ความลักลั่นของการตัดสินว่าใครเป็น ‘เพศหญิง’ จากกรณีหญิงข้ามเพศในญี่ปุ่นที่เปลี่ยนคำนำหน้าได้ แม้ไม่ผ่าตัดแปลงเพศ ขณะที่อีกคนผ่าตัดแล้ว แต่ยังเปลี่ยนไม่ได้ เพราะเธอแต่งงานกับผู้หญิง
ถือเป็นประเด็นการต่อสู้ทางเพศที่น่าจับตาในประเทศญี่ปุ่น เมื่อหญิงข้ามเพศ 2 คน ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิการได้ใช้คำนำหน้านามเป็น นางสาว หรือ นาง และยืนยันการเป็นเพศ ‘หญิง’ ที่ควรจะถูกรับรองตามกฎหมาย คนหนึ่งทำได้สำเร็จ โดยที่ศาลตัดสินให้เธอสามารถเปลี่ยนเพศได้ แม้จะยังไม่ได้เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศก็ตาม ซึ่งนับเป็นมูฟเมนต์ที่หลายคนเริ่มมองเห็นความหวังถึงการมีอยู่ของกฎหมายทางเพศที่สนับสนุน LGBTQ+ อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคตขึ้นมา เพราะศาลมองเห็นความเป็นหญิงของเธอผู้นี้ โดยไม่ตัดสินจากอวัยวะเพศ
ทว่าหญิงข้ามเพศอีกคนที่ใช้ชีวิตเป็นผู้หญิงมานานหลายปี กลับไม่สามารถเปลี่ยนเพศได้ เนื่องจากเหตุผลที่ว่า ‘เคยแต่งงาน’ มาก่อน ซึ่งศาลเห็นว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ แม้ว่าคู่สมรสของเธอ จะมองเธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่งมาโดยตลอด และใช้ชีวิตในฐานะคู่รักแซฟฟิกกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งสะท้อนถึงการยังไม่มีชุดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายของความเป็นหญิงที่ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการรักได้แค่ผู้ชาย เพราะแม้จะรักผู้หญิงด้วยกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าหญิงข้ามเพศจะไม่ใช่ผู้หญิงแต่อย่างใด
โดยปกติแล้ว ตามกฎหมายของญี่ปุ่นกำหนดว่า บุคคลที่จะสามารถให้ศาลพิจารณาเปลี่ยนเพศได้ จะต้องมีคุณสมบัติ 5 ประการ ได้แก่ 1. มีอายุ 18 ปีขึ้นไป 2. ยังไม่แต่งงาน 3. ไม่มีบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 4. ไม่มีต่อมสืบพันธุ์ หรือสูญเสียการทำงานของต่อมสืบพันธุ์ไปแล้วถาวร และ 5. มีอวัยวะเพศคล้ายกับเพศที่ข้ามมา (เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ) นั่นทำให้การที่ศาลสูงของญี่ปุ่นอนุมัติการเปลี่ยนเพศของหญิงข้ามเพศคนหนึ่งที่ยังไม่ผ่าตัดเพื่อยืนยันเพศ เรียกเสียงยินดีจากประชาชนหลายต่อหลายคนถึงทัศนคติที่มองหญิงข้ามเพศที่ก้าวพ้นจากอวัยวะเพศ
ศาลสูงฮิโรชิมาเพิ่งตัดสินไปเมื่อวัน 10 กรกฎาคม หลังจากหญิงข้ามเพศผู้มีอายุ 40 ปีปลายๆ ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนเพศตามกฎหมาย แต่ถูกศาลชั้นต้นปฏิเสธไปในครั้งแรก ซึ่งเธอก็ต่อสู้กับทนายความต่ออย่างไม่ยอมแพ้ โดยบอกว่า การมีข้อกำหนดว่าต้องผ่าตัดแปลงเพศเท่านั้นถึงจะสามารถเปลี่ยนเพศได้ ทำให้เกิดภาระทางเศรษฐกิจ และทางกายภาพ เพราะแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่มีต้นทุนมากพอที่จะเข้ารับการผ่าตัด หรือกระทั่งมีความพร้อมในเรื่องของการรับมือร่างกายที่เปลี่ยนไป แถมยังเป็นการละเมิดสิทธิความเท่าเทียมตามรัฐธรรมนูญด้วย ทางด้านศาลฎีกาตัดสินว่า การมีข้อกำหนดว่าต้องทำหมันถึงจะสามารถเปลี่ยนเพศได้นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ และได้ส่งให้ศาลสูงกลับไปพิจารณาอีกครั้ง นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ศาลตัดสินให้เธอผู้นี้มีสิทธิเป็นผู้หญิงตามกฎหมายได้ เนื่องจากเธอได้ใช้ชีวิตโดยผ่านการเทกฮอร์โมนมาแล้ว ทำให้ร่างกายของเธอได้ข้ามมาเป็นผู้หญิงแล้ว แม้จะยังไม่ได้ผ่าตัด
เรียกได้ว่าเป็นสัญญาณเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลงที่อาจนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายออกมาอย่างเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับสิทธิคนข้ามเพศได้ในอนาคต โดยสมาชิกขององค์กรที่ขับเคลื่อนสิทธิทางเพศอย่าง Japan Alliance for LGBT Legislation ออกแถลงการณ์ว่า “นี่สามารถเปิดประตูให้ผู้หญิงข้ามเพศสามารถเปลี่ยนเพศได้อย่างถูกกฎหมายโดยไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด” แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีข้อกังวลว่า แล้วสำหรับคนที่ไม่เข้าถึงการเทกฮอร์โมนจนร่างกายเปลี่ยนแปลงเป็นผู้หญิง ก็จะยังไม่สามารถเปลี่ยนเพศได้ใช่หรือไม่? กระทั่งชวนทบทวนถึงคุณสมบัติ 5 ประการนั้นว่า มันยังใช้ได้กับยุคสมัยนี้จริงหรือเปล่า
ซึ่งในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ก็มีหญิงข้ามเพศวัย 50 ปี ผู้แต่งงานแล้ว ยื่นฟ้องศาลครอบครัวเกียวโต เมื่อวันอังคารที่ 16 กรกฎาคม ให้เปลี่ยนเพศเธอเป็นหญิงตามกฎหมาย โดยกล่าวว่า การห้ามบุคคลที่แต่งงานแล้วไม่ให้เปลี่ยนเพศในทะเบียนครอบครัวมันขัดต่อมาตรา 13 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งคุ้มครองถึงสิทธิส่วนบุคคลในการแสวงหาความสุข
นับว่าไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไรนักกับการกำหนดว่าคนที่สามารถเปลี่ยนเพศได้จะต้องโสด และต้องไม่ผ่านการแต่งงานกับผู้หญิงด้วยกัน เพราะไม่ถือว่าเป็นผู้หญิงเพราะรักผู้หญิงด้วยกัน รวมถึงละเลยถึงปัจจัยต่างๆ ที่ในบางครั้งคนข้ามเพศบางคนก็อาจจะเพิ่งค้นหาตัวเองเจอในตอนที่แต่งงานไปแล้วก็ได้ โดยในเคสนี้ภรรยาของผู้หญิงข้ามเพศคนนี้ ทราบถึงอัตลักษณ์ทางเพศของเธอตั้งแต่ตอนคบกัน และแน่นอนว่ารักและรับได้ก่อนจะแต่งงานกันด้วยซ้ำ การซัพพอร์ตและความเข้าใจที่มีให้แก่กัน ทำให้เธอเข้ารับการผ่าตัดยืนยันเพศ เปลี่ยนชื่อเป็นผู้หญิง และใช้ชีวิตเป็นผู้หญิงโดยสมบูรณ์ แต่กลับไม่สามารถที่จะเปลี่ยนคำนำหน้าได้เพราะแต่งงานแล้ว โดยที่หากจะเปลี่ยนเพศตามกฎหมายจะต้องหย่ากับภรรยาเท่านั้น ซึ่งนั่นนับว่าไม่แฟร์เอาเสียเลย ทำให้เธอต้องลุกขึ้นมาสู้เพื่อสิทธิของตัวเอง ไปพร้อมๆ กับการยืนยันจะครองคู่กับคนที่เธอรัก
“ฉันแต่งงานกับภรรยา ผู้ที่รับรู้มาตลอดว่าข้างในฉันเป็นผู้หญิง และตลอด 9 ปีที่ผ่านมา เราก็ได้สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวอันรักใคร่กลมเกลียว เราช่วยเหลือและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน” เธอกล่าว
หญิงข้ามเพศญี่ปุ่นทั้ง 2 คน จึงเป็นตัวอย่างการลุกออกมาสู้เพื่อสิทธิของตัวเองในระยะเวลาเดียวกัน และทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงกฎหมายของญี่ปุ่น ที่การชี้ถูก ชี้ผิด ว่าใครสมควรได้เป็น ‘ผู้หญิง’ เต็มตัว ยังขึ้นอยู่กับศาล ไม่ได้ออกเป็นกฎหมายชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรม และทำให้เกิดข้อถกเถียงว่า ถ้าแต่งงานแล้วจะไม่ถือเป็นผู้หญิงหรือ? ถ้าชอบผู้หญิงจะไม่นับเป็นผู้หญิงหรือ? ถ้ามีความสุขกับการเก็บงูไว้จึงไม่เทกฮอร์โมน ก็จะไม่ถือเป็นผู้หญิงหรือ? ฯลฯ คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐอาจต้องทำการบ้านมากขึ้น เพื่อจะมอบสิทธิให้กับประชาชนได้อย่างที่ควรจะเป็นมากที่สุด และวันหนึ่งก็เป็นสิ่งที่รัฐไทยเองต้องทำการบ้านด้วยเช่นกัน
อ้างอิง:
https://www.japantimes.co.jp/news/2024/07/16/japan/crime-legal/gender-change-lawsuit/
https://www.nbcnews.com/nbc-out/out-news/japan-court-transgender-gender-change-surgery-rcna161533
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ความลักลั่นของการตัดสินว่าใครเป็น ‘เพศหญิง’ จากกรณีหญิงข้ามเพศในญี่ปุ่นที่เปลี่ยนคำนำหน้าได้ แม้ไม่ผ่าตัดแปลงเพศ ขณะที่อีกคนผ่าตัดแล้ว แต่ยังเปลี่ยนไม่ได้ เพราะเธอแต่งงานกับผู้หญิง
- Katie Ledecky นักกีฬาว่ายน้ำสุดแกร่ง เจ้าเหรียญทอง และผู้ทำลายสถิติด้านความเร็ว ที่ไม่ควรถูกจดจำแค่ในฐานะ ‘ไมเคิล เฟลป์ส์ ภาคผู้หญิง’
- จากหลายข่าวในไทย จนถึงเคส Alice Munro เมื่อแม่ไม่อาจปกป้องลูกจากการถูกพ่อข่มขืน ด้วยสาเหตุใหญ่คือ ‘ไม่เชื่อ’ หรือ ‘ไม่ได้รับฟัง’
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com