โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลำดวนผกา : เมื่อไทย-เขมรถึงเกณฑ์พิฆาต/อัญเจียแขฺมร์ อภิญญา ตะวันออก

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 10 ส.ค. 2565 เวลา 02.12 น. • เผยแพร่ 10 ส.ค. 2565 เวลา 02.12 น.

อัญเจียแขฺมร์

อภิญญา ตะวันออก

ลำดวนผกา

: เมื่อไทย-เขมรถึงเกณฑ์พิฆาต

พระเจ้า ให้ตายเถอะ พอเกิดเหตุ เมื่อดอกลำดวน (ไทย) แลรำดวน (เขมร) กลายเป็นประเด็นสนั่นโซเชียลดราม่าในต้นแบบความเป็นมาระหว่างไทย-เขมร แลฉันเองก็เพิ่งรู้บัดเดี๋ยวนี้ว่า “รำดวน” คือดอกไม้ประจำชาติของกัมพูชาไปแล้ว?

มันต้องมีอะไรที่พลาดไปสักอย่าง? เพราะฉันจำได้ไม่ลืมว่า “ดอกจำปีหรือจัมเป่ย” สุดแต่จะออกเสียงตามสำเนียงเขมรนั้น ตะหากที่เป็นดอกไม้ประจำชาติกัมพูชา เรื่องก็มีอยู่ว่าเมื่อนานมาแล้ว ฉันได้เล่นเกมเสี่ยงทายกับคุรุพราหมณ์ท่านหนึ่งซึ่งมาแสวงบุญในพนมเปญ มันคงจะนานมากเลยล่ะถ้าเป็นเหตุการณ์เช่นนี้แต่นั่นก็ไม่เกินปี 2543

ขณะนั้นกัมพูชายังมี “จำปี” (หรือจัมเป่ย) เป็นดอกไม้ประจำชาติหาใช่รำดวนไม่

อีกจำปีเขมรนั้น หาใช่ตระกูลเดียวกับเจ้าดอก “จำปี” ที่เป็นสัญลักษณ์การบินไทย! หากจำปีที่ว่านี้ คือผกา “จำปา” ที่เป็นสัญลักษณ์ของลาวตระกูลเดียวกับดอกลั่นทมของไทยที่เปลี่ยนชื่อเป็น “ลีลาวดี” ไปแล้ว

นี่แค่เท้าความรำลึกเหมือนบุพเพสันนิวาส “ลาว-เขมร-ไทย”พิกล ล่าสุด คือผกา “รำดวน” เขมรที่ดวลกับ “ลำดวน” ไทย ฟาดกันสนั่นในโซเชียล เมื่อไปค้นดูใหม่ก็พบว่า กัมพูชาเพิ่งจดทะเบียนรำดวนเป็นไม้ดอกประจำชาติเมื่อ พ.ศ.2548 มานี้เอง

เท่ากับว่าที่ผ่านมาใช้ผกาจำปี/จัมเป่ยดังที่ฉันเคยจำได้ และเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของดอกไม้ในยุคกลางที่พบตามภาพสลักนูนต่ำปราสาทหินนครวัด-นครธม เป็นส่วนตนที่ถ่องแท้ของเขมร

แต่ในส่วนลาวเอง จำปาก็เป็นอัตลักษณ์เนิ่นนานมาเช่นกัน ดังจะย้อนไปสมัยฝรั่งเศสอินโดจีน มาร์เกอริต ดูราส์ นักเขียนดังก็เคยหยิบบางท่อนของเพลงนี้ไปใส่ในหนังสั้น ที่เท่ากับประกาศว่าดอกจำปาเป็นบุปผาเมืองลาวตามท่อนตอนหนึ่งของเนื้อเพลง

“โอ้ ดวงจำปา บุปผาเมืองลาว งามดั่งดวงดาว ชาวลาวปลื้มใจ เมื่ออยู่ภายใน ดินแดนล้านซ้าง…”

ดังนี้ “จำปี-แขมร์” จะอยู่บนหิ้งอัตลักษณ์เดียวกันกับดอกจำปาลาวได้อย่างไร?

ดังนั้น การเฟ้นหาอัตลักษณ์ใหม่ในไม้ดอกของตนจึงตามมาและไปจบลงที่ “ดอกรำดวน” ที่กัมพูชาอ้างว่าพบมากที่ปราสาทบันเตียสรัย แต่นั่นก็เพียงแค่การนิยามเพราะในแง่งามแล้วนี่เป็นเรื่องของการตลาดและคนทั่วโลกก็ต่างรู้จักปราสาททรายสีชมพูในศิลปะที่อ่อนช้อยยุคชัยวรรมันที่ 5 (พ.ศ.1510)

แต่ไม่ล่ะ สำหรับฉัน มันมีข้อพิสูจน์ว่า รำดวนเขมรพบมากในเขตนครธม ระหว่างปราสาทนาคพันกับปราสาทพระขรรค์ ที่นั่นในทุกๆ ฤดูหนาวของเดือนธันวาคม ตามระหว่างทางมรรคาปราสาทหลังดังกล่าว เราจะได้กลิ่นหอมจรุงฟุ้งกระจายของไม้ดอกพันธุ์นี้ไปทั่วบริเวณ

สาธยายว่า การที่จำปาลาวไปอยู่ภาพสลักนูนต่ำ โดยเฉพาะนางอัปสรา ทว่า การที่กัมพูชาให้ความสำคัญต่อรำดวนก็เป็นเรื่องที่พิลาสต่อชาติอุษาคเนย์เช่นกัน เมื่อพบว่าในเขตอีสานใต้ของไทยนั้น มีดอกลำดวนไม้พันธุ์เดียวกันกระจายไปทั่วไม่ต่างจากปราสาทขอมยุคกลาง

แต่ไม่ใช่เพียง 17 ปีเท่านั้นดอกที่ผการำดวน (រំដួល) ได้ถูกยกให้เป็นดอกไม้ประจำชาติตามค่านิยมกัมพูชายุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่า เป็นระบอบสร้างชาติที่ยึดโยงไว้กับลัทธิชาตินิยม

และด้วยเหตุนั้น จึงไม่แปลกเลย พอทันทีที่มีปิดหนัง “บุพเพสันนิวาส 2” ของไทยเผยแพร่ในออนไลน์ว่าด้วยดอกลำดวน พลันโลกทั้งใบก็เสียกระบวน เมื่อชาวเน็ตแขมร์ต่างแวะเวียนมา และเปิดฉากโจมตี

“ถึงคนไทย จากใจคนเขมรกัมพูชา ขอขอบคุณในการส่งเสริมดอกไม้ประจำชาติของเราให้โลกรู้ แต่ครั้งหน้าอย่าลืมให้เครดิตเจ้าของด้วย!”

เพล้ง พลัน เท่านั้นเอง ความวินาสสันตะโรทางวัฒนธรรมก็บังเกิดอย่างจับต้องไม่ได้ มันยังลามไหลไปทั่วราวกับไฟลามทุ่ง ถ้าเผากันได้คงเผากันไปแล้ว

อนึ่ง ต้องกล่าวว่า การต่อสู้ทาง “วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ระหว่างไทยกับเขมรนี้ นับวันจะยิ่งพัลวันยิ่ง เมื่อโลกโซเชียลที่เข้าถึงได้ง่าย แต่ยากจะ “หลอมรวม” ได้

โดยเฉพาะประเด็นความเป็น “เจ้าแห่งวัฒนธรรม” ที่จับต้องไม่ได้นั่น ซึ่งประเดิมเริ่มมาตั้งแต่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ประกาศรับรองว่าด้วยคุณค่าของที่มาและต้นฉบับนั้นๆ ตั้งแต่โขน-โขล, รามเกียรติ์-เรียมเกร์ และอื่นๆ ซึ่งกลายเป็นวิวาทะแห่งสงครามภูมิภาคระหว่างไทย-เขมร ซึ่งหลังๆ มานี้ยูเนสโก้ก็เริ่มเอือมระอาในความคลั่งอำนาจวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้นั่น

กระทั่ง มันได้ย้ายเวทีไปสู่พลเมืองชาวเน็ต/Netizen ซึ่งยิ่งฟาดกันหนักมากไปอีกในทุกๆ มิติ

มันทำให้ฉันนึกถึงวาทะหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นฝรั่งนายหนึ่ง ตอนที่ฉันขอติดตามไปสำรวจแม่น้ำโขง

“ยูต้องทิ้งลัทธิชาตินิยม! เพราะไม่งั้น ยูจะต้องกลับไปติดกับดักเดิมๆ ที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองจนถึงยุคเขมรแดง” นั่นคือวาทะที่แกเทศนาเพื่อนชาวเขมร และมันทำให้เราโมโห!

“กับดักชาตินิยม!” โอ “หรือนี่คือ วรรคทอง!” แม้ตลอดเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา แม้ตอนนั้นฉันรู้สึกขุ่นเคืองใจแทนชาวกัมพูชาในแง่การถูกบูลลี่ ทว่า ตอนนี้ฉันกลับนึกขอบคุณนักวิจัยฝรั่งผู้นั้นที่เป็นเงาสะท้อนในความจริงอีกด้านซึ่งฝังอยู่ในคตินิยมของชาวเขมร

กรณี “ลำดวน” จึงไม่ใช่วิวาทะแรกๆ แห่งสงครามเนติเซ็น/Netizenไทย-เขมร อาทิ สยามเป็นพวกขี้ขโมย, คนพวกนี้ดีแต่ขโมยวัฒนธรรมของเราอยู่ร่ำไป บลาๆๆ นี่คือชุดวาทกรรมที่ฝังอยู่ในมุมมองชาวเขมรปัจจุบัน พวกเขาต่างร่ำรำพันถึงความยิ่งใหญ่ใน “วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ราวกับเป็นภารกิจแห่งความเป็นชนชาติเขมร

ซึ่งความจริงแล้ว ไม่มีใครเลยที่ขโมยวัฒนธรรมในถิ่นฐานของตนเองที่ครั้งหนึ่งเคยมีวิถีร่วมกัน ก็เพราะเช่นนั้นไม่ใช่เหรอ? มาร์เกอริต ดูราส์ จึงเอาเพลงดอกจำปาไปใส่ในหนังสั้นของตน แม้ภาพยนตร์นั้นจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับลาวเลยก็ตาม

เช่นเดียวกับเมืองกำโปดที่ตนเคยอาศัย โดยแม้ครานั้นเธอจะถวิลหาว่าเป็นอันนัมแห่งโคชินจีนหรือที่เราเข้าใจว่าเวียดนามใต้ก็ตาม

มันคืออะไรกัน ของวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้นั่น? ซึ่งหลายครั้งอดีตที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นราชสำนักเขมรหรือไทยหรือฝรั่งเศสก็ตาม พวกเขาเลือกที่จะเพิกเฉยหรือปล่อยให้เป็นความจงใจในการลืม ซึ่งทั้งหมดนี้ก็มาจากมิติของลัทธิชาตินิยม

ไม่ว่าจะเป็นกรณีคณะครูละครและดนตรีไทยเดิมที่ถูกส่งไปอาศัยกับเจ้านายเขมรจนก่อเป็นคณะละครหลวงที่เรียกกันว่า “พระราชตร็อบ” (ละครพระราชทาน) จนกลายเป็นนาฏศิลป์เขมรที่มีชื่อเสียง ทั้งยังเกี่ยวกับเครื่องทรงการแต่งกาย ดนตรี ท่ารำ/กบัจโบราณที่ผ่านกาลเวลากว่าศัตวรรษครึ่ง

สมเด็จพระเรียมนโรดม บุปผาเทวีพระพี่นาง (2486-2562) ผู้รื้อฟื้นศิลปะแขนงนี้ยุคหลัง ก็เพิ่งทรงยอมรับว่า รับเอารากเหง้านี้มาจากสยามและเขมรเองนั้น “คมปรึง” ประยุกต์และผูกโยงกับศิลปะสมัยกลางยุคเมืองพระนคร จนกลายเป็นฉบับนาฏลักษณ์ฉบับกัมพูชาที่ถูกยอมรับอย่างกว้างขวาง

กระทั่งบางครั้งศิลปะดนที่ร่วมกันกลับกลายเป็นสยามต่างหากที่พยายามลอกเลียน โดยเฉพาะส่วน “วัฒธรรมอันพ้องกันแต่จับต้องไม่ได้” ที่เป็นเหมือนของแสลง ไทยที่ผู้คนไม่ประสบเคราะห์กรรมทางสงคราม จึงมักหยิบฉวยโอกาสนั้นในทุกมิติ ในการแอบอ้างความชอบธรรมให้ตัวเอง

และนั่นคือ โมเดลที่กัมปูเจียตามหามันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น “เรียมเกร์-รามเกียรติ์” “โขล-โขน” และอื่นๆ อันตามมา ไม่ว่าจะเป็น “กบัจคุนแขมร์” ที่อ้างดื้อๆ ว่าอยู่ใน “มวยไทย” เทริด ชุดเครื่องทรง ชฎา ท่วงท่าของนางงามหรือตัวแทนแห่งความภาคภูมิใจ

ทุกอย่างได้กลายเป็นลัทธิบูชาชาตินิยมและซ่อนอยู่ในคตินิยมอันลึกเร้นที่กลายเป็นพลังงานแห่งกระบวนทัศน์ ในทันทีทันใดที่มันผลักออกไปสู่ฝ่ายหนึ่ง กระทั่ง การมาถึง “รำดวน” ในวันที่ชวนกันดราม่า และไม่มีใคยอมพลัดตกลงไปในวิถีแห่งการต่อสู้นี้

ไม่ว่าการดำรงอยู่นี้ จะดำเนินต่อไปหรือสิ้นสลาย…สำหรับชาวอุษาคเนย์แห่งประเทศเพื่อนบ้าน

โปรดจงอย่าได้พิกลพิการ! เพราะเราจะทะเลาะไปอีกนาน!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...