โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บันทึก 6 เหตุการณ์สำคัญ ในสัปดาห์ที่ 39/156 ของ "Perfect Storm"

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 ต.ค. 2565 เวลา 04.20 น. • เผยแพร่ 03 ต.ค. 2565 เวลา 04.20 น.

โดยดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) มุมมองผ่าน #ท่องเศรษฐกิจกับดรกอบ นับเป็นอีกสัปดาห์ที่มีสีสันของวิกฤต Perfect Storm โดยพัฒนาการที่เด่นสุด 6 เรื่องในสัปดาห์นี้

(1) ความปั่นป่วนในระบบการเงินโลก จากนโยบายเศรษฐกิจของอังกฤษที่รัฐบาล Liz Truss ประกาศออกมา ซึ่งหลายคนบอกว่าเป็นนโยบายโลกสวย หรือ Naive เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาษี ขณะที่แบงก์ชาติอังกฤษพยายามสู้ศึกกับเงินเฟ้อ ไม่ต่างจากกัปตันหลักกำลังเอาเครื่องบินลงจอด แต่กัปตันอีกคนกลับไปเร่งเครื่องยนต์ให้แรงขึ้น ไม่คุยกัน ไม่หารือกัน ทำให้กระทั่ง IMF ซึ่งปกติไม่ค่อยวิพากษ์วิจารณ์ใคร โดยเฉพาะกับประเทศที่พัฒนาแล้ว

เพราะถือว่าประเทศเหล่านี้ มีทีมเศรษฐกิจที่ดี

ยังต้องออกมาบอกว่า

"given elevated inflation pressures in many countries, including the UK, we do not recommend large and untargeted fiscal packages at this juncture, as it is important that fiscal policy does not work at cross purposes to monetary policy."

ไอเอ็มเอฟไม่แนะนำให้รัฐบาลออกมาตรการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะในช่วงนี้ สิ่งที่สำคัญ ก็คือ นโยบายการคลังต้องไม่สวนทางกับ

นโยบายการเงินของประเทศ ทำให้เกิดความปั่นป่วนต่างๆ ตามมา ดอกเบี้ยที่รัฐบาลอังกฤษกู้อายุ 30 ปี เพิ่มจาก 3.5% เป็น 5.14% อย่างรวดเร็ว ค่าเงินปอนด์อ่อนยวบ มาที่ 1.035 ดอลลาร์/ปอนด์ จนกระทั่งแบงก์ชาติอังกฤษ ต้องออกมาตรการเพิ่มเติม 65 พันล้านปอนด์ มาจัดการกับความผันผวนของตลาดพันธบัตรอังกฤษ ให้สงบลงไป

ซึ่งกรณีอังกฤษนี้ เป็นระฆังเตือนภัย เป็นสัญญาณอันตรายที่ชี้ว่า อีกปัจจัยที่อาจทำให้ Perfect Storm ซับซ้อนยิ่งขึ้น ก็คือ โดยนโยบายของรัฐบาลต่างๆ ถ้าไม่ระวัง จะกลายเป็น Policy Mistakes หรือ นโยบายที่ผิดพลาด

ซึ่งเมื่อประเทศเลือกทางเดินที่พลาด สถานการณ์ซึ่งแย่อยู่แล้ว ก็จะแย่ขึ้นไปอีก เหมือนคนไข้ป่วยอยู่แล้ว แต่หมอมาสั่งยาผิด ก็จะไปกันใหญ่ กรณีของอังกฤษ ไม่ต่างจากการเข้าแทรกแซงค่าเงินของญี่ปุ่น เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า (W38) ที่หลายคน มองว่าเป็นนโยบายที่ถ้าทำมากเกินไป จะเป็น Policy Mistakes ไม่น่าจะช่วยอะไรได้มาก

หมดเงินไปเปล่าๆ ล่าสุด ค่าเงินเยนก็กลับไปที่ 144.8 อีกรอบ รวมถึง การตั้งหน้าตั้งตาของแบงก์ชาติญี่ปุ่น ที่พยายามฝืนตลาด กดดอกเบี้ยในประเทศเอาไว้ในช่วงที่ผ่านมา ที่เป็นสาเหตุของค่าเงินเยนที่อ่อนลงต่อเนื่อง จนทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถาม

ถ้าทีมอังกฤษ และทีมญี่ปุ่น สามารถเป็นไปได้ขนาดนี้ แล้วประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา จะเลือกนโยบายและทางเดินที่เหมาะสมได้หรือไม่ ? ท่ามกลางมรสุม Perfect Storm ที่คลื่นลมปั่นป่วน จะมีรัฐนาวาล่มลง เพราะ “พิษเศรษฐกิจ” อีกกี่ลำในช่วงต่อไป

จากการที่ต้นหนเรือ ไม่เคยชินกับคลื่นลมที่แรงกว่าปกติเหล่านี้ ? และ Policy Mistakes เหล่านี้ จะนำมาซึ่งอะไร ในช่วงต่อไป ? !!!

(2) ความผันผวนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินดอลลาร์ได้ขึ้นไปแตะระดับ 114.8 แข็งสุดในรอบ 20 ปี แข็งขึ้นมาประมาณ 19% ในปีนี้ กลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ Perform ดีที่สุดทำให้ Strong Dollar ได้กลายเป็น Story หลักของปี

หลายคนจึงเริ่มพูดถึง นัยยะของ Strong Dollar ที่จะมีต่อเศรษฐกิจโลกและความท้าทายของประเทศต่างๆ ในการบริหารจัดการกับเรื่องดังกล่าว โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินประเทศต่างๆ ทำ New Low กันอีกรอบ

ค่าเงินบาทอ่อนทะลุ 38 บาท ไปช่วงหนึ่ง

ค่าเงินยูโรอ่อนไปที่ 0.954 ดอลลาร์/ยูโร

ค่าเงินหยวนลงไปแตะ 7.25 หยวน/ดอลลาร์

แต่ละประเทศจึงเริ่มออกมาส่งสัญญาณว่า ทางการอาจจะต้องมีการเข้าดูแลสถานการณ์

โดยแบงก์ชาติจีน ล่าสุดออกมาเตือนไม่ให้เก็งกำไรค่าเงินหยวนและมีข่าวว่า ได้สั่งให้ธนาคารของรัฐของจีนเตรียมขายดอลลาร์ ทำให้ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศโลก กลายเป็นอีกหนึ่งตลาดที่กำลังผันผวนมากขึ้น

(3) ตลาดหุ้นสหรัฐก็มีสีสันไม่แพ้กัน เราอาจจะไม่ทันเฉลียวใจว่าเดือนกันยายนที่เพิ่งผ่านไป

เป็นเดือนกันยายนที่หุ้นสหรัฐตกมากที่สุด นับแต่ปี 2002 เป็นต้นมาิแย่ยิ่งกว่าเดือนกันยายน 2008 ที่เกิดวิกฤต Subprime

โดย Dow Jones ตก -8.8% ใน 1 เดือน

Nasdaq -10.5%

สะท้อนการที่นักลงทุนที่หวนเข้าตลาดเมื่อกลางปี

ได้ออกจากตลาดกันอีกรอบหนึ่ง โดยรอบนี้ สิ่งที่ทำให้นักลงทุนออกจากตลาด มาจากผลประกอบการที่เริ่มแย่ลง ทำให้สำนักต่างๆ เริ่มออกมาลดประมาณการราคาที่เหมาะสมลง

ซึ่งถ้ายังเดินกันไปในทางนี้ อีกระยะหนึ่ง Nasdaq ก็จะกลายเป็นอีกฟองสบู่ที่สลายหายไป เช่นกัน

ล่าสุด Nasdaq อยู่ที่ 10,576 จุด ต่ำสุดของปี ต่ำกว่า Bottom ของเดือนมิถุนายนเรียบร้อย และกลับลงเข้าใกล้ 9,817 จุด ซึ่งเป็นจุดสูงสุดก่อนเกิดโควิด หมายความว่า ที่ Nasdaq ขึ้นมา 60% ระหว่าง 2 ปีกว่าๆ ของโควิด กำลังจะหายไปหมดเรียบร้อย

(4) ด้านเศรษฐกิจสหรัฐนั้น มีข่าวดีเล็กน้อยตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด ยังสะท้อนว่าไตรมาสล่าสุด ยังขยายตัวได้บ้าง จากตัวเลขการส่งออก การบริโภคที่ดีกว่าคาด ซึ่งจะทำให้ที่ติดลบ ไตรมาส 1 และ 2 อาจจะตามมาด้วยการขยายตัวบ้างในไตรมาสที่ 3

ทั้งนี้ เราคงต้องรอการแถลงตัวเลข GDP Q3 ของสหรัฐ ที่จะออกมาในวันที่ 27 ตุลาคม ว่าจะเป็นเท่าไร แต่หลายคนคิดว่า การอ่อนตัวของเศรษฐกิจสหรัฐยังคงจะเดินหน้าต่อไป และกลายเป็น Recession ในที่สุด

(5) ส่วนของไทยนั้น แม้เราจะมีความผันผวนมากด้านค่าเงิน และมูลค่าการส่งออก (ที่หักทองคำออกและปรับฤดูกาลแล้ว) เริ่มลดลงเป็นเดือนที่ 3 แต่คลื่นลมด้านอื่นๆ เราสงบมากกว่าคนอื่น ไม่ว่าจะเป็น SET ที่ลดลงเพียง -4% นับแต่ต้นปี และดอกเบี้ยของไทยที่ขึ้นน้อยกว่าประเทศอื่นๆ โดยหลังแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 2

ธนาคารพาณิชย์ก็เริ่มปรับตัวตาม ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยขาขึ้นเรียบร้อยอย่างไรก็ตาม การที่ประเทศอื่นๆ ขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าเรา หมายความว่า ผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยในไทย จะน้อยกว่าเขา ทำให้ภาคเอกชนอยู่ในฐานะที่จะปรับตัวได้ดีกว่าในเรื่องนี้

(6) ด้านสุดท้าย Geopolitics ยังเข้มข้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า กับความเสียหายล่าสุดของท่อก๊าซรัสเซีย ที่ส่งผลต่อสถานการณ์พลังงานในยุโรป การผนวกดินแดนยูเครนไป 15% ของท่านปูติน และการที่ผู้นำนาโต้ 9 ประเทศในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก จาก 30 ประเทศสมาชิกออกมาสนับสนุนยูเครนในการสมัครเข้านาโต้ จึงนับว่าเป็นอีกสัปดาห์ที่มีสีสันอย่างยิ่ง ที่ชี้ว่าปัญหา Geopolitics ยังไม่จบ และสุ่มเสี่ยงต่อการลุกลาม บานปลาย

"Perfect Storm ยังเดินหน้าสะสมพลังต่อไปและเรายังเดินไม่ถึง Bottom ของวิกฤต"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...