โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ต่างชาติปักธงไทยเบียดเวียดนามขึ้นแท่นอันดับ 2 ประเทศน่าลงทุนในเอเชีย ความหวังดึงเม็ดเงินดันเศรษฐกิจไทยฟื้นไข้ กำลังซื้อกลับคืนกระเป๋าคนไทย

BTimes

อัพเดต 22 มี.ค. 2567 เวลา 23.20 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. 2567 เวลา 06.59 น. • BTimes.Biz
ต่างชาติปักธง ไทย เบียดเวียดนามขึ้นแท่นอันดับ 2 ประเทศน่า ลงทุน ในเอเชีย ความหวังดึงเม็ดเงินดันเศรษฐกิจไทยฟื้นไข้ กำลังซื้อกลับคืนกระเป๋าคนไทย

ช่วงก่อนหน้านี้ที่ในบ้านกำลังจะมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ หรือช่วงที่ค่าไฟพุ่งขึ้นกระฉูด ทำเอาหลายๆ ฝ่ายต่างก็เป็นกังวลว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการลดทอนความเชื่อมั่น โดยเฉพาะตวามน่าลงทุนของบรรดาทุนต่างชาติที่หลังจากฟื้นไข้จากโควิด หลายๆ ประเทศที่การผลิตหยุดชะงัก หรือชะลอลงทุนไป ก็เริ่มมองหาทำเลในการตั้งฐานการผลิตอีกครั้ง

ซึ่งบรรดาเอกชน นักวิชาการ ต่างก็เชียร์ให้ไทยมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน ดึงดูดเอาใจต่างชาติให้มากๆ เพราะหวังจะเป็นการฉุดกระชากเศรษฐกิจไทยให้ตื่นจากหลุม

ล่าสุด สถาบันมิลเคนของสหรัฐ (Milken Institute) ได้เปิดเผยดัชนีโอกาสด้านการลงทุนระดับโลก (Global Opportunity Index) หรือ GOI พบว่าประเทศไทยสามารถขึ้นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และกำลังพัฒนา (E&D) ในภูมิภาคเอเชีย เป็นรองให้กับมาเลเซีย แต่แซงหน้าเวียดนามที่อยู่ในอันดับ 5 ของประเทศที่น่าลงทุนในภูมิภาค

ซึ่งดัชนี GOI ถือเป็นดัชนีอ้างอิงที่ให้ข้อมูลสำคัญแก่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก และบ่งชี้มุมมองเกี่ยวกับความน่าดึงดูดและกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าประเทศ โดยในการจัดทำดัชนี GOI สถาบันมิลเคนประเมินโอกาสด้านการลงทุนผ่านทางปัจจัยชี้วัด 100 รายการ แบ่งออกเป็น 5 หมวดหมู่ ได้แก่
- การรับรู้ทางธุรกิจ
- ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
- บริการทางการเงิน
- กรอบโครงสร้างเชิงสถาบัน
- มาตรฐานและนโยบายระหว่างประเทศ

โดยภาพรวมการลงทุนปี 2566 ไทยมีโครงการขอรับการส่งเสริม 2,307 โครงการ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 16% มูลค่าเงินลงทุน 848,318 ล้านบาท ซึ่งสูงสุดในรอบ 5 ปี เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 43%

หากดูเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 1,394 โครงการ เพิ่มขึ้นกว่า 38% มูลค่าเงินลงทุนรวม 663,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72% โดยประเทศที่มีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน 159,387 ล้านบาท สิงคโปร์ 123,385 ล้านบาท และสหรัฐอเมริกา 83,954 ล้านบาท ส่วนญี่ปุ่น มีมูลค่า 79,151 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 4 แต่มีอัตราขยายตัวสูงถึง 60% จากปีก่อน

แน่นอนว่าสิ่งที่น่าจับตาก็คือการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี ที่ดูจะคึกคักขึ้นในช่วงนี้ หลังจากรัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนมาตั้งแต่ปี 2565 โดยเฉพาะการอุดหนุนราคาผ่านค่ายรถคันละไม่เกิน 150,000 บาท ทำให้ยอดขายรถอีวีโตแบบก้าวกระโดด

โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตั้งใจยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility Hub) ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพ และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานของไทย และแผนส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) แบบครบวงจรตลอดห่วงโซ่อุปทานที่ครอบคลุมตั้งแต่การค้นคว้าวิจัย การผลิตชิ้นส่วน ยางรถยนต์ แบตเตอรี่ อะไหล่ การประกอบ การบำรุงรักษา ซึ่งจะทำให้เกิดการวางรากฐานให้ไทยมี EV ecosystem ที่สมบูรณ์ แข็งแกร่ง และยั่งยืน ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ครั้งที่1/2567 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ได้เห็นชอบมาตรการส่งเสริมการลงทุนผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) เพื่อดึงดูดให้เกิดการลงทุนในการผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์ ซึ่งเป็นส่วนต้นน้ำของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ที่เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต พร้อมทั้งได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนศึกษาถึงแนวทางการบริหารจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วแบบครบวงจร เพื่อนำไปกำหนดมาตรการที่เหมาะสม

ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า นโยบายการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าในไทยถือว่าเป็นมาตรการที่ยืดหยุ่นมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์โลก มีการรับฟังความเห็นอย่างรอบด้านจากภาคเอกชน แต่หากในอนาคตมีความจำเป็นต้องปรับปรุงนโยบายก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดและนักลงทุน

อย่างไรก็ตามปัจจุบันนโยบาย EV 3.5 ที่ต่อมาจากมาตรการ EV 3.0 ก็ถือว่ายังได้รับการตอบรับดี และยังมียอดจองและจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“บีโอไอมองว่าปี 2567 จะเป็นปีทองสำหรับการลงทุน ซึ่งจะมีโครงการขนาดใหญ่ตัดสินใจเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล อุตสาหกรรมชีวภาพและพลังงานหมุนเวียน สำหรับยานยนต์ นอกจากจะดึงการลงทุนจากผู้ผลิตอีวีรายใหม่ รวมทั้งการผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญแล้ว ยังคาดว่าจะมีการขยายการลงทุนของผู้ประกอบการรถยนต์รายเดิมที่จะมาขอรับส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ออกมาใหม่ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มุ่งสู่ความสะอาด ประหยัดพลังงาน ปลอดภัย และการขับเคลื่อนอัจฉริยะด้วย” นายนฤตม์ กล่าว

ไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาที่การลงทุนจากต่างชาติ ยังมีความจำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะลำพังการใช้จ่ายในประเทศ หรือรายได้จากการท่องเที่ยว คงยังไม่เพียงพอ และเชื่อว่าหลายคนก็คงหวังว่าการลงทุนที่ถูกต้องผ่านเงินทุน ต่อยอดไปยังการจ้างงาน กระจายรายได้ กระตุ้นกำลังซื้อให้กับประเทศ และท้ายที่สุดจะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นไข้ ตามที่หวังกันสักที

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...