาแฟได้แค่ไหน!!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...