โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สอท.-สกญ.ไทยในปากีสถาน เร่งช่วยคนไทยสู้ภัย'โควิด'

MATICHON ONLINE

อัพเดต 24 พ.ค. 2563 เวลา 22.41 น. • เผยแพร่ 24 พ.ค. 2563 เวลา 22.40 น.

หากพูดถึงประเทศ “ปากีสถาน” เชื่อว่าคนส่วนใหญ่อาจนึกถึงความรุนแรง การก่อการร้าย หรือความวุ่นวายในประเทศ แต่นั่นเป็นภาพในอดีตไปแล้ว เพราะในช่วงหลายปีมานี้ถานการณ์การเมืองในปากีสถานสงบลงกว่าเดิมมาก ใครที่เคยไปปากีสถานก็จะรู้ว่าที่จริงแล้วปากีสถานเป็นประเทศที่รุ่มรวยด้วยอารยธรรม มีธรรมชาติอันงดงามไม่แพ้ยุโรป และผู้คนก็เป็นมิตร ปากีสถานยังเป็นต้นธารศิลป์แห่งพุทธศาสนา ค่าที่เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมคันธาระ ซึ่งเป็นยุคแรกของโลกที่มีการสร้างพระพุทธรูปเคารพขึ้น

ปัจจุบันมีคนไทยอาศัยอยู่ในปากีสถานราว 1,000 – 1,500 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาอยู่ใน 3 เมืองหลัก ประกอบด้วย กรุงอิสลามาบัดที่มาศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงอิสลามาบัด (International Islamic University Islamabad) 237 คน ในคณะต่างๆ หลากหลาย อาทิ คณะนิติศาสตร์อิสลาม คณะการแปลภาษาและวรรณกรรม คณะรัฐศาสตร์ และคณะภาษาอาหรับ โดยศึกษาเป็นภาษาอังกฤษ นักศึกษาไทยส่วนใหญ่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ อาหรับ และภาษาอูรดูได้ ทั้งยังมาเข้าเรียนในโรงเรียนสอนศาสนาที่ไรวินต์ในเมืองละฮอร์ประมาณ 50 คน และที่นครการาจี มีนักศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย Binoria University International ราว 150 คน

นอกจากนี้ยังมีคนไทยมุสลิมเชื้อสายปาทานอยู่ทางตอนเหนือ โดยเฉพาะในเมืองบัตตากรามที่แคว้นไคเบอร์ปักตุงคัว (Khyber Pakhtunkhwa) อีกราว 300 หลังคาเรือน คนไทยที่มาตั้งรกรากอยู่ทางตอนเหนือของปากีสถานมีหลายครอบครัวและอยู่กันมานานกว่าร้อยปี ในจำนวนนี้มีคนที่ถือสองสัญชาติคือทั้งไทยและปากีสถานหลักร้อย บางคนยังสามารถใช้ภาษาไทยได้ หนำซ้ำยังมีโรงเเรมที่ชื่อ Thai Hotel โดยเจ้าของเป็นคนไทยเชื้อสายปาทาน บางคนไม่เพียงแต่พูดภาษาไทยภาคกลางได้ แต่ยังพูดภาษาไทยท้องถิ่นอีกได้ด้วย ทั้งอู้คำเมือง แหลงใต้ รวมถึงพูดภาษายาวี ขึ้นกับว่ามาจากท้องถิ่นไหน ที่สำคัญคนไทยเหล่านี้ก็รักประเทศไทยและนิยมไทยเหมือนคนไทยทั่วไป เพียงแต่หน้าตาจะออกไปทางคนชมพูทวีปเท่านั้น

อีกทั้งยังมีคนไทยที่สมรสกับชาวปากีสถานอยู่อีกหลายร้อยครอบครัวทั่วประเทศ ทั้งที่จดทะเบียนสมรสเเละไม่จดทะเบียนสมรส ส่วนคนไทยที่มาทำงานในปากีสถานมีอยู่ราวๆ 40-50 คน อาทิ ทำงานเป็นพนักงานนวดที่เมืองละฮอร์ เป็นพ่อครัวในกรุงอิสลามาบัด หรือเป็นวิศวกรที่เมืองการาจี

ปัจจุบันมีบริษัทไทยที่ไปลงทุนในปากีสถาน 4 บริษัท ประกอบด้วยบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร ซึ่งเข้าไปลงทุนทำอาหารสัตว์และฟาร์มปศุสัตว์ บริษัทไทยยูรีเทนพลาสติก ที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมพลาสติก บริษัทซี แวลู ที่เข้าไปลงทุนด้านอุตสาหกรรมอาหารทะเล และบริษัทโอกิฮาร่า(ประเทศไทย) ที่เข้าไปลงทุนด้านอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ และยังมีบริษัทไทยอีกจำนวนหนึ่งที่สนใจจะเข้าไปลงทุนในปากีสถานเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นในอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ อุตสาหกรรมพลังงาน รวมถึงธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์

ด้านการท่องเที่ยว ปากีสถานได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนปากีสถาน 3.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 2.5 ล้านคน เพราะปากีสถานมีต้นทุนที่ดีสำหรับการท่องเที่ยวทั้งสภาพภูมิประเทศที่สวยงาม อากาศที่เย็นสบายในทางตอนเหนือ และยังมีแหล่งโบราณคดีที่น่าสนใจจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกหลายแห่ง โดยเฉพาะแหล่งโบราณคดีทางพุทธศาสนาอย่างเมืองตักศิลา และเมืองตักติไบ ซึ่งน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้แสวงบุญชาวไทย

ปากีสถานพบผู้ป่วยโควิด-19 รายแรกในราวปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับจากแสวงบุญในอิหร่าน โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อในปากีสถานล่าสุด ณ วันที่ 23 พฤษภาคม อยู่ที่ 52,437 คน และมีผู้เสียชีวิต 1,101 ราย พบผู้ติดเชื้อมากที่สุดในแคว้นปัญจาบและเเคว้นซินด์ที่มีเมืองใหญ่ได้แก่เมืองละฮอร์และเมืองการาจี ส่วนกรุงอิสลามาบัด ซึ่งเป็นเมืองหลวงมีผู้ติดเชื้อ 1,326 ราย แต่ก็มีกระแสข่าวว่าอาจมีผู้ติดเชื้อมากกว่าตัวเลขทางการ เนื่องจากมาตรการตั้งรับการเดินทางกลับจากต่างประเทศ โดยเฉพาะด่านทางบกมีช่องโหว่ ชุดตรวจเชื้อและอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล(พีพีอี) มีจำกัด สัดส่วนของแพทย์ เตียงและเครื่องช่วยหายใจต่อจำนวนประชากรกว่า 207 ล้านคนยังถือว่ามีน้อยมาก

ทางการปากีสถานได้จัดทำแผนปฏิบัติการรับมือโควิด-19 เพื่อเป็นกรอบทางนโยบายสำหรับหน่วยงานในแต่ละระดับ และได้จัดตั้งคณะกรรมการประสานงานแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยมีมุขมนตรีทุกแคว้นร่วมอยู่ในคณะกรรมการดังกล่าว ทั้งยังมีศูนย์บัญชาการและปฏิบัติการแห่งชาติ เป็นกลไกดูแลให้สหพันธ์และแคว้นทำงานประสานกัน ขณะที่การปิดเมืองไม่ได้ทำในลักษณะเดียวกันทุกพื้นที่ แต่ใช้นโยบายปิดเมืองแบบชาญฉลาด(Smart Lockdown) โดยมีการตรวจหาเชื้อเพื่อตามรอยผู้ติดเชื้อและทำการกักกันตัว เพื่อบ่งชี้กลุ่มคนหรือบริเวณที่เป็นจุดเสี่ยงเพื่อปิดเมือง ซึ่งจะทำให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดและสามารถการเปิดพื้นที่เศรษฐกิจบางส่วนไปได้พร้อมกัน โดยนับตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา ปากีสถานทำการตรวจหาผู้ติดเชื้อที่ 16,000 รายต่อวัน

นับตั้งแต่ปากีสถานเริ่มบังคับใช้มาตรการปิดเมืองและประกาศปิดเส้นทางการบินระหว่างประเทศตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม ซึ่งมีการแจ้งล่วงหน้าเพียง 3 – 4 ชั่วโมง ส่งผลให้สายการบินไทยที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้ง 3 เมืองของปากีสถาน ประกอบด้วย กรุงอิสลามาบัด เมืองละฮอร์ และเมืองการาจี ไม่สามารถให้บริการได้ มีนักท่องเที่ยวชาวไทยตกค้าง 3 – 4 ราย ขณะที่มีชาวปากีสถานที่เดินทางมารอแวะเปลี่ยนเครื่องกลับประเทศก็ตกค้างอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิกว่า 150 ราย ต่อมาแคว้นต่างๆ ของปากีสถานได้ทยอยประกาศใช้มาตรการปิดเมืองตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจและการขนส่งมวลชนปิดให้บริการ ก่อนที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม รัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง โดยให้แคว้นต่างๆ ปรับใช้มาตรการในแคว้นโดยขยายประเภทกิจการที่ผ่อนคลายเพิ่มขึ้น และอาจแตกต่างกันได้ในพื้นที่ต่างๆ ในลักษณะปิดเมืองแบบชาญฉลาด

สถานเอกอัครราชทูต(สอท.) ณ กรุงอิสลามาบัด และสถานกงสุลใหญ่(สกญ.) ณ นครการาจี ได้ออกประกาศแจ้งเตือนชุมชนไทยเป็นระยะนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปากีสถาน ผ่านทางประกาศสอท.และสกญ. และสื่อสังคมออนไลน์ มาตรการปิดเมืองส่งผลกระทบให้คนไทยในปากีสถานไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ สอท.และสกญ.ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนและแจกถุงยังชีพ หน้ากากอนามัย รวมถึงเจลล้างมือให้กับครอบครัวคนไทยและนักเรียนไทยเป็นระยะ ส่วนคนที่อยู่ในเมืองที่ห่างไกลออกไปก็ได้มีการจัดส่งข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นไปให้ทางไปรษณีย์ เช่นที่เมืองบัตตากราม ขณะสกญ.ในนครการาจี ก็ให้การดูแลคนไทยในแคว้นซินด์และแคว้นบาลูจิสถานเช่นกัน

สอท.และสกญ.ยังได้จัดเที่ยวบินพิเศษพาคนไทยกลับบ้านมาแล้ว 2 ครั้ง โดยให้ผู้ที่ประสงค์จะกลับประเทศลงทะเบียนแสดงความจำนงผ่านระบบออนไลน์ โดยเที่ยวบินแรกโดยสายการบินไทยได้นำคนไทย 278 คน เดินทางจากกรุงอิสลามาบัดกลับกรุงเทพ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ก่อนที่ผู้เดินทางกลับบ้านทั้งหมดจะเข้าสู่กระบวนการกักตัวในจังหวัดภูมิลำเนาของตัวเอง ซึ่งทั้งหมดปฏิบัติตามคำแนะนำของภาครัฐอย่างเคร่งครัด และเที่ยวบินดังกล่าวยังได้นำชาวปากีสถานกว่า 150 คนที่ตกค้างที่ไทยเดินทางกลับมายังปากีสถานด้วย

ต่อมาในวันที่ 6 พฤษภาคม สอท.ร่วมกับสกญ.ก็ยังร่วมกันจัดเที่ยวบินพิเศษแบบเช่าเหมาลำของสายการบินไทยแอร์เอเชีย เส้นทางเมืองละฮอร์ – กรุงเทพ นำคนไทยประกอบด้วยนักเรียนไทย คณะดะห์วะห์ เจ้าหน้าที่การบินไทย แม่บ้าน นักธุรกิจ วิศวกร และคนไทยอื่นๆ รวม 114 คนกลับประเทศ ซึ่งทุกคนผ่านการตรวจหาเชื้อโควิดแบบ Swab Test ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ซึ่งผลเป็นลบก่อนขึ้นเครื่อง ขณะที่สอท.และสกญ.ได้จัดเตรียมอาหารละศีลอดและหน้ากากอนามัยให้ก่อนขึ้นเครื่อง โดยทุกคนให้ความร่วมมือในการเข้าสู่กระบวนการกักกันตัวตามระเบียบของทางราชการด้วยดี

ปัจจุบันยังคงมีนักเรียนไทย และคนไทยที่พำนักอยู่ในปากีสถานอีกราว 120 คน ซึ่งสอท.และสกญ.ก็พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือดูแล หรือดำเนินการเพื่อส่งตัวกลับประเทศหากมีความประสงค์ต่อไป ภายใต้ความร่วมมือระหว่างทีมประเทศไทยในปากีสถานกับทีมประเทศไทยในไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...