โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘ทักษิณ’ กล่าวปาฐกถาพิเศษ โชว์วิสัยทัศน์ “เราไม่ควรปราณีกับศัตรู“ ประกาศสงครามยาเสพติด กับ ‘ว้าแดง’

The Reporters

อัพเดต 27 พ.ค. 2568 เวลา 10.01 น. • เผยแพร่ 27 พ.ค. 2568 เวลา 10.01 น.

คาด 1-2 เดือน รมต.ต่างประเทศ เดินทางไปเคลียร์เพื่อนบ้าน ผนึกกำลังต้านให้เลิกผลิต หากเพื่อนบ้านคุมไม่ได้ ‘อาจต้องขอจัดการเอง’ แนะดึงงบดิจิทัลวอลเล็ตตั้งศูนย์บำบัดทุกอำเภอ

วันนี้ (27 พ.ค. 68) เมื่อเวลาประมาณ 13:45 น. นายทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาประธานอาเซียน ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ มุมมองและความท้าทายต่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน” ในการประชุมคณะกรรมการติดตาม เร่งรัดการดำเนินงานป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ครั้งที่ 3/2568 ณ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดยมีรัฐมนตรีหลายกระทรวง อาทิ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมถึงนายตำรวจระดับสูง นักการเมือง และข้าราชการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟัง

นายทักษิณเริ่มต้นปาฐกถาโดยย้ำว่ายาเสพติดเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อปัจจุบันและอนาคตของชาติ โดยเฉพาะการทำลายเยาวชน พร้อมชี้ว่าปัญหานี้ไม่เกินความสามารถในการแก้ไขหากทุกฝ่ายร่วมมือกัน แต่ปัจจุบันการทำงานยังขาดการบูรณาการและทิศทางที่ชัดเจน นายทักษิณเปิดเผยว่าตนเองรู้สึกอึดอัดและต้องการพูดเรื่องนี้มานานแล้ว เนื่องจากประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก และมองว่าปัญหายาเสพติดรอไม่ได้อีกต่อไป โดยจะนำประสบการณ์ในอดีตมาปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบัน

อดีตนายกรัฐมนตรีระบุว่า แหล่งผลิตยาเสพติดเกือบทั้งหมดในปัจจุบันอยู่ที่กลุ่มว้าแดง และเมื่อทราบจุดที่ตั้งชัดเจนแล้วก็ไม่สามารถนิ่งเฉยได้ แม้พ่อค้ารายใหญ่จะหลบหนีไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่เครือข่ายในไทยยังคงมีอยู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่บางส่วนอาจแกล้งไม่รู้หรือไม่อยากรู้ ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องประยุกต์จากแนวทางเดิมมาปรับใช้ โดยทุกหน่วยงานต้องมีใจมุ่งมั่น เพราะภัยอันตรายนี้กำลังคุกคามลูกหลาน นายทักษิณยังกล่าวถึงสารตั้งต้นสำคัญอย่างคาเฟอีน และชี้ว่าประเทศไทยเป็นตลาดใหญ่เนื่องจากมีกำลังซื้อสูง พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของ 29 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามยาเสพติดว่าอาจมีจำนวนมากเกินไปจนเกิดปัญหาเรื่องงบประมาณหรือไม่ นอกจากนี้ ยังเปิดเผยถึงการลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศผ่านตู้คอนเทนเนอร์ทางเรือ ซึ่งระบบการเอ็กซเรย์ของศุลกากรยังไม่เพียงพอ และอาจมีการละเลยการตรวจสอบ

นายทักษิณเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีส่วนตัวกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมา โดยกล่าวว่า “ถ้าเมียนมาบอกว่าจัดการไม่ได้ เพราะเป็นชนกลุ่มน้อย เราคงต้องขอจัดการเองมั้ง เพราะมันเป็นศัตรูของเรา มันอยู่ในพื้นที่ไหน ถ้าเขาจัดการไม่ได้ เราต้องขออนุญาต“ และคาดว่าภายใน 1-2 เดือนนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะเดินทางไปเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อผนึกกำลังให้กลุ่มว้าแดงยุติการผลิตยาเสพติด หากยังคงมีการผลิตต่อไป กลุ่มดังกล่าวจะถือเป็นศัตรูของประเทศไทย และ “เราไม่ควรมีความปราณีกับศัตรู” ซึ่งรัฐบาลต้องมีความชัดเจนในเรื่องนี้

สำหรับการสกัดกั้นภายในประเทศ นายทักษิณเสนอให้ทุกหมู่บ้านและชุมชนต้องเป็นพื้นที่สีขาว โดยตำรวจและฝ่ายปกครองต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเหมือน “ปาท่องโก๋” ตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงระดับอำเภอและตำบล เพื่อให้สามารถ “เอ็กซเรย์” พื้นที่และจัดการปัญหาได้อย่างเด็ดขาด พ่อค้ายาเสพติดที่ทุกคนในชุมชนรู้จักจะต้องถูกจับกุมและไม่ให้อยู่ในหมู่บ้าน นายทักษิณยังเสนอตัวเป็น “คนขี้ฟ้อง” ช่วยนายกรัฐมนตรี (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) โดยจะเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อรับฟังปัญหาและรายงานต่อรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องหากพบว่าพ่อค้ายายังคงเคลื่อนไหวอย่างสะดวกและไม่ถูกยึดทรัพย์

อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงบทบาทของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ว่าควรมีบทบาทที่เข้มแข็งและเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหายาเสพติดและปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อพิสูจน์ความจำเป็นของการมีอยู่ของหน่วยงาน ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ยุบทิ้ง

ในประเด็นการบำบัดผู้ติดยาเสพติด นายทักษิณแสดงความเป็นห่วงและเสนอให้นำงบประมาณส่วนหนึ่งจากโครงการดิจิทัลวอลเล็ต จำนวน 157,000 ล้านบาท มาใช้ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้ได้อย่างเด็ดขาดภายในสิ้นปี 2568 โดยเชื่อว่าประชาชนจะไม่คัดค้านหากต้องเลื่อนโครงการดิจิทัลวอลเล็ตออกไปบ้าง พร้อมเสนอให้จัดตั้งศูนย์บำบัดผู้ติดยาเสพติดในทุกอำเภอหรือในอำเภอที่มีความสมัครใจ และต้องมีการ “คลีน” ชุมชนควบคู่ไปด้วย

นายทักษิณยังเสนอให้มีระบบรางวัลนำจับ (รีวอร์ด) ควบคู่กับการปราบปราม และเรียกร้องให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประสานงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและตำรวจทำงานร่วมกันอย่างมีเอกภาพ หากมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างบุคคลก็ให้พิจารณาสับเปลี่ยนโยกย้าย นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการในการปลูกฝังเยาวชนตั้งแต่ระดับอนุบาลให้ห่างไกลยาเสพติด และกระทรวงสาธารณสุขในการบำบัดผู้ติดยาอย่างเต็มที่ โดยไม่ตีตราว่าเป็นผู้ป่วยทางจิตเพียงอย่างเดียว

ในส่วนของการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดน นายทักษิณเรียกร้องความร่วมมือจากทหาร ตำรวจชายแดน และกรมศุลกากร ให้ดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อปิดช่องทางการขนส่งยาเสพติด การค้าอาวุธ การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมฝากถึงหัวหน้าส่วนราชการทุกคนให้จริงจังกับการแก้ไขปัญหา และย้ำว่าการปราบปรามยาเสพติดครั้งนี้ต้องไม่ใช่ “ไฟไหม้ฟาง” แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและเด็ดขาด หากพบว่ามีการใช้ไฟฟ้าหรือระบบสื่อสารของไทยในแหล่งผลิตยาเสพติดก็ต้องตัดสัญญาณทันที

ท้ายสุด นายทักษิณได้กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาภาคใต้ว่าไม่ใช่เรื่องยาก โดยให้ใช้แนวทาง “Iron Fist กับ Velvet Glove (ไม้อ่อน ไม้แข็ง)” คือต้องมีการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา แต่หากเจรจาไม่รู้เรื่องและจำเป็นต้องใช้มาตรการรุนแรงก็ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่มีท่าที “เยาะแหยะ” และเสนอให้มีการประกาศพื้นที่สีขาวพร้อมมอบรางวัลเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ โดยเชื่อว่าบทเรียนในอดีตและทฤษฎีอุปสงค์อุปทานยังคงนำมาปรับใช้ได้ พร้อมแสดงความกังวลว่าหากไม่เร่งแก้ไขปัญหายาเสพติด เยาวชนไทยจะไม่สามารถแข่งขันกับใครได้ในอนาคต และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่าปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องร่วมกันแก้ไข โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยและตำรวจที่ต้องเอ็กซเรย์ทุกพื้นที่ และให้ประชาชนช่วยกันเฝ้าระวัง ทั้งนี้ นายทักษิณยังเชื่อมั่นว่าตำรวจไทยมีความสามารถในการติดตามเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดที่หลบหนีไปต่างประเทศแต่ยังติดต่อกับผู้ค้ารายย่อยในประเทศ และเสนอให้ผู้บังคับบัญชาสนับสนุนและกำกับดูแลการทำงานอย่างจริงจัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...