โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การค้นพบทางโบราณคดีแห่งปี 2020 "กระดูกวาฬ" ที่สมุทรสาคร ถึง "โลงศพ" นับร้อยในอียิปต์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 06 ธ.ค. 2565 เวลา 03.38 น. • เผยแพร่ 29 ธ.ค. 2563 เวลา 09.41 น.
การขุดค้นโครงกระดูกวาฬ บ้านแพ้ว ที่สมุทรสาคร เผยแพร่เมื่อ 25 พ.ย. 2563 จาก Facebook/กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ มากมาย แวดวงโบราณคดีและเหล่าผู้ทำงานในภาคสนามยังทำงานเพื่อค้นหาหลักฐานมาต่อชิ้นส่วนปริศนาทางประวัติศาสตร์ซึ่งจะช่วยอธิบายเรื่องราวในอดีตให้สมบูรณ์ขึ้นยังทำงานกันอย่างเต็มที่ การค้นพบทางโบราณคดีในปีนี้มีหลายเหตุการณ์น่าสนใจอีกเช่นเคย

แน่นอนว่าข่าวการค้นพบใหม่เกิดขึ้นรอบโลก ธรรมเนียมประจำสำหรับการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการค้นพบที่น่าสนใจในปี 2020 เมื่อพูดถึงการค้นพบที่น่าสนใจก็จำเป็นต้องคัดเลือกมาเอ่ยถึงเป็นบางส่วน และนี่คือ 5 การค้นพบทางโบราณคดีที่ “น่าสนใจ” ซึ่งถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะในปี 2020

พบ “โครงกระดูกวาฬ” ที่จังหวัดสมุทรสาคร ซากดึกดำบรรพ์ อายุประมาณ 2,000–6,000 ปี

การค้นพบที่เกิดขึ้นในไทยครั้งนี้เผยแพร่ในสื่อต่างประเทศรอบโลก รายงานข่าวเผยว่าวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 ที่ตำบลอำแพง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ภายในพื้นที่ของบริษัท ไบรท์ บลู วอเตอร์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ได้มีการขุดบ่อดินแล้วพบโครงกระดูกวาฬขนาดใหญ่ เมื่อได้รับแจ้งการค้นพบ การสำรวจขุดค้นซากวาฬตามหลักวิชาการจึงเริ่มขึ้นโดยความร่วมมือกันของกรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์และความร่วมมือจากเจ้าของพื้นที่

ผลการสำรวจขุดค้นเพิ่มเติมพบว่า ชิ้นส่วนกระดูกวาฬสะสมตัวอยู่ในตะกอนดินเหนียวทะเลโบราณ โครงกระดูกวาฬที่พบเปลี่ยนสภาพจากการแทนที่ของแร่ธาตุอื่นยังไม่สมบูรณ์ ส่วนใหญ่มีสภาพค่อนข้างเปราะบาง ดังนั้นจึงเร่งสำรวจขุดค้น ตั้งแต่วันที่ 9 -15 พฤศจิกายน 2563 พบว่ามีกระดูกวาฬอีกหลายชิ้นที่เรียงตัวต่อเนื่อง และขุดค้นได้มากกว่าร้อยละ 50 ประกอบไปด้วยกระดูกสันหลังที่สมบูรณ์ 19 ชิ้น กระดูกซี่โครงข้างละ 5 ชิ้น สะบักไหล่ และแขน (ครีบ) ด้านซ้าย

ต่อมามีการสำรวจเพิ่มเติมอีกในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 ผลการขุดค้น พบชิ้นส่วนกระดูกวาฬเพิ่มเติมมากกว่าร้อยละ 80 ได้แก่ กระดูกสันหลังส่วนลำตัวถึงส่วนคอ กระดูกซี่โครง และกะโหลกพร้อมขากรรไกรสภาพสมบูรณ์

หลังจากนั้นก็นำตัวอย่างไปอนุรักษ์ในห้องปฏิบัติการและเตรียมศึกษาวิจัยเพื่อระบุสายพันธุ์ต่อไป นอกจากโครงกระดูกวาฬแล้ว บริเวณโดยรอบยังพบซากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อาทิ ฟันฉลาม ฟันกระเบน เปลือกหอย ปูทะเล เพรียงทะเล และเศษไม้ และได้นำตัวอย่างเปลือกหอย ซากพืช และกระดูกวาฬ ส่งวิเคราะห์หาอายุด้วยวิธีศึกษาธาตุคาร์บอน-14 (C-14)

การพบโครงกระดูกวาฬบนแผ่นดินซึ่งห่างจากชายฝั่งทะเลปัจจุบันประมาณ 15 กิโลเมตร ในครั้งนี้ เป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ถึงการรุกของน้ำทะเลเข้ามาในแผ่นดินเมื่อหลายพันปีก่อน อีกทั้งสามารถศึกษาประวัติและวิวัฒนาการของวาฬและสัตว์ทะเลในอดีต และเห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพจากการพบซากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ร่วมกับวาฬ

นอกจากนี้ ผลที่ได้จากการสำรวจด้วยวิธีการเจาะสำรวจศึกษาชั้นตะกอนดินและเทียบสัมพันธ์ ยังช่วยแปลความหมายว่าด้วยเรื่องสภาพแวดล้อมในอดีต การหาขอบเขตชายทะเลโบราณในพื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยา ตลอดจนศึกษาการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลในปัจจุบันและอนาคตที่มีผลจากปัจจัยทางธรณีวิทยาและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โดยกรมทรัพยากรธรณีจะดำเนินการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ต่อไป

การขุดค้นโครงกระดูกวาฬยุติลงเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2563 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคืนพื้นที่ให้เจ้าของพื้นที่ใช้ประโยชน์ต่อ และดำเนินการขนย้ายโครงกระดูกวาฬทุกชิ้นไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติธรณีวิทยาเฉลิมพระเกียรติ ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพื่ออนุรักษ์และวิจัยหาสายพันธุ์จากโครงกระดูกวาฬ

พบแหล่งโบราณคดีใต้น้ำใหม่ 3 แห่งกลางอ่าวไทย กรมศิลปากรได้รับแจ้งจากชาวประมง

วันที่ 30 กันยายน 2563 กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร เผยแพร่ข้อมูลในเพจ “กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร” ว่า กลุ่มเครือข่ายดำน้ำลึก (ซึ่งกลุ่มเครือข่ายดำน้ำลึกได้รับแจ้งจากไต๋เรือตกปลาอีกทอดหนึ่ง) นำข้อมูลมาแจ้งว่า พบเนิน-กองภาชนะดินเผาใต้น้ำที่ระดับความลึก 60-75 เมตร บริเวณกลางอ่าวไทย อาจเป็นแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ ประสงค์ให้กองโบราณคดีใต้น้ำเข้าเก็บข้อมูล

ในวันที่ 25-30 กันยายน 2563 กองโบราณคดีใต้น้ำ จึงส่งเจ้าหน้าที่ร่วมดำน้ำสำรวจตรวจสอบแหล่งดังกล่าว พบแหล่งโบราณคดีใต้น้ำทั้งสิ้น 3 แหล่ง สันนิษฐานว่าเป็นเรือสำเภา จำนวน 2 แหล่ง เรือจมสมัยหลัง (เรือเหล็ก) จำนวน 1 แหล่ง

กองโบราณคดีใต้น้ำได้เก็บข้อมูลทางโบราณคดีเบื้องต้น และนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีใต้น้ำของกองโบราณคดีใต้น้ำ พบว่าเป็นแหล่งใหม่ที่ไม่มีอยู่ในฐานข้อมูลกองโบราณคดีใต้น้ำทั้ง 3 แหล่งโดยกองโบราณคดีใต้น้ำได้วางแผนการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม บริหารจัดการมรดกทรัพยากรใต้น้ำ และนำมาเผยแพร่ต่อไปในอนาคต

ขุดพบ “ดวงฤกษ์สมัยทวารวดี” ที่โบราณสถานโคกแจง จังหวัดนครปฐม

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2563 นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี ได้ดำเนินการขุดแต่งโบราณสถานโคกแจง ตำบลทุ่งน้อย อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสมัยทวารวดี ก่อด้วยอิฐ ขนาดความกว้างฐานด้านละ 7.20 เมตร และมีบันไดที่กึ่งกลางทั้ง 4 ด้าน โบราณสถานโคกแจงนับเป็นโบราณสถานที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก เมื่อเปรียบเทียบกับโบราณสถานสำคัญหลายแห่งในเมืองโบราณนครปฐมที่เคยพบก่อนหน้า

จากการขุดแต่งพบว่า ด้านบนสุดของโบราณสถานที่ชำรุดหักพัง มีลักษณะของหลุมที่กรุผนังด้วยแผ่นอิฐ นักโบราณคดีจึงขุดตรวจสอบลงไปจนถึงระดับความลึกที่ 1.20 เมตร จึงพบโบราณวัตถุที่น่าสนใจ คือ แผ่นดินเผาทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 26.2 เซนติเมตร หนา 1.2 เซนติเมตร วางอยู่ในตำแหน่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือภายในพื้นที่กรอบอิฐ

แผ่นดินเผานี้มีขีดช่องตารางคล้ายกับดวงฤกษ์แบ่งเป็น 12 ช่องตามแนวรัศมี และขีดเส้นวงกลมซ้อนชั้นจากแกนกลางออกมาเป็นระยะ เกิดเส้นซ้อนทับกันเป็นช่องตารางย่อย ในแต่ละช่องตารางพบตัวอักษรจารกำกับอยู่เกือบทุกช่อง รวมถึงที่ขอบของแผ่นดินเผาก็พบตัวอักษรจารึกเช่นกัน พิจารณารูปอักษรจารึกในเบื้องต้นพบว่า ลักษณะคล้ายกับกลุ่มอักษรสมัยหลังปัลลวะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 14

อย่างไรก็ตาม การอ่านแปลและวิเคราะห์สาระในจารึก จำเป็นต้องพิจารณาจากอักษรที่มีทั้งหมด ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้ภายหลังจากโบราณวัตถุผ่านกระบวนการอนุรักษ์ทางวิทยาศาสตร์ให้มีความแข็งแรง

ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ค้นพบแผ่นฤกษ์ทรงกลมที่มีการจารึกตัวอักษรในวัฒนธรรมทวารวดีในประเทศไทย แต่เดิมเคยพบหลักฐานแผ่นอิฐที่สันนิษฐานว่าเป็นอิฐฤกษ์ที่เจดีย์จุลประโทน จังหวัดนครปฐม เป็นอิฐที่ทำลวดลายพิเศษ และที่เจดีย์หมายเลข 1 เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นอิฐที่ตกแต่งด้วยการเขียนสีเป็นลวดลาย การค้นพบแผ่นฤกษ์มีตัวอักษรที่ใจกลางโบราณสถานโคกแจง จึงเป็นหลักฐานใหม่ที่จะช่วยให้การศึกษาทางโบราณคดีในส่วนของพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับโบราณสถานในวัฒนธรรมทวารวดีก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง

สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี ได้เคลื่อนย้ายแผ่นดินเผานี้ไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ดำเนินการอนุรักษ์ตามกระบวนการ หลังจากนั้นจะนำไปศึกษาวิเคราะห์รูปแบบอักษรที่จารึก และศึกษาด้านอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป

พบโครงกระดูกแมมมอธขนยาว อายุกว่าหมื่นปี จากใต้ทะเลสาบในไซบีเรีย

ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2563 รายงานข่าวจากสื่อต่างประเทศหลายแห่งเปิดเผยว่า นักวิทยาศาตร์ในรัสเซียขุดค้นโครงกระดูกแมมมอธขนยาว (Wooly Mammoth) ในสภาพสมบูรณ์ มีอายุมากกว่า 10,000 ปี ขึ้นมาจากทะเลสาบในไซบีเรีย

นักวิทยาศาสตร์ใช้เวลาขุดล้างโคลนจากทะเลสาบ 5 วันเพื่อค้นหาซากที่คงเหลืออยู่และพบแม้กระทั่งอุจจาระ ไปจนถึงผิวหนัง และเอ็น รายงานข่าวเผยว่า ซากเหล่านี้ถูกคนท้องถิ่นสังเกตเห็น

การค้นพบซากต่างๆ ของสัตว์ในอดีตในแถบไซบีเรียเกิดบ่อยขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นผลให้อุณหภูมิในพื้นที่อาร์กติก (Arctic) อุ่นขึ้นเร็วกว่าพื้นที่อื่นบนโลกจนชั้นดินเยือกแข็งที่คงสภาพมายาวนานเกิดละลายลง

รายงานข่าวเผยว่า แมมมอธขนยาว มีแนวโน้มถูกตั้งชื่อว่า Tadibe ตามครอบครัวที่ค้นพบ

Andrey Gusev จากศูนย์วิจัยแห่งอาร์กติก แสดงความคิดเห็นว่า สภาพของซากโครงกระดูกที่ค้นพบครั้งนี้ค่อนข้างหายาก หากพิจารณาถึงสภาพกระดูกสันหลังที่ยังติดกับเอ็นและผิวหนังอยู่ (คลิกอ่านเพิ่มเติมที่นี่)

นอกจากการค้นพบซากแมมมอธครั้งนี้ รายงานข่าวจากสื่อประเทศยังเอ่ยถึงการค้นพบซากโครงสร้างของสิ่งปลูกสร้างจากยุคน้ำแข็งที่สร้างขึ้นจากกระดูกแมมมอธราว 60 ตัว ในแหล่งโบราณคดีที่เรียกว่า Kostenki-Borshevo archaeological complex รายงานข่าวเผยว่า โครงสร้างที่พบมีลักษณะเป็นทรงกลม ถูกสร้างขึ้นราว 25,000 ปีก่อน ระหว่างช่วงพีกในช่วงสุดท้ายของยุคน้ำแข็ง ซึ่งลักษณะของสังคมในเวลานั้นส่วนใหญ่ยังเป็นการรวมกลุ่มของนักล่าซึ่งเคลื่อนย้ายที่โดยไม่ลงหลักปักแหล่ง (คลิกอ่านเพิ่มเติมที่นี่)

พบโลงโบราณนับร้อย ในอียิปต์ บางโลงมีมัมมี่

ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2563 รายงานข่าวจากสื่อต่างประเทศหลายแห่งเปิดเผยการค้นพบโลงศพโบราณในอียิปต์อย่างน้อย 100 ชิ้น ในสุสานซักการา (Saqqara) ทางใต้ของกรุงไคโร ทั้งหมดอยู่ในสภาพสมบูรณ์ บางโลงยังมีมัมมี่บรรจุภายในด้วย การค้นพบครั้งนี้ถูกรายงานว่า เป็นการค้นพบโลงศพเยอะที่สุดในอียิปต์ซึ่งเกิดขึ้นในปีนี้

การค้นพบครั้งนี้เกิดจากการขุดค้นที่เก็บศพลักษณะเป็นปล่องลึกลงถึงใต้ดิน ที่เก็บศพบรรจุโลงศพซ้อนเป็นชั้น โลงบางชิ้นยังปรากฏการตกแต่งภายนอกคงอยู่ด้วย คาดว่าโลงเหล่านี้มีอายุราว 2,500 ปี

ทางการอียิปต์ที่เกี่ยวข้องกับวัตถุโบราณเปิดเผยว่า การเก็บรักษาที่ดีซึ่งทำให้สภาพของโลงยังสมบูรณ์ขนาดนี้น่าจะเป็นเพราะโลงเหล่านี้เป็นของชนชั้นสูง

นักโบราณคดียังเปิดโลงตัวอย่างและเอ็กซ์เรย์มัมมี่ที่อยู่ภายในเพื่อตรวจสอบกรรมวิธีการทำ Mostafa Waziri เลขาธิการของสภาสูงสุดด้านโบราณวัตถุของอียิปต์ (Egypt’s Supreme Council of Antiquities) ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่า ผลการเอ็กซ์เรย์แสดงให้เห็นว่ามัมมี่เป็นเพศชาย สูงประมาณ 5 ฟุต 4 นิ้ว ถึง 5 ฟุต 7 นิ้ว ระหว่างมีชีวิตมีสุขภาพดี และน่าจะเสียชีวิตขณะอายุราว 40-45 ปี (คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 ธันวาคม 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...