คนบ่นไม่ออก คนออกไม่บ่น ทำไมคนที่ดูทนไม่ไหวถึงไม่ไปไหนสักที?
ในออฟฟิศมักมีพนักงานสองประเภท ประเภทแรกคือคนที่บ่นงาน บ่นหัวหน้า บ่นบริษัททุกวัน พูดว่าอยากลาออกแทบทุกนาที แต่สุดท้ายก็ยังอยู่ที่เดิม ส่วนอีกประเภทคือคนที่ไม่เคยบ่นเลย ดูมีความสุขกับการทำงาน แต่จู่ๆ วันหนึ่งกลับเดินมาบอกว่ายื่นใบลาออกแล้ว
.
คำถามคือ ทำไมคนที่ดูทนไม่ได้กลับยังทนอยู่ได้ ในขณะที่คนที่ดูเหมือนไม่มีปัญหาอะไรกลับเป็นฝ่ายเดินจากไปก่อน?
.
.
คนบ่นไม่ออก
.
หลายคนที่บ่นเรื่องงานอยากลาออกจริงๆ แต่มีปัจจัยหลายอย่างรั้งไว้ เหตุผลแรกและสำคัญที่สุดคือเรื่องเงิน โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มทำงานและยังไม่มีเงินเก็บมากพอ การลาออกโดยไม่มีงานใหม่รองรับเป็นความเสี่ยงที่หลายคนไม่กล้าเผชิญ
.
ในยุคเศรษฐกิจผันผวนเช่นทุกวันนี้ เรามักได้ยินคำเตือนให้ “กอดงานไว้ให้แน่น” หรือ “อย่าเพิ่งลาออกในช่วงนี้” เพราะบริษัทส่วนใหญ่กำลังลดต้นทุน ไม่ได้มองหาพนักงานใหม่ การแข่งขันในตลาดงานจึงสูงขึ้น โอกาสหางานได้ลดลง
.
อีกด้านหนึ่งของเหตุผลเรื่องเงินคือ ค่าตอบแทนที่ดี คนที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่โลกการทำงานรู้ดีว่าการหางานหลังเรียนจบช่างยากเย็นเพียงใด เมื่อได้งานที่จ่ายเงินดี จึงพยายามรักษามันไว้ แม้ต้องแลกด้วยการทนกับหัวหน้าที่แย่ เพื่อนร่วมงานที่ท็อกซิก หรือวัฒนธรรมองค์กรที่น่าอึดอัดใจก็ตาม
.
ขณะเดียวกัน ธรรมชาติของมนุษย์ชอบความแน่นอนมากกว่าความไม่แน่นอน การลาออกโดยไม่รู้ว่าจะเจออะไรข้างหน้า ทำให้หลายคนลังเล กลัวว่าที่ใหม่อาจแย่กว่าที่เก่า บางคนจึงยึดหลักที่ว่า “อยู่กับปัญหาที่คุ้นเคยยังดีกว่าเสี่ยงกับปัญหาที่ไม่รู้จัก”
.
ปัจจัยอีกอย่างที่ทำให้คนไม่อยากลาออกคือความผูกพันกับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้า งานอาจไม่ได้ดี แต่ถ้ามีทีมที่ดีและหัวหน้าที่เข้าใจ หลายคนก็เลือกที่จะอยู่ต่อ ผลสำรวจจาก LinkedIn พบว่า เกือบ 7 ใน 10 ของคนทำงานในอเมริกายอมรับว่าพร้อมลาออกถ้าเจอหัวหน้าที่แย่
.
ในทางกลับกัน หากใครได้เจอหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานที่ดี การเลือกอยู่ต่อจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทุกคนรู้ดีว่าการหางานใหม่อาจนำไปสู่การเจอวัฒนธรรมการทำงานที่แย่กว่าที่เคยเจอมา
.
.
คนออกไม่บ่น
.
ขณะที่มีคนจำนวนมากอยากลาออกแต่ไม่กล้า ก็มีอีกกลุ่มที่ตัดสินใจลาออกโดยไม่ส่งสัญญาณเตือนให้ใครรู้ล่วงหน้า เหตุผลอาจเป็นเพราะมีแผนในใจมานานแล้ว อาจมีโอกาสใหม่ที่ดีกว่ารออยู่ หรือรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แต่เลือกที่จะไม่พูดออกมาก่อนเวลา
.
บางคนเคยพยายามสะท้อนปัญหาหรือให้ข้อเสนอแนะกับองค์กรมาเรื่อยๆ แต่ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง เมื่อเหนื่อยล้ากับการไม่ได้รับการตอบสนอง จึงเลิกบ่น เลิกหวังว่าอะไรจะดีขึ้น และตัดสินใจลาออกแบบเงียบๆ แทน
.
หลายคนเลือกลาออกแบบเงียบๆ เพราะไม่อยากสร้างความขัดแย้งหรือทำให้เพื่อนร่วมงานเสียใจ การแจ้งลาออกเงียบๆ อาจเป็นวิธีที่เลือกเพื่อให้เกียรติทุกฝ่าย ไม่ต้องมีการเผชิญหน้า ไม่ต้องตอบคำถามมากมาย และไม่ต้องรู้สึกผิดกับการตัดสินใจของตัวเอง
.
นอกจากนี้ การตัดสินใจเรื่องงานยังสัมพันธ์กับค่านิยมของแต่ละช่วงวัย คนรุ่นเก่ามักมองว่าการอยู่กับบริษัทเดียวนานๆ เป็นเรื่องดี และการเปลี่ยนงานบ่อยเป็นลักษณะของการขาดความอดทน แต่คนรุ่น Gen Z กลับมีมุมมองที่แตกต่างออกไป นั่นคือพร้อมที่จะท้าทายแนวคิดเดิมๆ กล้าเปลี่ยนงานหลังทำได้เพียงไม่กี่เดือน และให้ความสำคัญกับความสุขและสมดุลชีวิตมากกว่าแค่เงินเดือนสูงๆ
.
ในยุคที่คนรุ่นใหม่เติบโตมากับค่านิยมเรื่อง “ความสุขในการทำงาน” และ “การเป็นตัวของตัวเอง” การได้ทำงานที่มีความหมายจึงสำคัญกว่าแค่รายได้ หลายคนมองหางานที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการเงินและความสุขส่วนตัว เมื่อไม่พบสิ่งที่ตามหา ก็พร้อมจะเดินจากไปหาโอกาสใหม่ทันที
.
สุดท้ายแล้ว การบ่นว่าอยากลาออกไม่ใช่เรื่องผิด และไม่ควรถูกมองในแง่ลบเสมอไป เพราะบางครั้งมันคือการระบายความรู้สึก หรือส่งสัญญาณว่ามีบางอย่างในที่ทำงานที่ควรเปลี่ยนแปลง ในขณะเดียวกัน ความเงียบก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างดีเสมอไปเช่นกัน
.
ทั้งคนที่บ่นแต่ยังอยู่ และคนที่เงียบแล้วจากไป ต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ควรได้รับความเข้าใจและความเคารพกันทั้งสิ้น
.
.
อ้างอิง
- 10 Worst Times to Switch Jobs : Hallie Crawford, US News Money - https://bit.ly/4jRg1F7
- Here’s why it is so hard to quit your job—and 5 warning signs it is time to leave :
David Oxley and Helmut Schuster, Fast Company - https://bit.ly/44EjW3s
- Gen Z loves to job-hop — 3 tips on how to do it successfully : Christine Ji, Business Insider - https://bit.ly/45gaJyq
- Bad Managers Are Reason Enough To Quit, According To LinkedIn : Maria Gracia Santillana Linares, Forbes - https://bit.ly/4jXgeH4
.
.
#trend
#worklife
#resignation
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast