โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธปท.ยันดิจิทัลเทคโนโลยี ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน-บริหารความเสี่ยงได้ดี

efinanceThai

เผยแพร่ 18 ก.ย 2563 เวลา 04.21 น.

ธปท.ยันดิจิทัลเทคโนโลยี ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน-บริหารความเสี่ยงได้ดี 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -18 ก.ย. 63 11:21 น.

ธปท. ยันดิจิทัลเทคโนโลยี ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน-บริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น แนะประชาชน-ภาคธุรกิจปรับตัวให้เร็ว สู่โลกยุคใหม่ พร้อมเดินหน้าพัฒนา Digital ID ใช้กับหลักทรัพย์ ดัน Central Bank Digital Currency ใช้ชำระเงินระหว่างภาคเอกชนกันเอง

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน Bangkok Fintech Fair2020 ว่า การจัดงานฟินเทคนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อ ต้องการส่งเสริมให้ประชาชน ภาคธุรกิจ ตระหนักถึงความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีทางการเงินสมัยใหม่ และส่งเสริมให้ความร่วมรู้ของผู้ให้บริการทางการเงินที่หลากหลายในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการเงิน หรือ ฟินเทค
โดยฟินเทคจะมีบทบาทสำคัญมาก สำหรับโลกยุคใหม่ที่จะเป็นโลกดิจิทัลมากขึ้น รวมทั้งจะเพิ่มโอกาสใหม่ๆ ในการทำธุรกิจทั้งธุรกิจที่เป็นสถาบันการเงินและไม่ใช่สถาบันการเงิน

รวมทั้งจะช่วยทำให้ประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่ถูกลง ต้นทุนถูกลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย และที่สำคัญ คือ จะช่วยให้การบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับทางการเงินมีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย

สำหรับหัวข้อการจัดงานครั้งนี้ คือ DIGITAL TRANSFORMATION FOR THE NEW NORMAL พร้อมรับวิถีใหม่ SME ก้าวต่อไปด้วยดิจิทัล สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คล้ายกับที่มีการกดปุ่มให้เดินไปข้างหน้าเร็วขึ้น (Fast Foward) ทำให้หลายอย่างที่คิดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงไปเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก ดังนั้น ในการประยุกต์ใช้ดิจิทัลก็เช่นเดียวกัน โควิด-19 ได้มากดปุ่มนี้ ทำให้เราต้องเร่งในเรื่องของการปรับตัวให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลให้เร็วมากขึ้น

นายวิรไท กล่าวว่า ในโลกข้างหน้า หลังการระบาดของไวรัสโควิด-19 จะเป็นชีวิตวิถีใหม่สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน หรือ ภาคธุรกิจด้วย จะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง สิ่งที่จะมีบทบาทมาก คือ เทคโนโลยีดิจิทัล จะเข้ามามีบทบาทและเป็นหัวใจ กลไกลสำคัญ ที่ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือภาคธุรกิจจะต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่โลกใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวหลักในการปรับตัว

นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับ การแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น เพราะมีกำลังการผลิตส่วนเกินมาก ไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ในระบบเศรษฐกิจโลกด้วย ดังนั้น ธุรกิจใดก็ตามที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามา จะช่วยลดต้นทุน พร้อมกับการยกระดับรูปแบบการทำธุรกิจของตัวเองได้

ขณะเดียวกันเทคโนโลยีดิจิทัล ยังมีบทบาทสำคัญอีกด้าน คือ ในช่วงเวลาที่มีการล็อกดาวน์ การที่จะต้องรักษาระยะห่างทางสังคม ไม่สามารถทำธุรกิจได้แบบเดิม เห็นได้ชัดว่า ธุรกิจไหนที่นำดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ สามารถก้าวข้ามความยากลำบากในช่วงเวลานั้นได้

ดังนั้น เรื่องของการปรับตัวให้เข้าสู่โลกดิจิทัล ให้สอดคล้องกับวิถีใหม่ เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะช่วยสร้าง ความสามารถในการทนทาน การพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาได้ยากขึ้นเรื่อยๆนายวิรไท กล่าว

ธปท.ได้ตระหนักถึงความสำคัญ ในการส่งเสริมการปรับตัวให้เข้าสู่โลกดิจิทัล ที่จะต้องทำเร็วขึ้น ในช่วงที่ผ่านมา ธปท. มีนวัตกรรมทางการเงินหลายอย่างในช่วงที่ผ่านมา โดยนวัตกรรมทางการเงินถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้เกิด digital tranformation ในวงกว้างได้

ที่ผ่านมา ที่ธปท.ดำเนินการ คือ เรื่องระบบการชำระเงิน ผ่านระบบพร้อมเพย์ ซึ่งปัจจุบันมีประชาชนลงทะเบียน ผ่านระบบประชาชน หรือ หมายเลขโทรศัพท์ หรือเลขประจำตัวนิติบุคคลสูงถึง 55.1 ล้านไอดี ยอดการใช้ในการทำธุรกรรมสูงถึง 20 ล้านรายการต่อวัน

นอกจากนี้ ยังมีการมีต่อยอดไปถึงการทำ คิวอาร์โค้ดเพย์เมนต์ สำหรับการจ่ายเงินและรับเงิน ซึ่งจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้มีคนมาใช้เพิ่มมากขึ้น มีคนที่ได้รับการจ่ายเงินผ่านระบบคิวอาร์โค้ดสูงถึง 6 ล้านไอดี

ทั้งนี้ ยอมรับว่า การปรับตัวเข้าสู่ระบบพร้อมเพย์นั้น ส่งผลให้การใช้ธุรกรรมการใช้เงินแบบเดิมๆ ทั้งการเบิกเงินสดจากตู้ ATM การถอนเงินสดในสาขาธนาคาร และการใช้เช็ค มีปริมาณลดลงเรื่อยๆ สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยโดยรวมเริ่มปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น ​ธุรกิจไหนที่ใช้พร้อมเพย์ ดิจิทัลเพย์เมนต์ เชื่อว่าจะทำธุรกิจได้ต่อเนื่องในช่วงที่ประเทศมีการล็อกดาวน์จากสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงบางธุรกิจสามารถขยายธุรกิจได้เพิ่มขึ้นด้วย เข้าถึงตลาดใหม่ๆ ในช่องทางการค้าขายแบบออนไลน์ เป็นต้น

ธปท. ยังมีโครงการอินทนนท์​ Central Bank Digital Currency สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง ซึ่งมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การชำระเงินด้วยกันเองระหว่างธปท.กับธนาคารในประเทศไทย และได้ขยายวงเชื่อมต่อไปสู่ธนาคารกลางต่างประเทศ ซึ่งล่าสุดได้ทำการทดสอบการโอนเงินข้ามประเทศกับธนาคารกลางฮ่องกง รวมถึงการเชื่อมต่อกับตราสารที่สำคัญด้วย คือตราสารพันธบัตร

โดยมองว่าเรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญ ที่ธนาคารกลางชั้นนำของโลกจะต้องให้ความสำคัญและวางแผนในการพัฒนา Central Bank Digital Currency ในอนาคต

ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องการยืนยันตัวตน โดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันมีธนาคารหลายแห่งเริ่มดำเนินการในรูปแบบดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ ธปท.ยังร่วมกับกระทรวงการคลัง คือ การส่งเสริมธุรกิจ P2P เป็นแพลตฟอร์มการให้บริการทางการเงินรูปแบบใหม่ ที่จะเพิ่มทางเลือกการเข้าถึงสินเชื่อได้

นายวิรไท กล่าวว่า นอกจากนี้ ธปท.ยังมีโครงการที่จะดำเนินการเพื่อให้เกิด Digital Tranformation ในวงกว้าง ประกอบด้วย 1.เรื่องการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่จะขยายไปสู่ภาคธุรกิจมากขึ้น โดยจะใช้มาตรฐานแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการเงินมาตรฐานใหม่ เป็น ISO20022 ในมาตรฐานการส่งข้อมูลทางการเงินรูปแบบใหม่จะมีความละเอียดมากขึ้น ซึ่งจะไม่ใช่แค่ข้อมูลการโอนเงิน แต่จะลงรายละเอียดถึงรายละเอียดธุรกรรมที่ใช้ด้วย เพื่อนำไปใช้ในทางบัญชีที่สะดวกมากขึ้น

โดยเรื่องดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานของการทำ e-invoicing การเปลี่ยนเปลี่ยนเรื่องมาตรฐานข้อมูลทางการเงิน การชำระเงิน จะต้องเป็นความร่วมมือกับสถาบันการเงิน ธุรกิจ ห้างร้านต่างๆ ที่จะมีส่วนในการพัฒนาระบบหลังบ้านให้ร้านค้าด้วย โดยคาดว่าจะใช้เวลา 1 ปีครึ่ง ที่จะได้เห็นในวงกว้าง

  1. การมีข้อมูลเชิงลึก หรือข้อมูลรายธุรกรรม เพื่อใช้ในการตอบโจทย์ลูกค้าที่เป็นเจ้าของข้อมูล เช่น การเข้าถึงบริการทางการเงิน การเกิดการปรับรูปแบบบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น ซึ่งอยู่ระหว่างการวางระบบ เพื่อจัดให้มี Payment DATA ที่เป็นข้อมูลเชิงลึก

3.เรื่อง Digital ID หากจะเข้าสู่โลก Digital Tranfomation ได้ เราจะต้องก้าวข้ามการยืนยันตัวตนให้เป็นการยืนยันแบบดิจิทัลได้ โดยปัจจุบัน ยังพบว่า NDID ยังคงเป็นแบบจำกัดบางภาคส่วน ดังนั้นจะต้องขยายไปธุรกิจการเงินอื่นๆ เช่น ธุรกิจหลักทรัพย์ บริการภาครัฐอื่นๆด้วย

4.การต่อยอดโครงการอินทนนท์ ที่จะเชื่อมต่อกับระบบภาคธุรกิจ หากจะทำเรื่อง Central Bank Digital Currency ให้เกิดผลได้จริงจะจำกัดแค่ธุรกรรมทางการเงินไม่ได้ ในปี 63 ธปท.เริ่มทดสอบกับบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีระบบการชำระเงินกับห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งหวังว่า Central Bank Digital Currency ภายใต้โครงการอินทนนท์ จะสามารถเป็นกลไกสำคัญในการชำระเงินระหว่างภาคธุรกิจกันเองได้

นายวิรไท กล่าวว่า ล่าสุด ธปท.ออกเกณฑ์การดำเนินธุรกิจ Digital Personal Loan เป็นสินเชื่อบุคคลดิจิทัล ซึ่งจะทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าสู่บริการทางการเงิน ขอกู้ยืมเงินจากผู้ให้บริการทางการเงิน โดยอาศัยข้อมูลที่หลากหลาย ไม่ต้องดูเรื่องเงินเดือน สลิปเงินเดือนเป็นหลักเหมือนที่ผ่านมา
สุดท้าย คือ ธปท.ร่วมกับหลายภาคี ในการสร้างระบบนิเวศน์ใหม่ หรือ Digital Factoring ซึ่ง Factoring เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเอสเอ็มอี เนื่องจากเวลาส่งของไปแล้ว แต่กว่าจะได้เงินจริงค่อนข้างนาน โดยมองว่าเอกสารต่างๆ ที่ใช้จะมีต้นทุนในการประมวลผลบางอย่างมีการปลอมแปลงเอกสารดังนั้น ธปท.จึงอยู่ระหว่างร่วมกับหลายภาคส่วน ในการจะพัฒนาฐานข้อมูลกลาง เพื่อสนับสนุนการทำ Digital Factoring

สำหรับปัจจุบัน อยู่ระหว่างการขอความเห็นจากประชาชน ภาคธุรกิจทั่วไป และจะนำความเห็นมาประกอบการออกแบบในการดำเนินการต่อไป

รายงาน   โดย ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ เรียบเรียง โดย จำเนียร พรทวีทรัพย์ อนุมัติ    โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...