โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทรัมป์บุก ‘ตะวันออกกลาง’ วางหมากแรกบนกระดานโลกใหม่ จากซาอุฯ สู่กาตาร์ ถึง UAE

TODAY

อัพเดต 14 พ.ค. 2568 เวลา 18.39 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. 2568 เวลา 11.39 น. • workpointTODAY

เมื่อ‘ตะวันออกกลาง’ ไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทางแรก แต่คือหมากสำคัญบนกระดานจัดระเบียบโลกใหม่ทริปแรกของรัฐบาลทรัมป์2.0 – ใครได้? ใครเสีย?

การเยือนตะวันออกกลางของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นจุดสนใจในเวทีการเมืองโลก เมื่อเขาเลือก‘ตะวันออกกลาง’ เป็นเวทีเปิดเกมยุทธศาสตร์แห่งแรกในการดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่2

แม้หากนับตามลำดับจริง ทริปนี้จะไม่ใช่การเดินทางต่างประเทศครั้งแรกของทรัมป์ เพราะเมื่อเดือนที่แล้ว เขาเพิ่งเยือนนครรัฐวาติกันเพื่อร่วมพิธีปลงพระศพสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส

แต่การตัดสินใจเลือกตะวันออกกลางเป็นจุดหมายอย่างเป็นทางการ นับว่ามีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค‘มหาอำนาจหลายขั้ว’ (Multipolar World) อย่างเต็มตัว หากเปรียบเป็นกระดานเกม นี่อาจคือการเดินหมากตัวแรก บนเวทีใหม่ของอำนาจโลก“หมากที่มีเดิมพันสูงเกินกว่าการเยือนธรรมดา”

ทำไมทรัมป์เลือก‘ตะวันออกกลาง’ เป็นจุดเริ่มต้น?

ก่อนจะไปดูแต่ละหมากที่ถูกวางไว้อย่างแยบยล คงต้องย้อนมาที่คำถามสำคัญ: ทำไมถึงต้องเป็นตะวันออกกลาง? ทรัมป์กำลังมองเห็นอะไรในภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนเช่นนี้?

คำตอบอาจลึกกว่าเพียงภาพการจับมือกับผู้นำประเทศ เพราะใต้เงาของพิธีการ คือเครือข่ายผลประโยชน์ พันธมิตรทางอำนาจ และเกมการจัดระเบียบโลกที่กำลังถูกออกแบบขึ้นใหม่อย่างเงียบเชียบ

การเลือกเยือนซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในช่วงต้นวาระ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นการส่งสัญญาณชัดถึงการปรับยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ต้องการหันไปเสริมสร้างพันธมิตรใหม่ในภูมิภาคที่มีความสำคัญทั้งในมิติเศรษฐกิจ ความมั่นคง และพลังงาน

ตะวันออกกลางคือแหล่งพลังงานสำคัญ และตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อสามทวีป อย่างยุโรป เอเชีย และแอฟริกา การเจาะเข้ามาเสริมอิทธิพลในภูมิภาคนี้จึงไม่ใช่แค่การเปิดเวทีใหม่ของสหรัฐฯ แต่คือการปักหมุดถาวรบนกระดานมหาอำนาจโลก และที่สำคัญกว่านั้น ทริปนี้อาจไม่ได้มีวัตถุประสงค์แค่‘ผลประโยชน์ของประเทศ’ เพียงเท่านั้น

จุดตัดระหว่าง‘การทูต’ กับ‘ธุรกิจ’

สิ่งที่ทำให้ทริปตะวันออกกลางทริปนี้ถูกจับตาอย่างหนัก ไม่ใช่แค่เพราะทรัมป์ฉีกธรรมเนียมประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มักเริ่มต้นการเยือนต่างประเทศ ด้วยการเดินทางไปแคนาดา เม็กซิโก หรือยุโรป แต่สำหรับทรัมป์แล้ว สถานะที่ทุกสายตาจับจ้องไปที่เขา อยู่ตรงเส้นบางๆ ที่แบ่งระหว่าง‘ฐานะผู้นำประเทศ’ กับ‘ฐานะนักธุรกิจระดับโลก’

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะก่อนการเยือนตะวันออกกลางจะเกิดขึ้น มีโครงการหลายโครงการภายใต้การบริหารของTrump Organization ซึ่งเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าเป็นธุรกิจของ‘ตระกูลทรัมป์’ ผุดขึ้นในตะวันออกกลาง

ไม่ว่าจะเป็น โครงการอสังหาริมทรัพย์หรูในดูไบ(Trump International Hotel & Tower), สนามกอล์ฟระดับไฮเอนด์ในกาตาร์ และการร่วมทุนกับDar Global ซึ่งเป็นกลุ่มทุนที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า ใครกันแน่ ที่จะได้ประโยชน์จากทริปนี้?

ประเด็นนี้ มีนักวิจารณ์หลายคนออกมาแสดงความคิดเห็น ที่น่าสนใจ เช่น บทวิเคราะห์ของThe Guardian และBusiness Insider ซึ่งชี้ไปในทางเดียวกันว่า รูปแบบเหล่านี้คือ‘พฤติกรรมซ้ำรอย’ จากวาระแรกของทรัมป์ ที่หลายฝ่ายมองว่าเขาใช้ตำแหน่งทางการเมืองเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจแก่ครอบครัว โดยเฉพาะในภูมิภาคที่รัฐกับทุนแทบจะเป็นสิ่งเดียวกันอย่างตะวันออกกลาง

‘อเมริกา’ ได้อะไรจากทริปนี้?

แต่จะพูดแค่ประโยชน์แอบแฝงที่เอื้อต่อธุรกิจส่วนตัวแค่ประเด็นเดียวคงไม่ได้เพราะในฐานะประธานาธิบดีผลประโยชน์ของประเทศยังคงต้องเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดสำหรับโดนัลด์ทรัมป์

สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วจากทริปนี้ คือ ข้อตกลงด้านการลงทุนมูลค่ากว่า600 พันล้านดอลลาร์ และดีลขายอาวุธมูลค่าถึง142 พันล้านดอลลาร์ ที่ทรัมป์ลงนามกับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งไม่ใช่แค่เป็นการสร้างรายได้ แต่เท่ากับการต่อยอดอำนาจของสหรัฐฯ ผ่าน‘การทูตเชิงอาวุธ’

ขณะเดียวกัน การประชุมสุดยอดการลงทุนสหรัฐฯ–ซาอุฯ( Saudi-US Investment Forum) ยังกลายเป็นเวทีที่ทรัมป์พาบรรดาผู้นำธุรกิจระดับโลกไปเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็น เจนเซน หวง(Nvidia), อเล็กซ์ คาร์ป(Palantir) เจน เฟรเซอร์(Citigroup) แลร์รี ฟิงก์(BlackRock), เจนนี จอห์นสัน( Franklin Templeton) ดารา คอสโรว์ชาฮี(Uber) ดีนา พาวเวล แมคคอร์มิก(BDT & MSD Partners), สตีฟ ชวาร์ซแมน(Blackstone) รวมถึงคนสำคัญที่ขาดไม่ได้คืออีลอนมัสก์มหาเศรษฐีนักธุรกิจชาวอเมริกันที่เป็นสหายคนสนิทของทรัมป์

ส่วนที่กาตาร์และUAE ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางต่อไป ก็มีแนวโน้มว่าจะมีข้อตกลงสำคัญออกมาอีก โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี ซึ่งหากเป็นจริง นี่อาจกลายเป็นหนึ่งในภารกิจการขยายเครือข่ายอิทธิพลครั้งใหญ่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้

‘โลก’ ได้ประโยชน์อะไรบ้างจากทริปตะวันออกกลางของ‘ทรัมป์’

เมื่อพูดถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจและยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ไปแล้ว แต่อีกหนึ่งผลลัพธ์ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเยือนตะวันออกกลางของทรัมป์ในครั้งนี้ ยังอาจสะท้อนแนวโน้มสำคัญของระเบียบโลกในอนาคตโดยเฉพาะในห้วงที่อำนาจโลกเริ่มกระจายออกจากการผูกขาดของมหาอำนาจเดี่ยว

เพราะการเกิดขึ้นมาของทริปนี้ แสดงให้เห็นว่าทรัมป์ยังคงมอง‘ภูมิภาคอ่าว’ เป็นกุญแจสำคัญของการถ่วงสมดุลอำนาจระดับโลก และหนึ่งในหมากที่เริ่มขยับแล้ว ก็คือ การประกาศยุติมาตรการคว่ำบาตรซีเรีย ด้วยหตุผลที่ทรัมป์ระบุว่าอยากเปิดโอกาสให้ประเทศนี้‘กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง’ หลังผ่านความสูญเสียจากสงครามมานับสิบปี

แม้ความเคลื่อนไหวนี้อาจดูเป็นเรื่องของมนุษยธรรม แต่การตัดสินใจนี้กลับสะท้อนบางอย่างลึกซึ้งกว่านั้น คือการที่ทรัมป์กำลังพยายามรีเซ็ตนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง โดยที่เขาตั้งใจว่าจะเป็นคนเขียนบทใหม่ของเกมนี้เอง เพื่อลดทอนบทบาทจีนและรัสเซียในภูมิภาค และผลักดันให้สหรัฐฯ กลับขึ้นมาเป็นผู้เล่นหลักที่สำคัญอีกครั้ง

ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดทางให้ซีเรียโดยมีสหรัฐฯเป็นผู้สนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูยังอาจเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งลดอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาคนี้อย่างตรงไปตรงมาซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงการเดินทางของทรัมป์อาจไม่ใช่แค่การเยือนเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทูตแต่คือการรุกคืบอำนาจเข้าไปในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลกจุดนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...