ป่าไม้ บุกโรงโม่หิน อายัดของกลางมูลค่า 36 ล้านบาท หลังแผ้วถางรุกป่า 337 ไร่
ป่าไม้ สนธิกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บุกโรงโม่หิน อายัดของกลางมูลค่า 36 ล้านบาท หลังแผ้วถางรุกป่า 337 ไร่
เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กอ.รมน.ร่วมกับ หน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) กรมป่าไม้ นำโดย พ.อ.พงษ์เพชร เกษสุภะ หัวหน้าชุดปฏิบัติการ ศปป.4 กอ.รมน. นายสมชาย ฉิมแย้ม หัวหน้าฐานปฏิบัติการหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) ภาคเหนือ นายสมพร ทิพยโสตนัยนา สำนักงานสอบสวนคดีพิเศษภาค 6 กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฯ สำนักงานที่ดินฯ สาขาชนแดน ฝ่ายปกครองอำเภอชนแดน ตำรวจ สภ.ดงขุย และนายก อบต.ตะกุดไร สนธิกำลังกว่า 30 นาย เข้าตรวจสอบโรงโม่หิน บริษัท ศิลาทวีโชค จำกัด หมู่ที่ 7 บ้านโป่งนกแก้ว ต.ตะกุดไร และหมู่ที่ 10 บ้านเขาบ่อทอง ต.ท่าข้าม อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์
หลังเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. เจ้าหน้าที่ได้นำหมายค้นศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงโม่หินดังกล่าว จากการตรวจวัดหาค่าพิกัดจากอุปกรณ์ทางดาวเทียม พบว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวมีการบุกรุกเปิดป่าใหม่ แผ้วถางพื้นที่ภูเขาที่มีสภาพเป็นป่า และการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ ซึ่งยังไม่ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้เข้าทำประโยชน์ โดยทำการรังวัดและขึ้นรูปแปลงคำนวณพื้นที่ได้จำนวน 337-2-40 ไร่ คิดค่าเสียหายของรัฐเบื้องต้นเป็นเงิน 23,039,248 บาท
เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันทำบันทึกการตรวจยึดที่ดินดังกล่าว พร้อมรวบรวมหลักฐาน เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษบริษัทดังกล่าว ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ดงขุย อ.ชนแดน ในข้อหากระทำผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ในขณะที่ทางเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้แจ้งให้บริษัทดังกล่าว ซึ่งเป็นผู้ได้รับประทานบัตร ให้ระงับการทำเหมืองแร่ไว้ก่อน จนกว่าจะได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่อย่างถูกต้อง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 มิ.ย.
จากการตรวจสอบเพิ่มเติม ต่อเนื่องจากการตรวจยึดพื้นที่บุกรุก 337 ไร่ เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ทางอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้สั่งให้ทางบริษัทหยุดกิจการโรงโม่หินตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย. และดำเนินคดีฐานขยายโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 ม.18 แล้วนั้น เนื่องจากการตรวจสอบพื้นที่ครอบครองของโรงโม่ฯ และการทำเหมืองแร่ ยังไม่เสร็จครบถ้วน จึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมตรวจสอบเพิ่มเติม
โดยนายอดุลย์ วงค์คํา วิศวกรประจำโรงโม่หินดังกล่าว ได้รับมอบหมายจากนายเอกชัย สอนเนย กรรมการผู้จัดการของบริษัทโรงโม่หินดังกล่าว ได้นำคณะเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสาร และแนวเขตพื้นที่ครอบครองโรงงาน พร้อมนำเอกสารสิทธิที่ดิน เป็น น.ส.2 หรือใบจอง จำนวน 5 ฉบับ รวม 84-3-41 ไร่ พร้อมด้วยหนังสือสัญญาซื้อขาย มาแสดง
เมื่อนำค่าพิกัดที่ตั้งแปลงที่ดินมาลงในแผนที่ ปรากฏว่าสอดคล้องกับพื้นที่ตั้งโรงงาน และพื้นที่ครอบครองของบริษัทฯ เจ้าหน้าที่จึงให้บริษัทฯ ไปดำเนินการขอออกเอกสารสิทธิ์ และโอนที่ดินให้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งให้ไปดำเนินการแก้ไขการอนุญาตขอตั้งโรงงาน ต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ให้ถูกต้อง
จากการตรวจสอบแปลงประทานบัตรเลขที่ 25593/15456 เลขที่ 25594/15457 เลขที่ 25595/15386 พบว่าในพื้นที่ตรวจยึด รวม 337 ไร่ ซึ่งทำเหมืองไปก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 นั้น มีหินก้อนใหญ่ที่ได้จากการระเบิดรอการขนย้ายเข้าโรงงานโม่หิน จำนวน 6 กอง และกองอยู่ในที่ดิน น.ส.3 ก อีก 1 กอง รวม 7 กอง จึงได้จับค่าพิกัด และคำนวณปริมาตรได้ รวม 102,534 ลบ.ม. คิดเป็นน้ำหนัก 180,459 ตัน รวมมูลค่าของกลางเป็นเงินประมาณ 36,091,800 บาท เจ้าหน้าที่ป่าไม้จึงได้อายัดหินของกลางทั้งหมด ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.ดงขุย เป็นหลักฐานเพิ่มเติมในการดำเนินคดีตรวจยึดพื้นที่ 337 ไร่
ส่วนหินที่ผ่านการโม่และย่อยหินแล้ว ที่กองอยู่ภายในบริเวณโรงงานน้ำหนักประมาณ 200,000 ตัน มูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท ทางอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ แจ้งว่าเป็นหินที่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากได้เสียค่าภาคหลวงแล้ว ทางบริษัท (บริษัทศิลาทวีโชคจำกัด) สามารถขายได้ จึงไม่ได้ทำการตรวจยึด