โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อันตรายและวิธีขจัดภาวะ ‘การรับรู้ไม่ลงรอย’ หรือ cognitive dissonance

The Momentum

อัพเดต 23 พ.ค. 2562 เวลา 02.19 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2562 เวลา 02.19 น. • สฤณี อาชวานันทกุล

In focus

  • จิตใจของคนเราพยายามทำความเข้าใจโลกตลอดเวลา มันพยายามตีความข้อมูลข่าวสารจากภายนอกให้สอดคล้องกับความคิดและความเชื่อเดิมของเรา
  • ถ้าหากข้อมูลใหม่ขัดแย้ง เราก็จะรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ จิตใต้สำนึกเราจะหาทางคลี่คลายความคับข้องใจนี้ด้วยการยกเหตุผลมาอธิบายข้อมูลใหม่ในทางที่ไม่ขัดแย้งกับความเชื่อเดิม
  • การหาเหตุผลมาเข้าข้างตัวเอง โกหกตัวเอง หรือปลอบใจตัวเอง หรือที่ภาษาวัยรุ่นเรียกว่า ‘ดริฟต์’ กลายเป็นเรื่องปกติในโลกออนไลน์ และในเมื่อจิตใจของเราพร้อมเสมอที่จะช่วยเราหลอกตัวเอง จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะชอบเสพแต่เนื้อหาที่ช่วย ‘ตอกย้ำ’ ความคิดความเชื่อเดิมของเรา

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังร้อนระอุไม่แพ้อุณหภูมิ 40 องศาของเมืองไทยในยุคโลกร้อน การถกเถียงในโซเชียลมีเดียชื่อดังอย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ รวมถึงโปรแกรมแชทขวัญใจชาวไทยอย่าง ไลน์ ก็ร้อนแรงไม่แพ้โลกนอกจอเลยทีเดียว

ในสถานการณ์อย่างนี้ เราทุกคนควรทำความรู้จักกับอันตรายของภาวะ ‘การรับรู้ไม่ลงรอย’ หรือ cognitive dissonance เพราะมันส่งผลต่อสภาพอารมณ์ของเรา โดยที่บ่อยครั้งเราไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังตกอยู่ในภาวะนี้

ในยุคโซเชียลมีเดีย ข้อมูลไหลบ่ามหาศาลทุกนาทีที่นิ้วของเราเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ แน่นอนว่ามีทั้งข้อมูลจริง ข้อมูลเท็จ ครึ่งจริงครึ่งเท็จ ข้อมูลเคยจริง ข้อมูลวันนี้จริงแต่พรุ่งนี้ตัวใครตัวมัน ความคิดเห็น การด่าทอ และการป้ายสีร้อยแปดพันเก้า ข้อมูลและความเห็นเหล่านี้ส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าในใจจากการรับข้อมูลมากเกินไป หรือที่วันนี้มีศัพท์เรียกว่า ‘information fatigue syndrome’

เรารับข้อมูลออนไลน์อย่างท่วมท้นล้นปรี่และรวดเร็วเกินกว่าความสามารถของสมองเราที่ต้องใช้เวลาตรึกตรอง พินิจพิจารณาข้อมูลแต่ละชิ้นอย่างถี่ถ้วน ถ้าอยากทบทวนว่าเราคิดอย่างไรกับมันกันแน่ นอกจากนี้ ความเร็วทันใจและ ‘ได้ฟินทันควัน’ (instant gratification) ของโซเชียลมีเดียยอดนิยมทั้งหลาย ซึ่งแสดงยอดไลก์ยอดแชร์และความเห็นท้ายข้อความในเวลาจริงทุกเสี้ยววินาที ก็ทำให้เรามักจะอยากแสดงความคิดเห็นต่อทุกเรื่องในทันที บ่อยครั้งโดยไม่ทันคิดด้วยซ้ำไปยังไม่ต้องพูดถึงการตั้งใจทบทวนความคิดของตัวเราก่อนกดแป้นพิมพ์หรือมือถือ

นักจิตวิทยาค้นพบมาหลายสิบปีแล้วว่า จิตใจของคนเราพยายามทำความเข้าใจโลกตลอดเวลา มันพยายามตีความข้อมูลข่าวสารจากภายนอกให้สอดคล้องกับความคิดและความเชื่อเดิมของเรา ถ้าหากข้อมูลใหม่ขัดแย้ง เราก็จะรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ จิตใต้สำนึกเราจะหาทางคลี่คลายความคับข้องใจนี้ด้วยการยกเหตุผลมาอธิบายข้อมูลใหม่ในทางที่ไม่ขัดแย้งกับความเชื่อเดิม

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าตอนแรกเราสนับสนุนผู้นำเผด็จการทหารด้วยเหตุผลว่า ‘คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) ซื่อสัตย์ ไม่โกง” แต่ต่อมามีข้อมูลที่มีมูลว่า นายพลบางคนในคณะนี้อาจมีส่วนโกง เราก็อาจปรับเหตุผลใหม่ว่า “อย่างน้อย คสช. ก็ไม่โกงเท่ากับนักการเมือง” เป็นต้น

พูดง่ายๆ ก็คือ เวลาที่เกิดภาวะการรับรู้ไม่ลงรอยเพราะข้อมูลใหม่ขัดแย้งกับความเชื่อเก่า เราจะรู้สึกแย่ ดังนั้น สมองจึงรีบหาเหตุผลมาเข้าข้างตัวเอง – โดยที่เรามักไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอย่างนั้นอยู่ด้วยซ้ำ – เพื่อสลายความไม่ลงรอยกันระหว่างข้อมูลใหม่กับความเชื่อเดิม

 

ลีออน เฟสติงเจอร์ (Leon Festinger) นักจิตวิทยาสังคมชาวอเมริกัน ได้เครดิตว่าเป็นผู้ค้นพบอาการ cognitive dissonance และพัฒนาทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะนี้เป็นคนแรกระหว่างที่เขาศึกษาลัทธิ (cult) ต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ผู้นำของลัทธิคนหนึ่งพยากรณ์ว่า จากการติดต่อกับอารยธรรมต่างดาว เธอมั่นใจว่าโลกจะมาสู่จุดจบในวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1954 และบอกให้สาวกของเธอเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับ ‘วันพิพากษา’ แต่เมื่อวันแห่งคำพยากรณ์มาถึงและจากไปอย่างราบรื่น แทนที่สาวกจะเสื่อมศรัทธาในตัวศาสดา เลิกนับถือหรือด่าทอว่าเธอหลอกลวง สาวกส่วนใหญ่กลับทวีศรัทธาในตัวเธอ

เฟสติงเจอร์พบว่า เมื่อโลกไม่ถูกทำลาย ความไม่สบายใจจาก ‘การรับรู้ไม่ลงรอย’ ระหว่างความเชื่อที่ว่าศาสดาเป็นผู้รู้แจ้งและติดต่อกับชาวต่างดาวได้จริง กับความจริงที่ว่าพวกเขาถูกหลอกครั้งใหญ่นั้น รุนแรงเสียจนพวกเขาต้องปรับเปลี่ยนความเชื่อเสียใหม่เพื่อสร้างความชอบธรรมต่อไป โดยการบอกตัวเองในหัวว่า ที่โลกไม่แตกนั้นเป็นเพราะมนุษย์ต่างดาวมาช่วยกอบกู้โลก เพราะเป็นห่วงศาสดากับบรรดาสาวกของเธอในลัทธินี้!

การหาเหตุผลมาเข้าข้างตัวเอง โกหกตัวเอง หรือปลอบใจตัวเอง หรือที่ภาษาวัยรุ่นเรียกว่า ‘ดริฟต์’ เพื่อจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนใจ กลายเป็นเรื่องปกติในโลกออนไลน์ และในเมื่อจิตใจของเราพร้อมเสมอที่จะช่วยเราหลอกตัวเอง (เพื่อคลี่คลายความอึดอัดใจจากภาวะ ‘การรับรู้ไม่ลงรอย’) จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะชอบเสพแต่เนื้อหาที่ช่วย ‘ตอกย้ำ’ ความคิดความเชื่อเดิมของเรา ไม่ใช่ข้อมูลที่ตั้งคำถามหรือคัดง้างกับมัน

ด้วยเหตุนี้ เนื้อหาประเภทโฆษณาชวนเชื่อหรือ ‘ข่าวปลอม’ (fake news) ที่ไม่สนใจมูลความจริงตั้งแต่ต้น จึงมีพลังทำลายล้างสูงมากในแง่ที่มันพุ่งเป้าไปที่สมองของเราโดยตรง จงใจหลอกล่อให้เราคลิกเข้าไปอ่าน (clickbait) จากนั้นเราก็จะอยากแชร์เพราะเนื้อหามันช่าง ‘โดนใจ’ เราเหลือเกิน

ไม่ต้องหยุดคิดหรอกว่ามันน่าจะจริงหรือเปล่า

 

นักจิตวิทยาค้นพบต่อไปว่า การหลอกตัวเองไม่ใช่วิธีเดียวที่จะรับมือกับภาวะ ‘การรับรู้ไม่ลงรอย’ ถึงแม้มันอาจเป็นกลไกที่ธรรมชาติมอบให้

นักจิตวิทยาแบ่งวิธีรับมือของเราทั้งหมดได้สามวิธีหลักๆ ด้วยกัน ซึ่งแต่ละวิธีไม่มีอะไรรับประกันได้ว่ามันจะ ‘สำเร็จ’ ทุกครั้งที่ลองใช้ แต่อย่างน้อยเราก็ตั้งใจลองทำได้

วิธีแรก พยายามเปลี่ยนทัศนคติ พฤติกรรม หรือความเชื่อ เพื่อจัดวางความสัมพันธ์เสียใหม่ให้สอดคล้องลงรอยกัน

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเชื่อว่า ‘การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ’ เราก็ควรพยายามเลิกหรือลดการสูบบุหรี่ให้ได้ ไม่ว่าจะยากเย็นเพียงใด ไม่อย่างนั้นก็จะรู้สึกแย่ต่อไป

วิธีที่สอง ลดทอนความสำคัญของความเชื่อหรือทัศนคติที่ไม่ลงรอย

ยกตัวอย่างกรณีสูบบุหรี่ แทนที่เราจะพยายามเปลี่ยนพฤติกรรม (เลิกสูบบุหรี่) เราก็อาจบอกตัวเองว่า ‘ชีวิตแสนสั้นที่ได้มีความสุขกับการสูบบุหรี่นั้น ดีงามกว่าชีวิตยืนยาวที่ไม่ได้สูบ’ การให้เหตุผลแบบนี้ลดความสำคัญของความเชื่อที่ไม่ลงรอย (‘การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ’)

วิธีที่สาม เปิดรับข้อมูลใหม่ที่มีน้ำหนักมากกว่าความเชื่อที่ไม่ลงรอย

ยกตัวอย่างกรณีสูบบุหรี่เช่นเคย ถ้าเราเลือกรับข้อมูลใหม่อย่างเช่น ‘ผลจากงานวิจัยพิสูจน์ไม่ได้ 100% ว่า การสูบบุหรี่ทำให้เป็นมะเร็งปอด’ ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าความเชื่อเดิม (‘การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ’) เราก็จะขจัดภาวะการรับรู้ไม่ลงรอยได้ โดยสูบบุหรี่ต่อไป

ข้อค้นพบทางจิตวิทยาเรื่องภาวะ ‘การรับรู้ไม่ลงรอย’ บอกเราว่า การเปลี่ยนใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะธรรมชาติสร้างเราให้มีกลไกรับมือกับความรู้สึกแง่ลบติดตัวมาแต่เกิด

แต่ถ้าเรายืนกระต่ายขาเดียว ไม่ยอมเปลี่ยนใจ ในเรื่องที่ ‘ข้อเท็จจริง’ ขัดแย้งแตกต่างจากความคิดความเชื่อเดิมของเรามากขึ้นเรื่อยๆ คำถามก็คือแบบนี้เรายิ่งไม่แย่หรือ ในเมื่อ ‘เหตุผล’ ที่เราจะยกมาเข้าข้างตัวเองนั้นย่อมฟังดูไร้สาระหลุดโลกขึ้นเรื่อยๆ เมื่อความจริงแยกทางจากความเชื่อชนิดไม่มีทางมาบรรจบลงรอยกันได้

ผู้เขียนสังเกตว่า ‘หน้าตา’ ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญเหมือนกันในสังคมไทย ยกตัวอย่างเช่น กองเชียร์ คสช. หลายคนวันนี้พยายามรับมือกับภาวะ ‘การรับรู้ไม่ลงรอย’ ของตัวเอง ด้วยการเฉไฉไปโพสแต่เรื่องเที่ยว ร้านอาหาร การเข้าวัดปฏิบัติธรรม อ้างว่า ‘ไม่สนใจการเมืองแล้ว’

หลายคนที่อ้างแบบนี้เริ่มมองเห็นความจริงแล้ว แต่ยังไม่อยากยอมรับกับคนอื่นว่าเคยคิดผิด ความที่ไม่อยากรู้สึกแย่ เลยเฉไฉไปทำกิจกรรมที่จะทำให้รู้สึกดี

ระหว่างเผชิญกับความท้าทายประจำวันว่าจะเปลี่ยนใจ หรือจะหาเหตุผลมาหลอกตัวเองต่อไปว่า ‘คสช. ไม่ต้องการสืบทอดอำนาจ’

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...