Anora อีกหนึ่งซินเดอเรลลาในจักรวาลคนเทาๆ ที่โลกถ่มถุยของผู้กำกับ Sean Baker
Anora คือชื่อของนักเต้นเปลื้องผ้าและเซ็กซ์เวิร์กเกอร์ สาววัย 20 ต้นๆ ผู้ทำงานในไนต์คลับย่านแมนฮัตตัน นิวยอร์ก ชีวิตยามค่ำคืนของเธอภายใต้แสงนีออนดูช่างสดสวยราวกับผีเสื้อที่กำลังสยายปีก แต่เมื่อแสงนีออนมอดลง ผีเสื้อตัวเดิมหุบปีก ย่ำตามตรอกเงียบๆ กลับบ้านเช่าย่าน Brighton Beach ในบรู๊กลินที่เป็นเหมือนชุมชนขนาดย่อมของชาวรัสเซียและผู้อพยพยุโรปตะวันออกที่อาศัยกันอยู่แบบพลเมืองชั้นสอง แล้ววันหนึ่งราวกับฝัน เธอก็ได้เจอกับเจ้าชายรูปงามผู้มาพร้อมกับปราสาทหรู แต่ฝันนั้นกลับจบลงเร็วเหลือเกิน เมื่อพบว่าแท้จริงแล้วเจ้าชายของเธอก็เป็นแค่ ‘ไอ้เด็กไม่รู้จักโต’ ที่หาของเล่นใหม่ไปวันๆ และเธอเองก็เป็นแค่ของเล่นชิ้นใหม่ที่เขาบังเอิญเจอเข้าระหว่างทางเท่านั้นเอง
นี่คือเทพนิยายที่ทั้งตลกร้ายและแสนเจ็บแสบของ Anora ผลงานเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ Sean Baker ซึ่งเพิ่งชนะรางวัลปาล์มทองคำที่คานส์ปีนี้มาหมาดๆ และน่าจับตามองว่างานชิ้นนี้ของเขาจะไปได้ไกลถึงออสการ์เลยหรือไม่
เพราะ ‘ซินเดอเรลลา’ หรือเรื่องราวชีวิตของคนบ้านๆ ที่มีความฝันไกล (เกิน) ตัว คือสิ่งที่ยืนยันและยืนหยัดอยู่ในงานของ Sean Baker ผู้กำกับที่ยืนระยะเล่าเรื่องเหล่านี้มาตลอดหลายปี และ Anora ก็ไม่ได้เป็นตัวละครหญิงสาวคนแรกในหนังของเขาที่ฝันอยากมีชีวิตราวกับเจ้าหญิง หากย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน ตัวละคร LGBTQ+ ในหนังทุนต่ำเรื่อง Tangerine ของเขาก็มีชื่อเล่นว่า Sin-Dee Rella ทำงานเป็น Sex Worker ใน Los Angeles และมีกลิ่นอายคล้ายๆ กันกับชีวิตของ Anora
ตัวละครของ Baker มักฝันถึงการ ‘หลุดพ้น’ จากสภาพชีวิตที่เป็นอยู่ไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า อย่างใน Tangerine ตัวละครเซ็กซ์เวิร์กเกอร์ LGBTQ+ ก็ฝันจะหลุดพ้นจากอาชีพขายตัวข้างถนนใน LA ไปเป็นนักร้องบาร์ที่มีคนชื่นชม ใน Red Rocket ตัวละครหนุ่มใหญ่อยากหนีจากการถูกปรามาสว่าเป็นแค่ดาราหนังโป๊ตกอับ ไปเป็นดาราหนังโป๊ตัวพ่อที่หวนคืนสังเวียนอย่างสง่างามอีกครั้ง หรือใน Florida Project ตัวละครเด็กหญิงที่มีแม่เป็นโสเภณีของเขาก็อยากเข้าไปเล่นในดิสนีย์แลนด์อย่างลูกคนมีอันจะกินเขาบ้าง แต่ค่าตั๋วเดินทางเข้าดิสนีย์แลนด์ที่เเพงเหลือเกินก็ดับฝันของเด็กน้อยให้ทำได้แค่นั่งฝันข้างนอกอยู่อย่างนั้น
ไม่เพียงแค่ภาพฝันแบบเทพนิยาย ตัวละครของ Baker มักเล่าถึงชีวิตคนชายขอบของสังคม คนจน คนทำงานเกี่ยวกับเซ็กซ์ คนต่างด้าว ชาวอาร์เมเนีย ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดกลายมาเป็นองค์ประกอบสีเทาๆ ในจักรวาลคนเทาๆ ของเขาไปโดยปริยาย
เช่นเดียวกับชีวิตของ Anora ที่พยายามหลุดพ้นจากสภาพที่เธอเป็นอยู่ การเป็น Sex Worker ที่มักถูกเรียกอย่างหยามเหยียดว่า ‘อีตัว’ บ้าง ‘กะหรี่’ บ้าง หนีไปจากความจน หนีไปจากความเป็นคนต่างด้าวที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า เพราะไม่ว่าอย่างไรผู้หญิงรัสเซียอย่างเธอก็อยู่ในสถานะ ‘คนนอก’ ของสังคมอเมริกันอยู่วันยังค่ำ
ทางเลือกในการหนีไปจากการเป็นคนนอกไม่กี่ทางของ Anora จึงเป็นการที่เธอเลือกสวมความ ‘เป็นอื่น’ ทาบทับลงไปบนตัวเอง เพื่อปกปิดความแตกต่างกับความไม่เข้าพวกนั้นซะ ไม่ว่าจะด้วยชื่อเล่นที่เธอใช้เรียกตัวเองและอยากให้คนอื่นเรียกว่า Ani หรือการที่เธอเลือกทำเป็นพูดภาษารัสเซียบ้านเกิดไม่ได้ ฟังก็ไม่ค่อยออก เพื่อกลบรากกำเนิดของตัวเองที่เธอรู้สึกอับอาย แปลกแยก
ความตลกร้ายของหนังคือการทำให้โลกที่ Anora จะวิ่งหนีไปหาเพื่อหลุดพ้นจากการเป็นคนนอกนั้นก็ดันเป็นโลกของหนุ่มไฮโซรัสเซีย ซึ่งถึงจะมีอำนาจที่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองมากแค่ไหน เเต่พอมาอยู่ในบ้านเมืองอื่นอย่างอเมริกา พวกเขาก็เป็นแค่คนนอกไม่ต่างจากเธอเลย และแม้ว่า Anora จะเป็นคนรัสเซียบ้านเดียวกัน ก็ยังมิวายถูกไฮโซรัสเซียเหยียดลงไปอีกขั้นว่าเป็นแค่ ‘วัยรุ่นสก๊อย’ เพราะความจนกว่า ต่ำต้อยสถานะทางสังคมกว่า แถมยังมีอาชีพเป็นผู้หญิงขายเซ็กซ์ นั่นยิ่งทำให้คนเทาๆ อย่างเธอแทบไม่มีวันหลุดพ้นจากสิ่งที่เธอเป็นได้เลย
ความวายป่วงจากการสื่อสาร มักเป็นหนึ่งองค์ประกอบหลักที่เกิดขึ้นในหนัง Sean Baker อยู่บ่อยๆ เพื่อตอกย้ำความเป็นคนนอกของบรรดาตัวละครด้วยเหมือนกัน ในเรื่อง Anora ไม่ใช่แค่ความแตกต่างของภาษาอังกฤษ กับภาษารัสเซียน และยังมีภาษาอาร์เมเนียน ที่เหมือนเป็นความตั้งใจใส่มาเพื่อเพิ่มความชุลมุนให้กับเรื่อง หรืออย่างภาษาที่เป็นเหมือนการ ‘เข้ารหัส’ เฉพาะของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างคำแสลง คำด่าที่รู้กันแค่เฉพาะกลุ่มของคนทำงานให้บริการทางเพศrก็มีส่วนกีดกันบรรดาตัวละครอื่นๆ ให้เพิ่มระดับความเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน
มันยังเป็นความล้มเหลวจากการที่แต่ละคนไม่พยายามจะทำความเข้าใจกันเลยตั้งแต่ต้น เพราะความรู้สึก ‘เหยียด’ กันไปมาที่แต่ละคนพยายามสื่อสารให้อีกฝ่ายรู้ว่า ‘แกต่ำกว่าชั้น ฉันสูงกว่าแก เพราะงั้นฉันไม่จำเป็นต้องฟังแก’ อยู่แทบตลอดทั้งเรื่อง เมื่อพวกเขารู้สึกว่าไม่จำเป็นที่ต้องทำความเข้าใจอีกฝ่าย และนั่นไม่เพียงทำให้การสื่อสารออกมาเละไม่เป็นท่า มันยังสะท้อนให้เห็นถึงการเหยียดกันเป็นทอดๆ ของสังคมหนึ่งต่ออีกสังคมหนึ่งแบบ ‘เหยียดในเหยียดในเหยียด…’ ไม่รู้จบสิ้น
แต่บรรดาตัวละครเทาๆ ในโลกเทาๆ ของ Sean Baker ต่างหารู้ไม่ว่าพวกเขาทั้งหมดที่กำลังเหยียดกันอย่างเมามันอยู่นั้นก็กำลังถูกโลกภายนอกทั้ง ‘เหยียด’ และ ‘เหยียบ’ อยู่ไม่ต่างกันเลย
ตอนหนึ่งที่ Anora ถูกถามว่าชื่อของเธอในภาษารัสเซียแเปลว่าอะไร เธอตอบอย่างไม่ใยดีนักว่า การอยู่ที่นี่ ที่อเมริกา ไม่มีใครเขาสนใจกันหรอกว่าชื่อของใครจะหมายความว่าอะไร เพราะถึงแม้ชื่อของเธอจะมีความหมายไพเราะในภาษารัสเซียที่แปลว่า ‘การเปล่งประกาย’ เธอก็ไม่สามารถจะเป็นผีเสื้อที่เปล่งประกายด้วยแสงทั้งหมดในตัวเองได้… ไม่ใช่ในโลกสีหม่นเทาที่ไม่เคยมองเห็นการมีอยู่ของเธอ
และนั่นทำให้ชีวิตของเซ็กซ์เวิร์กเกอร์ชื่อ Anora ไม่ได้จบลงเหมือนภาพฝันหวานอย่างในหนังโรแมนติกเรื่อง Pretty Woman ของ Garry Marshall เมื่อปี 1990 ที่ตอนหลังโสเภณีสาวได้ลงเอยกับนักธุรกิจหนุ่มใหญ่ผู้มาพร้อมกับรักแท้และการปลดเเอกเธอไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า
สำหรับ Anora เธอเป็นเพียงซินเดอเรลลาที่มีเวลาฝันหวานแค่ 24 ชั่วโมง ไม่ได้เป็นเจ้าหญิง ไม่ได้ใช้ชีวิต ‘Live happily ever after’ กับเจ้าชายในปราสาทหรู ฉากสุดท้ายของเธอมีเพียง ‘ไอ้ค่อมแห่ง Notre-dame’ กับรถเก่าๆ หนึ่งคันที่ถึงแม้จะดูอัปลักษณ์ไปบ้างเมื่อเทียบกับเจ้าชายในฝัน แต่มันกลับเป็น ‘ความจริง’ ที่จับต้องได้ และโอบกอดหัวใจเย็นเฉียบของคนที่โลกถ่มถุยให้รู้สึกอุ่นขึ้นได้อย่างประหลาด
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- Anora อีกหนึ่งซินเดอเรลลาในจักรวาลคนเทาๆ ที่โลกถ่มถุยของผู้กำกับ Sean Baker
- ‘รักเรายืดแต่ไม่ย้วย’ ภาพยนตร์สารคดีสั้นบอกเล่าความรักหลากเฉดสีของ 7 คู่รักในยุคแห่งความหลากหลาย จากแบรนด์ ‘ยืดเปล่า’
- Ramisha Sattar ศิลปินเชื้อสายปากีฯ ผู้เป็นทั้งเพื่อนรักและเป็น ผู้อยู่เบื้องหลัง วิชวลปังๆ ของ Chappell Roan
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com