Kimetsu no Yaiba the Movie – แม้ในวันที่โหดร้าย แต่เราก็มีสิทธิจะละเอียดอ่อนอยู่เสมอในชีวิต
ดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่
“เพื่อไม่ให้มีใครถูกทำร้ายอีก ผมจะฟาดฟันดาบลงที่คออสูรอย่างไร้ความปรานีต่อไป แต่ผมไม่คิดจะเหยียบย่ำผู้ที่ทุกข์ทรมานกับการเป็นอสูรหรือผู้ที่เสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ เพราะอสูรเองก็เคยเป็นมนุษย์เหมือนกับพวกเรา”
หัวใจที่ทั้งแข็งแกร่งและอ่อนโยน ที่พร้อมจะคงสถานะอย่างนั้นไว้ในทุกสถานการณ์เลวร้ายของชีวิตคือหัวใจแบบไหนกันนะ แล้วมันมีอยู่จริงๆ หรือ?
ในโลกมนุษย์การแสวงหาคำตอบให้กับสมมติฐานนี้แสนจะยากเย็น ทว่า ‘คามาโดะ ทันจิโร่’ ตัวละครหนึ่งในDemon Slayer: Kimetsu no Yaiba the Movie: Mugen Train (ดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่: ศึกรถไฟสู่นิรันดร์) กลับบอกกับเราว่ามันอาจจะยากสักหน่อยและคุณก็อาจจะเจ็บปวดมากขึ้น บาดแผลก็อาจเกิดขึ้นซ้ำๆ จนวันหนึ่งกลายเป็นแผลเป็นเด่นชัด แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็มีสิทธิที่จะละเอียดอ่อนอยู่เสมอแม้ว่าสิ่งที่กำลังพบเจอคือความโหดร้ายอย่างที่สุดของชีวิต
Demon Slayer ผลงานของ‘โคโยฮารุ โกโตเกะ’ ยกเครื่องเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในช่วง2 ปีที่ผ่านมาด้วยตำแหน่งมังงะที่ขายดีกว่า100 ล้านก๊อปปี้สร้างตัวเลขหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างน้อย2.7 แสนล้านเยน สถาบันวิจัยสิ่งพิมพ์ในโตเกียวเผยว่าเพราะ ดาบพิฆาตอสูร ยอดขายสิ่งพิมพ์ของญี่ปุ่นในปี2020 จึงตกลงไปเพียงร้อยละ1 เท่านั้น(เทียบกับปี2019 ที่ตกลงไปถึงร้อยละ4.3)
นอกจากนี้ เวอร์ชั่นภาพยนตร์ยังทำลายสถิติโดยการทำรายได้กว่า 1 หมื่นล้านเยนในเวลาเพียง10 วัน เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ญี่ปุ่น มียอดรวมกว่า3.2 หมื่นล้านเยน แซงหน้าSpirited Away ของStudio Ghibli ที่ยืนหนึ่งมานานกว่า20 ปีส่วนเวอร์ชั่นอนิเมะของค่าย ufotable ก็กลายเป็น the big hit ของโลกสตรีมมิ่งคว้ารางวัล Anime of the Year จากโปรแกรมดูแอนิเมชั่นญี่ปุ่น Crunchyroll ในปี 2020 และเป็นซีรีส์อนิเมะที่โด่งดังและถือว่าดีในลำดับต้นๆ ของปีสองปีที่ผ่านมา
ดาบพิฆาตอสูร เล่าเรื่องของคามาโดะ ทันจิโร่ เด็กหนุ่มผู้ขายถ่านในหุบเขากับครอบครัว อยู่มาวันหนึ่ง เขากลับพบว่าสมาชิกทั้งบ้านถูกอสูรฆ่าทิ้งจนเลือดนองเต็มกระท่อม มีเพียงแค่‘เนสึโกะ‘ น้องสาวคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้ เพียงแต่เธอก็ดันต้องกลายเป็นอสูรแทน
ท่ามกลางโมงยามที่สิ้นหวัง อยู่ๆ ทันจิโร่ก็ได้พบกับ ‘กิยู’ นักล่าอสูรที่เห็นว่าเด็กหนุ่มขายถ่านมีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจอยู่ในตัว กิยูจึงได้ชี้นำให้ทันจิโร่ไปหา ‘อุโรโกะดากิ’ อาจารย์ของเขาด้วยหวังว่าทันจิโร่จะได้ฝึกฝนและสอบเข้าหน่วยพิฆาตอสูรได้ในสักวัน
นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ทันจิโร่จึงต้องฝึกฝนกระบวนท่าปราณวารี เคี่ยวกรำฝีมือเป็นปีๆ พบเจออสูรที่มีความเก่งกาจหลายระดับ ค้นพบมิตรภาพระหว่างทาง พร้อมๆ กับต้องเสาะแสวงหาหนทางที่จะเปลี่ยนให้น้องสาวของเขาซึ่งกลายเป็นอสูรกลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง
*มีการเปิดเผยส่วนสำคัญของภาพยนตร์หลายส่วน*
ดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่: ศึกรถไฟสู่นิรันดร์ เล่าเรื่องราวช่วงต่อจากอนิเมะซีซั่นแรกใน Netflix ซึ่งทันจิโร่และเพื่อนนักล่าอสูร ‘เซ็นอิตสึ’ และ ‘อินโนะสุเกะ‘ ต้องเดินทางไปพร้อมกับ ‘เคียวจูโร่ เร็นโกคุ’ เสาหลักเพลิงหรือนักล่าอสูรฝีมือเก่งกาจที่เป็นกำลังหลักในการกำจัดอสูรเพื่อสืบสวนการหายตัวไปของผู้โดยสารในรถไฟ ฟังเผินๆ ภารกิจดูเหมือนจะไม่มีอะไรซับซ้อน แต่แล้วอยู่ๆเหล่านักล่าอสูรทุกคนก็หลับลึกลงไปในฝันที่ ‘เอ็นมุ’ อสูรข้างแรมที่1 สร้างขึ้นมา โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเขากำลังจะถูกอสูรตนนี้ลอบฆ่าอย่างแยบยลในความฝัน
ดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่
เมื่อหลับแล้วจะเสาหลักหรืออะไรก็เหมือนกับเด็กทารก
ไอเดียของเอ็นมุคือต่อให้เป็นนักล่าอสูรที่แข็งแกร่งมาจากไหนแต่แรงขับเคลื่อนของมนุษย์ก็คือหัวใจ ถ้าทำลายหัวใจทิ้งไม่ว่าใครก็จบเหมือนกันหมด ในแง่นี้ การต่อสู้ระหว่างตัวละครใน ดาบพิฆาตอสูร จึงไม่เพียงเรียกร้องแค่ความเก่งกาจของกระบวนท่า แต่ยังรวมถึง‘กึ๋น’ ในการต่อสู้อีกด้วย
เมื่อทุกคนหลับปุ๋ย พวกเขาต่างก็อยู่ในความฝันที่แตกต่างกันไป ทันจิโร่ปรากฏตัวที่บ้านในหุบเขาพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวที่มีชีวิตปกติสุข ฝันดีจากมนตร์อสูรตรึงเขาให้ใช้ชีวิตธรรมดาเหมือนการตายยกครัวไม่เคยเกิดขึ้น
ในส่วนของเคียวจูโร่นั้น ความฝันพาเขาย้อนกลับไปในวันที่เขาบอกกับพ่อว่าได้เป็นเสาหลักเพลิงทว่าพ่อกลับเพิกเฉย ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เคยเป็นเสาหลักมาก่อนในอดีต ไม่เหลือร่องรอยใดๆ อีก พ่อตรงหน้าเคียวจูโร่คือบุคคลที่ละทิ้งชีวิตไปหมดสิ้นแล้ว เสาหลักอะไรนั่นเป็นแค่เรื่องไร้สาระ โลกจะเป็นยังไงก็ช่างมัน
เจ็บปวดแต่ก็ต้องเก็บกลั้นความรู้สึกไว้ภายใน เคียวจูโร่ผู้แข็งแกร่งและพึ่งพิงได้บอกกับน้องชายของเขาไปตามตรงว่าพ่อไม่ได้ยินดีด้วยเลยกับการที่เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลัก แต่ถึงอย่างนั้น เปลวไฟในจิตใจของเขาก็จะไม่มีวันหายไปไหน
ความฝันคือความทรงจำที่บ่งบอกว่าตัวตนของใครคนหนึ่งเป็นยังไง เติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบไหน พบเจอกับความเจ็บปวดอะไรมาบ้าง แต่สำหรับบางคน ความฝันกับความใฝ่ฝันก็ดูจะเป็นสองสิ่งที่ใกล้เคียงกันอยู่ นั่นเพราะความใฝ่ฝันอาจไม่ใช่เรื่องของอนาคตที่ยังมาไม่ถึงเสมอไป แต่เป็นเรื่องของอดีตอันห่างไกลที่ผ่านเลยไปนานแล้ว อดีตที่ไม่ต่างอะไรกับความใฝ่ฝันว่าสักวันสิ่งที่เคยสูญเสียไปแล้วนั้นจะกลับกลายเป็นความจริงขึ้นมา
ในฐานะผู้ชมเราเชื่อมโยงตัวเองกับตัวละครได้ไม่ยากเพราะเราต่างเสียดายสิ่งที่เคยทำหลุดมือไปในอดีต เจ็บปวดกับปัจจุบันบ้าง และบางครั้งภาพของการโดนทำร้ายก็วนซ้ำอยู่ในสมอง เหมือนกับจะบอกว่าเราต่างก็มีบาดแผลที่ก้าวข้ามได้หรือไม่ได้ในชีวิต มันจะอยู่กับเราไปตลอด และอาจจะวนกลับมาทำร้ายหรือสร้างความอุ่นใจให้เราได้เสมอ
สำหรับทันจิโร่ ครอบครัวที่อบอุ่นสอนให้เขาเป็นคนอบอุ่น คิดถึงคนอื่น และปกป้องคนรักอย่างสุดชีวิตแม้จะไม่เหลือความหวัง เขาจึงเลือกทางที่ยากสำหรับคนทั่วไป นั่นคือการเห็นใจอสูรและพยายามรักษาชีวิตของผู้บริสุทธิ์
สำหรับเคียวจูโร่การเปลี่ยนผ่านของครอบครัวสอนให้เขาสดใส ยิ้มสู้ และมีความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะเสมอ เขาต้องเป็นพี่ชายที่รับผิดชอบสูง ผ่าเผย และพึ่งพิงได้ในทุกสถานการณ์
ตัวละครที่มองโลกในแง่ดีแบบนี้อาจทำให้เราทั้งรำคาญใจและอยากจะเลียนแบบพวกเขาในบางส่วน แต่ที่สำคัญคือมันสร้างคำถามให้กับเราว่า คนเหล่านี้จัดการกับความโหดร้ายในชีวิตของพวกเขายังไงความละเอียดอ่อนจึงยังไม่เลือนหายไปจากจิตใจของพวกเขา
จิตใจของมนุษย์นั้นเปราะบางและอ่อนแอราวกับเครื่องแก้ว
ยิ่งอยู่ในฝันนานเท่าไหร่ก็ยิ่งตื่นยากขึ้นเท่านั้น เพราะเราจะยิ่งจมหายลงไปในความทรงจำ ทว่าในที่สุด ทันจิโร่ก็รู้สึกตัวขึ้นมาได้ว่าตัวเองถูกกักขังอยู่ในความฝัน เขาพยายามหาทางออก วิเคราะห์ความเป็นไปได้อย่างเป็นระบบ จนท้ายที่สุดก็พบว่า การวิ่งหนีออกมาจากครอบครัวอันเป็นความทรงจำที่ล้ำค่าที่สุดคือหนทางที่เขาจะหลุดออกจากความฝันได้
ทันจิโร่เป็นตัวละครที่ใจดีหากก็เด็ดเดี่ยว เป็นตัวละครที่แทบจะเป็นตัวแทนของอุดมคติในการเสียสละ ภูมิต้านทานต่อความฝันสูงขึ้นทันทีเมื่อรู้ว่านี่เป็นเพียงฝัน ฉากนี้น่าจะเป็นฉากที่หลายคน(รวมทั้งผู้เขียนด้วย) เสียน้ำตา นั่นเพราะทันจิโร่วิ่งหนีสิ่งที่ชีวิตของเขาต้องการและโหยหามากที่สุด
ฉากที่วิ่งหนีแม่ น้องๆ และเนสึโกะที่ไม่ได้เป็นอสูรและอยู่ท่ามกลางแสงแดดแตะลึกซึ้งไปถึงข้างใน
“อยากอยู่แบบนี้ตลอดไป อยากหันหลังกลับไป ที่จริงแล้วถ้าตอนนี้ทุกคนก็อยู่ดีมีสุข วันนี้เราก็อาจจะยังเผาถ่านอยู่ไม่ต้องมาจับดาบแบบนี้
“แต่เราสูญเสียมันไปแล้ว”
แม้ว่าจะนึกขอบคุณครอบครัวอยู่ในใจ และแม้ว่าจะอยากขอโทษพวกเขามากมายเพียงใด แต่หลังจากที่กล่าวประโยคนี้จบ ทันจิโร่ก็ไม่หันหลังกลับไปอีก เขาชักดาบขึ้นมาเพื่อตัดคอตัวเองในความฝัน ฉับพลันเขาก็ลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง
กระทั่งเอ็นมุเองก็ยังตกใจว่าทำไมทันจิโร่ถึงวิเคราะห์เงื่อนไขของการตื่นได้ในระยะเวลาสั้นๆ แค่นี้ เพราะเหตุการณ์ในฝันช่างเหมือนกับโลกจริง การตัดสินใจว่าจะตัดคอตัวเองจึงจำเป็นต้องใช้พลังอย่างมาก
ในชีวิตจริง มนุษย์ล้วนเจอบททดสอบที่ท้าทายความกล้าหาญและการตัดสินใจในช่วงเวลาบีบคั้น มันยากจนหลายครั้งเราตัดสินใจล้มเลิกมันไปกลางคัน แต่ทันจิโร่เป็นตัวละครที่พูดคำว่า“จะทำยังไงดี” บ่อยครั้ง ต่อจากนั้นเขาจะไม่แขวนตัวเองไว้กับความกลัวมากเท่ากับคำนวณว่าโอกาสที่จะต่อสู้สำเร็จมีเท่าไหร่ อ่านเกมของศัตรู ประเมินกำลังของตัวเองและเพื่อน และทดลองทำจริงทันที
แม้ว่าจิตใจอ่อนละมุนของเขาอาจจะดูเกินจริงไปบ้าง จนแทบจะเป็นจุดสูงสุดของความเห็นอกเห็นใจ(empathy) แต่ทันจิโร่ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง เขาคือตัวแทนที่ดีของการอยู่กับความจริงและโลดแล่นไปกับมัน สาเหตุที่ทันจิโร่สามารถจัดการกับอสูรระดับสูงหลายตัวมาได้ รวมถึงอสูรข้างแรมอย่างเอ็นมุจึงมาจากการลับคมในหัวสมองเรื่อยๆ และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา
หากเราเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่ปรารถนาชีวิตสามัญ ฝีมือความสามารถก็กลางๆ ทันจิโร่น่าจะเป็นบุคคลที่เรานับถือได้ไม่ยาก เพราะเขาไม่เคยคิดว่าตัวเองพิเศษ รักในความสามัญของตัวเองในฐานะมนุษย์ แต่ในห้วงเวลาที่โชคชะตาบ้าคลั่ง เขาก็พร้อมจัดการอารมณ์ จัดระเบียบความโกรธ และหาวิธีแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ แม้ว่าอุปสรรคจะมีขนาดมหึมาจนดูเหมือนไม่มีโอกาสแก้ไขได้เลย
บางครั้งอำนาจก็ทำให้คนที่ถือมันไว้มองไม่เห็นหลายต่อหลายอย่าง
ทว่าในภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้ว่าจะชนะเอ็นมุได้แล้วแต่นั่นก็ยังไม่ใช่จุดจบของเรื่อง เพราะ‘อาคาสะ’ อสูรข้างขึ้นที่แข็งแกร่งกว่ามากกลับปรากฏตัวออกมากะทันหันจนนำไปสู่การต่อสู้กันระหว่างอสูรที่แข็งแกร่งตนนี้กับเคียวจูโร่ เสาหลักแห่งเพลิง
ประเด็นในช่วงท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ไต่ระดับไปสู่ ความเป็นมนุษย์ VS ความเป็นอสูร บททดสอบนี้ไม่ใช่ของทันจิโร่และเพื่อนอีกต่อไป หากเป็นการตัดสินใจของเคียวจูโร่ซึ่งถูกอาคาสะชักชวนให้มาเป็นอสูรด้วยกันเพราะถูกใจในจิตวิญญาณการต่อสู้ของเขา
“ในฐานะผู้ฝึกตนด้านการต่อสู้ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงไม่มีใครตอบรับที่จะเป็นอสูร ผู้ที่มีพรสวรรค์อันยอดเยี่ยมต้องโรยราไป…กระบวนท่าที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ เจ้าจะต้องเสียมันไปสักวันนะ”
ความพิเศษของบทสนทนาระหว่างการฟาดฟันกันของสองตัวละครคือ การแลกเปลี่ยนมุมมอง และดึง‘ความแข็งแกร่งของการเป็นนักต่อสู้’ ออกมาโต้เถียงกันโดยที่ฝ่ายหนึ่งไม่ได้บอกว่าอสูรพิเศษกว่าเพราะเป็นอสูร แต่เป็นเพราะมนุษย์ไม่มีทางเข้าถึงจุดสูงสุดของการเป็นนักสู้ได้ต่างหาก การเป็นอสูรจึงสำคัญกว่า
มุมมองของเจ้ากับข้าต่างกัน
ถ้าเป็นอสูร ต่อให้อยากเป็นนักสู้ที่แข็งแกร่ง อีก 100 ปีหรือ 200ปีก็สามารถฝึกฝนและเก่งกาจได้ไม่มีที่สิ้นสุด แถมร่างกายก็ยังฟื้นฟูสภาพได้อย่างรวดเร็ว แต่มนุษย์นั้นมีเสื่อมสภาพ โรยรา และดับสูญ การเลือกเป็นนักสู้ในร่างมนุษย์ไปเรื่อยๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเลือกที่จะตาย
เคียวจูโร่ฟัง คิด และพูดไปตามตรงว่าไม่เห็นด้วย ไม่ว่าอาคาสะจะยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจใหม่ๆ เขาก็ยังยึดมั่นในหลักการเพราะเชื่อมั่นว่าการที่มนุษย์เสื่อมสภาพทำให้มนุษย์น่าหลงใหล
ผู้เขียนคิดว่า ฉากนี้คือการต่อสู้ทางวัฒนธรรมระหว่างความคิดที่น่าชื่นชม เพราะเป็นการปะทะกันของแนวคิดในการใช้ชีวิตระหว่างมนุษย์กับอสูร ในขณะที่อีกนัยหนึ่งมันคือการหยิบยื่น‘ชีวิตที่ดีกว่า’ ให้กับอีกฝ่ายโดยใช้ต้นทุนของเวลา อำนาจเหนือร่างกาย หรืออาจจะไปไกลถึงความสนุกสนานของชีวิต
วิธีการพูดของอาคาสะนั้นฉลาด เพราะเขาไม่ได้บอกว่า การเป็นอสูรคือ ‘privilege’ แต่เราสามารถใช้การฟื้นฟูแผลที่รวดเร็วเป็นเครื่องมือเพื่อเข้าถึงจุดสุงสุดของความแข็งแกร่ง privilege อยู่ที่การเข้าถึงพลังพิเศษต่างหาก อาคาสะพยายามแสดงให้เคียวจูโร่เห็นภาพว่า ต่างฝ่ายต่างก็มีเป้าหมายคล้ายๆ กันนั่นแหละ
ขีดจำกัดเป็นสิ่งที่อสูรพบเจอได้ยาก มีเพียงแสงอาทิตย์และการถูกตัดคอจากดาบของนักล่าอสูร(ซึ่งพอเป็นอสูรข้างขึ้นยิ่งยากมหาโหด) เท่านั้นที่จะฆ่ามันได้ และนี่เป็นการต่อสู้ที่ไม่เท่าเทียมเพราะต้นทุนของสองฝ่ายไม่เท่ากัน ถ้าวิเคราะห์ตามอาคาสะบนพื้นฐานนี้ก็จะเข้าใจว่า การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้แฟร์ตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นการยื่นใบสมัครเป็นอสูรก็ดูจะน่าสนใจไม่น้อย
“มาต่อสู้ด้วยกันไปเรื่อยๆ ฝึกวิชาไปด้วยกัน สิทธินั้นอยู่ในมือเจ้าแล้ว”
แต่เมื่อเคียวจูโร่ปฏิเสธ อาคาสะที่ตกใจไม่น้อยก็ยิ่งจะตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เห็นสภาวะแบบนี้จากมนุษย์ที่เขาคิดว่าอ่อนแอการต่อสู้ถูกยกระดับขึ้นเรื่อยๆ เคียวจูโร่เค้นพลังน่าเหลือเชื่อออกมาปะทะกันจนล่วงเลยไปถึงเวลาพระอาทิตย์ขึ้น อาคาสะถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องหนีตายไปก่อน ในขณะที่กำลังวิ่งเข้าหามุมมืดในป่า ทันจิโร่ที่บาดเจ็บสาหัสขัดคำสั่งของเคียวจูโร่ที่ให้อยู่เฉยๆ และวิ่งตามอาคาสะไป พร้อมตะโกนลั่นว่า
“เจ้าคนขี้ขลาด อย่าหนีนะ”
ประโยคนี้พุ่งตรงไปพร้อมดาบของทันจิโร่ แทงเข้าที่อัตตาของอาคาสะอย่างรุนแรง เขาถึงกับหันกลับมาและพูดจาน่าสนใจต่อว่า
“ข้าไม่ได้หนีเจ้า แต่หนีพระอาทิตย์ต่างหาก”
ดาบพิฆาตอสูร สร้างความรู้สึก‘กลัวตาย’ ที่แท้จริงให้ผูกอยู่กับอสูรมากกว่ามนุษย์ที่ตายง่ายกว่า อสูรมีความกล้ามากและกลัวมากเพราะความตายไม่ใช่แค่การดับของร่างกาย แต่เป็นการสูญสลายของภาวะอำนาจที่ยึดถือ
ในมุมมองของอาคาสะ การต่อสู้นี้ครั้งนี้รู้ผลแพ้ชนะไปแล้วเพราะมนุษย์ไม่มีทางสู้ไหว แต่ทันจิโร่กลับโต้ว่า นี่คือชัยชนะของเคียวจูโร่ต่างหาก เพราะถึงแม้หน่วยพิฆาตอสูรจะเป็นมนุษย์ที่ต้นทุนต่ำกว่า เสียเปรียบกว่า แต่ก็เลือกต่อสู้ในเวลากลางคืนที่อสูรได้เปรียบ พวกเขาไม่ได้แพ้ ผู้โดยสารในรถไฟปลอดภัยทั้งหมด อาคาสะต่างหากที่พ่ายแพ้
บางครั้งอำนาจก็ทำให้คนที่ถือมันไว้มองไม่เห็นหลายต่อหลายอย่าง
“ความพยายามน่ะ มีเท่าไหร่ก็ไม่พอหรอก”คือประโยคที่‘ซาบิโตะ’ นักล่าอสูรคนหนึ่งเคยพูดไว้
ซึ่งผู้เขียนคิดว่า สะท้อนทั้งแนวคิดของฝ่ายหน่วยพิฆาตอสูรและฝ่ายอสูรได้เป็นอย่างดี
ทันจิโร่และเคียวจูโร่มีความพยายามเป็นเลิศ ทั้งสองคนพยายามสู้ในสถานการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ และยังต่อสู้เพื่อคนอื่น ในขณะที่ฝ่ายอสูรเองมองความพยายามเป็นการต่อยอดอำนาจและแรงสะท้อนจากชีวิตที่โหดร้ายครั้งยังเป็นมนุษย์ ความพยายามซ้ำซากในข้อจำกัดเดิมไม่ตอบโจทย์ของการโดนโลกโบยตี เป็นมนุษย์นั่นแหละที่ทำร้ายกันจนจิตใจแหลกสลาย พวกเขาถึงได้เลิกพยายาม ยอมเป็นอสูร และมองหาความสวยงามในจักรวาลใหม่
ที่มาและคำตอบของการเป็นนักล่าอสูรและอสูรก็แตกต่างหลากหลายกันไปไม่แพ้กัน
เช่นนี้แล้ว เราจึงไม่อาจตัดสินได้ว่าทั้งสองฝ่ายคิดผิดหรือถูกยังไง แต่เป็นทางเลือกที่แตกต่างหลังจากที่โดนทำร้ายจนบอบช้ำ พวกเขาถึงใช้สิทธินั้นเลือกที่จะใช้ชีวิตต่อในทางที่ตัวเองคิดว่าดี
ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่เป็นทั้งเรื่องราวที่ยังไม่จบของ ดาบพิฆาตอสูร ที่ชักชวนให้เราทำความรู้จักความเป็นอสูรและมนุษย์ในตัวเอง หลายครั้งเราพบว่าเราไม่เลือกเข้าข้างตัวแทนของคนดีเพราะเข้าใจว่าอสูรเจ็บปวดจากครอบครัว ความโดดเดี่ยว ความยากจน การถูกทอดทิ้งคนที่รักโดนปลิดชีวิตซ้ำๆ ซากๆ และไม่ได้ชั่วร้ายโดยกำเนิด พื้นฐานของประสบการณ์ชีวิตคือตราชั่งทางอารมณ์ที่ดีและงดงาม ซ้ำปรัชญาของมันยังเรียบง่ายกว่าที่คิดเมื่อถูกเล่าผ่านตัวละครที่มีปมแตกต่างกัน
การไม่กดข้ามความเจ็บปวดแต่ก้าวข้ามมันไปอย่างใคร่ครวญของทันจิโร่ การต่อสู้กับภาวะขี้ขลาดในการเป็นนักล่าอสูรที่มีกระบวนท่าแค่กระบวนเดียวของเซ็นอิตสึ หรือการเลือกที่จะเป็นอสูรและเสาหลักของแต่ละคน
ทันจิโร่เป็นตัวเอกก็จริง เขามีแง่มุมความแข็งแกร่งแต่อ่อนโยนที่ไม่สิ้นสุด มิติของความอ่อนโยนนั้นซับซ้อนมากเสียจนทำให้ผู้อ่านประหลาดใจได้เสมอ เป็นนักเรียนรู้ความเจ็บปวดที่แน่วแน่ พร้อมร้องไห้เพื่อคนอื่น เด๋อ ซ้ำยังชอบไต่ระดับมาตรฐานความเป็นคนดีให้สูงขึ้นจนน่าหมั่นไส้ แต่ตัวละครอื่นๆ ก็มีความพิเศษจนแย่งซีนทันจิโร่ได้มาก ผู้เขียนเห็นว่าอสูรน่าสนใจกว่าเสียด้วยซ้ำ และน่าสนใจในแง่มุมของความเป็นมนุษย์ที่อ่อนไหว และขาดรัก
ความเป็นคนดีมันน่าหมั่นไส้ก็จริงและการทำเพื่อคนอื่นก็ดูจะยูโทเปียไปมากในบางจังหวะแต่ถึงเราจะรำคาญ หากเราก็ยังพ่ายแพ้ต่อมันเหมือนกับที่เราพยักหน้าเข้าใจความเศร้าของการเป็นอสูร
ความง่ายงามที่เบ่งบานแม้ในยามที่ชีวิตกำลังจะดับลงของเคียวจูโร่ เป็นภาพที่เขายิ้มกว้าง เป็นเสาหลัก เป็นคนเก่ง แต่ก็เป็นมนุษย์ที่อยากได้รับการยอมรับจากคนที่รัก รักคนเป็น และอยากให้พวกเขาใช้ชีวิตต่อไปโดยที่เข้าใจเสมอว่าตัวเองถูกรักอยู่
Highlights
- Demon Slayer คือผลงานของ ‘โคโยฮารุ โกโตเกะ’ โดยในฉบับมังงะที่ขายดีกว่า 100 ล้านก๊อปปี้ และสร้างตัวเลขหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างน้อย 2.7 แสนล้านเยน ส่วนในฉบับภาพยนตร์ก็ทำรายได้ถล่มทลาย โดยทำสถิติกว่า 1 หมื่นล้านเยนในเวลาเพียง 10 วัน เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ญี่ปุ่น มียอดรวมกว่า 3.2 หมื่นล้านเยน แซงหน้า Spirited Away ของ Studio Ghibli ที่ยืนหนึ่งมานานกว่า 20 ปี
- ดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่: ศึกรถไฟสู่นิรันดร์ เล่าเรื่องราวช่วงต่อจากอนิเมะซีซั่นแรกใน Netflix ซึ่งทันจิโร่และเพื่อนนักล่าอสูร ‘เซ็นอิตสึ’ และ ‘อินโนะสุเกะ' ต้องเดินทางไปพร้อมกับ ‘เคียวจูโร่ เร็นโกคุ’ เสาหลักเพลิงหรือนักล่าอสูรฝีมือเก่งกาจที่เป็นกำลังหลักในการกำจัดอสูร เพื่อสืบสวนการหายตัวไปของผู้โดยสารในรถไฟ ฟังเผินๆ ภารกิจดูเหมือนจะไม่มีอะไรซับซ้อน แต่แล้วอยู่ๆ เหล่านักล่าอสูรทุกคนก็หลับลึกลงไปในฝันที่ ‘เอ็นมุ’ อสูรข้างแรมที่ 1 สร้างขึ้นมา โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเขากำลังจะถูกอสูรตนนี้ลอบฆ่าอย่างแยบยลในความฝัน
- ในโลกมนุษย์การแสวงหาคำตอบให้กับสมมติฐานนี้แสนจะยากเย็น ภาพยนตร์อนิเมะเรื่องนี้กลับบอกกับเราว่ามันอาจจะยากสักหน่อยและคุณก็อาจจะเจ็บปวดมากขึ้น บาดแผลก็อาจเกิดขึ้นซ้ำๆ จนวันหนึ่งกลายเป็นแผลเป็นเด่นชัด แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็มีสิทธิที่จะละเอียดอ่อนอยู่เสมอแม้ว่าสิ่งที่กำลังพบเจอคือความโหดร้ายอย่างที่สุดของชีวิต