โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความลักลั่นของการตัดสินว่าใครเป็น ‘เพศหญิง’ จากกรณีหญิงข้ามเพศในญี่ปุ่นที่เปลี่ยนคำนำหน้าได้ แม้ไม่ผ่าตัดแปลงเพศ ขณะที่อีกคนผ่าตัดแล้ว แต่ยังเปลี่ยนไม่ได้ เพราะเธอแต่งงานกับผู้หญิง

Mirror Thailand

อัพเดต 17 ก.ค. 2567 เวลา 07.59 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2567 เวลา 07.59 น.
ภาพไฮไลต์

ถือเป็นประเด็นการต่อสู้ทางเพศที่น่าจับตาในประเทศญี่ปุ่น เมื่อหญิงข้ามเพศ 2 คน ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิการได้ใช้คำนำหน้านามเป็น นางสาว หรือ นาง และยืนยันการเป็นเพศ ‘หญิง’ ที่ควรจะถูกรับรองตามกฎหมาย คนหนึ่งทำได้สำเร็จ โดยที่ศาลตัดสินให้เธอสามารถเปลี่ยนเพศได้ แม้จะยังไม่ได้เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศก็ตาม ซึ่งนับเป็นมูฟเมนต์ที่หลายคนเริ่มมองเห็นความหวังถึงการมีอยู่ของกฎหมายทางเพศที่สนับสนุน LGBTQ+ อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคตขึ้นมา เพราะศาลมองเห็นความเป็นหญิงของเธอผู้นี้ โดยไม่ตัดสินจากอวัยวะเพศ

ทว่าหญิงข้ามเพศอีกคนที่ใช้ชีวิตเป็นผู้หญิงมานานหลายปี กลับไม่สามารถเปลี่ยนเพศได้ เนื่องจากเหตุผลที่ว่า ‘เคยแต่งงาน’ มาก่อน ซึ่งศาลเห็นว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ แม้ว่าคู่สมรสของเธอ จะมองเธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่งมาโดยตลอด และใช้ชีวิตในฐานะคู่รักแซฟฟิกกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งสะท้อนถึงการยังไม่มีชุดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายของความเป็นหญิงที่ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการรักได้แค่ผู้ชาย เพราะแม้จะรักผู้หญิงด้วยกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าหญิงข้ามเพศจะไม่ใช่ผู้หญิงแต่อย่างใด

โดยปกติแล้ว ตามกฎหมายของญี่ปุ่นกำหนดว่า บุคคลที่จะสามารถให้ศาลพิจารณาเปลี่ยนเพศได้ จะต้องมีคุณสมบัติ 5 ประการ ได้แก่ 1. มีอายุ 18 ปีขึ้นไป 2. ยังไม่แต่งงาน 3. ไม่มีบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 4. ไม่มีต่อมสืบพันธุ์ หรือสูญเสียการทำงานของต่อมสืบพันธุ์ไปแล้วถาวร และ 5. มีอวัยวะเพศคล้ายกับเพศที่ข้ามมา (เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ) นั่นทำให้การที่ศาลสูงของญี่ปุ่นอนุมัติการเปลี่ยนเพศของหญิงข้ามเพศคนหนึ่งที่ยังไม่ผ่าตัดเพื่อยืนยันเพศ เรียกเสียงยินดีจากประชาชนหลายต่อหลายคนถึงทัศนคติที่มองหญิงข้ามเพศที่ก้าวพ้นจากอวัยวะเพศ

ศาลสูงฮิโรชิมาเพิ่งตัดสินไปเมื่อวัน 10 กรกฎาคม หลังจากหญิงข้ามเพศผู้มีอายุ 40 ปีปลายๆ ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนเพศตามกฎหมาย แต่ถูกศาลชั้นต้นปฏิเสธไปในครั้งแรก ซึ่งเธอก็ต่อสู้กับทนายความต่ออย่างไม่ยอมแพ้ โดยบอกว่า การมีข้อกำหนดว่าต้องผ่าตัดแปลงเพศเท่านั้นถึงจะสามารถเปลี่ยนเพศได้ ทำให้เกิดภาระทางเศรษฐกิจ และทางกายภาพ เพราะแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่มีต้นทุนมากพอที่จะเข้ารับการผ่าตัด หรือกระทั่งมีความพร้อมในเรื่องของการรับมือร่างกายที่เปลี่ยนไป แถมยังเป็นการละเมิดสิทธิความเท่าเทียมตามรัฐธรรมนูญด้วย ทางด้านศาลฎีกาตัดสินว่า การมีข้อกำหนดว่าต้องทำหมันถึงจะสามารถเปลี่ยนเพศได้นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ และได้ส่งให้ศาลสูงกลับไปพิจารณาอีกครั้ง นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ศาลตัดสินให้เธอผู้นี้มีสิทธิเป็นผู้หญิงตามกฎหมายได้ เนื่องจากเธอได้ใช้ชีวิตโดยผ่านการเทกฮอร์โมนมาแล้ว ทำให้ร่างกายของเธอได้ข้ามมาเป็นผู้หญิงแล้ว แม้จะยังไม่ได้ผ่าตัด

เรียกได้ว่าเป็นสัญญาณเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลงที่อาจนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายออกมาอย่างเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับสิทธิคนข้ามเพศได้ในอนาคต โดยสมาชิกขององค์กรที่ขับเคลื่อนสิทธิทางเพศอย่าง Japan Alliance for LGBT Legislation ออกแถลงการณ์ว่า “นี่สามารถเปิดประตูให้ผู้หญิงข้ามเพศสามารถเปลี่ยนเพศได้อย่างถูกกฎหมายโดยไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด” แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีข้อกังวลว่า แล้วสำหรับคนที่ไม่เข้าถึงการเทกฮอร์โมนจนร่างกายเปลี่ยนแปลงเป็นผู้หญิง ก็จะยังไม่สามารถเปลี่ยนเพศได้ใช่หรือไม่? กระทั่งชวนทบทวนถึงคุณสมบัติ 5 ประการนั้นว่า มันยังใช้ได้กับยุคสมัยนี้จริงหรือเปล่า

ซึ่งในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ก็มีหญิงข้ามเพศวัย 50 ปี ผู้แต่งงานแล้ว ยื่นฟ้องศาลครอบครัวเกียวโต เมื่อวันอังคารที่ 16 กรกฎาคม ให้เปลี่ยนเพศเธอเป็นหญิงตามกฎหมาย โดยกล่าวว่า การห้ามบุคคลที่แต่งงานแล้วไม่ให้เปลี่ยนเพศในทะเบียนครอบครัวมันขัดต่อมาตรา 13 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งคุ้มครองถึงสิทธิส่วนบุคคลในการแสวงหาความสุข

นับว่าไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไรนักกับการกำหนดว่าคนที่สามารถเปลี่ยนเพศได้จะต้องโสด และต้องไม่ผ่านการแต่งงานกับผู้หญิงด้วยกัน เพราะไม่ถือว่าเป็นผู้หญิงเพราะรักผู้หญิงด้วยกัน รวมถึงละเลยถึงปัจจัยต่างๆ ที่ในบางครั้งคนข้ามเพศบางคนก็อาจจะเพิ่งค้นหาตัวเองเจอในตอนที่แต่งงานไปแล้วก็ได้ โดยในเคสนี้ภรรยาของผู้หญิงข้ามเพศคนนี้ ทราบถึงอัตลักษณ์ทางเพศของเธอตั้งแต่ตอนคบกัน และแน่นอนว่ารักและรับได้ก่อนจะแต่งงานกันด้วยซ้ำ การซัพพอร์ตและความเข้าใจที่มีให้แก่กัน ทำให้เธอเข้ารับการผ่าตัดยืนยันเพศ เปลี่ยนชื่อเป็นผู้หญิง และใช้ชีวิตเป็นผู้หญิงโดยสมบูรณ์ แต่กลับไม่สามารถที่จะเปลี่ยนคำนำหน้าได้เพราะแต่งงานแล้ว โดยที่หากจะเปลี่ยนเพศตามกฎหมายจะต้องหย่ากับภรรยาเท่านั้น ซึ่งนั่นนับว่าไม่แฟร์เอาเสียเลย ทำให้เธอต้องลุกขึ้นมาสู้เพื่อสิทธิของตัวเอง ไปพร้อมๆ กับการยืนยันจะครองคู่กับคนที่เธอรัก

“ฉันแต่งงานกับภรรยา ผู้ที่รับรู้มาตลอดว่าข้างในฉันเป็นผู้หญิง และตลอด 9 ปีที่ผ่านมา เราก็ได้สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวอันรักใคร่กลมเกลียว เราช่วยเหลือและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน” เธอกล่าว

หญิงข้ามเพศญี่ปุ่นทั้ง 2 คน จึงเป็นตัวอย่างการลุกออกมาสู้เพื่อสิทธิของตัวเองในระยะเวลาเดียวกัน และทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงกฎหมายของญี่ปุ่น ที่การชี้ถูก ชี้ผิด ว่าใครสมควรได้เป็น ‘ผู้หญิง’ เต็มตัว ยังขึ้นอยู่กับศาล ไม่ได้ออกเป็นกฎหมายชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรม และทำให้เกิดข้อถกเถียงว่า ถ้าแต่งงานแล้วจะไม่ถือเป็นผู้หญิงหรือ? ถ้าชอบผู้หญิงจะไม่นับเป็นผู้หญิงหรือ? ถ้ามีความสุขกับการเก็บงูไว้จึงไม่เทกฮอร์โมน ก็จะไม่ถือเป็นผู้หญิงหรือ? ฯลฯ คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐอาจต้องทำการบ้านมากขึ้น เพื่อจะมอบสิทธิให้กับประชาชนได้อย่างที่ควรจะเป็นมากที่สุด และวันหนึ่งก็เป็นสิ่งที่รัฐไทยเองต้องทำการบ้านด้วยเช่นกัน

อ้างอิง:

https://www.japantimes.co.jp/news/2024/07/16/japan/crime-legal/gender-change-lawsuit/

https://www.nbcnews.com/nbc-out/out-news/japan-court-transgender-gender-change-surgery-rcna161533

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...