กูรูมอง หุ้นไทย ปี 68 ผันผวนหนัก จับตาภาษีสหรัฐฯ – ชี้เป้าลงทุน Selective เน้น ESG
กูรูตลาดทุน มองทิศทาง หุ้นไทย ปีนี้ผันผวนหนัก หลังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะมาตรการภาษีสหรัฐฯ แนะนักลงทุนเน้น Selective Buy หุ้น Growth & แกร่ง ท่ามกลางวิกฤติ ชู Thai ESGX เป็นทางเลือกน่าสนใจรับสิทธิลดหย่อนภาษี
15 พ.ค. 2568 งานมหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 25 Money Expo 2025 BANGKOK โดยวารสารการเงินธนาคาร จัดสัมมนาในหัวข้อ “โอกาสซื้อที่ดีที่สุด หุ้น Growth & แกร่ง ท่ามกลางวิกฤติ” นำโดย
นายอิสระ อรดีดลเชษฐ์ Deputy Managing Director, Investment Research & Deputy Chief Investment Officer (Investment Research) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด เปิดเผยว่า มุมมองตลาดหุ้นไทยในปี 68 คาดว่ามีความผันผวนตลอดทั้งปี จากประเด็นทั้งในและต่างประเทศ สำหรับประเด็นใหญ่ที่นักลงทุนจับตามอง คือ ความคืบหน้าของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และผลจากการเจรจาทั้งของประเทศไทยและประเทศคู่ค้าหลักๆ ซึ่งในช่วงสั้นๆ นั้น เชื่อว่า ตัวเลขบ่งชี้ทางเศรษฐกิจนั้นจะถูกบิดเบือนจากการเร่งตัวของกิจกรรมก่อนทางเศรษฐกิจ ก่อนจะหมดระยะ 90 วันที่สหรัฐฯ ต่อเวลาให้ โดยเห็นว่า สินค้าคงคลังในประเทศต่างๆ นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ ซึ่งหมายความว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มอ่อนแอลงในระยะถัดไป ซึ่งก็จะส่งผลให้ทิศทางเงินเฟ้อนั้นลดลงได้บ้างในบางประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเจรจาการค้าเกิดขึ้น แต่เชื่อได้ว่า ระดับของภาษีเฉลี่ยนั้นจะสูงขึ้นกว่าในอดีต ซึ่งนำไปสู่การชะลอตัวของการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลทางตรงต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยจะเห็นว่า นักวิเคราะห์นั้นได้ปรับลดการคาดการณ์ ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและแนวโน้มรายได้ของบริษัทจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็เป็นผลกดดันดัชนีตลาดหุ้นไทย
ทั้งนี้ภายใต้ความไม่แน่นอนทางนโยบายทั้งนอกและในประเทศนั้น จะส่งผลให้ดัชนีแกว่งตัวค่อนข้างมาก โดย BBLAM มองว่า กลยุทธ์การลงทุนในระยะต่อไป ยังคงเป็นการลงทุนแบบ Selective สำหรับนักลงทุนที่เน้นการลงทุนในกองทุนนั้นกองทุน Thai ESGX ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ นอกจากการที่สามารถเริ่มลงทุนในได้ในช่วงที่ตลาดยังไม่แพงไปและมี Downside ไม่สูงมากแล้ว ก็ยังจะได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีอีกด้วย
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิศทางหุ้นไทยในปี 68 ยังคงคลื่อนไหวประคองตัวและหากมองที่ตลาดเอเชีย ยังคงอยู่ในภาวะอ่อนตัวเนื่องจากพัฒนาการในการเจรจาการค้ายังคงดำเนินไปในทิศทางที่เป็นบวก
โดยทรัมป์ ได้เดินหน้าในการเจรจาการค้ากับหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งหลายประเทศได้มีการนำเจรจาเพื่อนำเข้าเครื่องบินจากบริษัทโบอิ้ง พร้อมกับมีการทำข้อตกลงใหญ่ (Big Deal) หลายฉบับ นอกจากนี้ตลาดยังจับตาการพบกันระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และทรัมป์ที่จะเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้
ขณะเดียวกัน จะเห็นได้ว่า พันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยิลด์) ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนราคาทองคำมีการปรับฐานลง สะท้อนให้เห็นว่าตลาดเริ่มลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยเองยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากภาพรวมการลงทุนในระดับโลก โดยเฉพาะ MSCI ที่ยังคงลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย ซึ่งหลายคนอาจมีความกังวลว่าอาจจะมีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ และหากมองในภาพรวมแล้วหุ้นที่หลุดจากการคำนวณในดัชนี MSCI ส่วนใหญ่ไม่ได้มีผลประกอบการที่แย่แต่อย่างใด
ทั้งนี้ในประเทศยังคงรอความชัดเจนในประเด็นการเจรจาการค้า ซึ่งล่าสุดมีสัญญาณในเชิงบวกมากขึ้น หลังจากที่ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เผยว่า ได้รับข้อเสนอจากไทยแล้ว
ด้านกลยุทธ์การลงทุน ยังคงแนะนำธีม “Ring Play” ซึ่งเน้นไปที่หุ้นที่ได้ประโยชน์จากปัจจัยภายนอกหรือกระแสเศรษฐกิจรอบข้างที่กำลังฟื้นตัว
นางสาวเกษรี อายุตตะกะ CFP® ผู้อำนวยการ Investment Research, SCB Chief Investment Office (SCB CIO) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์โลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน จากความกังวลความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยที่เพิ่มสูงขึ้น มีปัจจัยหลักมาจาก ความตึงเครียดด้านนโยบายการค้า โดยการปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐ ยังคงขึ้นอยู่กับการเจรจาทวิภาคี ซึ่งมีแนวโน้มลดความตึงเครียดลงและมีความคืบหน้ามากขึ้นในบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อินเดีย และเกาหลีใต้
ทั้งนี้ยังคงมีมุมมองเชิงบวกจากการเจรจาการค้าสนับสนุนสินทรัพย์เสี่ยงได้ในระยะสั้น ขณะที่ความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจจะยังคงมีอยู่ ทั้งบนประเด็นของเศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้อสูง (Stagflation) หรือเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ซึ่งเกิดจากภาษีนำเข้า ของสหรัฐที่มีการเรียกเก็บจากประเทศต่างๆ ไปแล้ว และที่อาจจะเก็บเพิ่มขึ้นใน ระยะข้างหน้า
ในระยะสั้นนักลงทุนจะให้น้ำหนักกับการประกาศตัวเลข ตลาดแรงงานและเงินเฟ้อของสหรัฐ เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ และโอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed นอกจากนี้ นักลงทุนจะยังจับตาการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) สหรัฐในไตรมาส 1/68 ที่ทยอยประกาศออกมาแล้ว ซึ่งกำไรต่อหุ้น ของบจ.บนดัชนี S&P500 ในไตรมาส 1/68 ได้ทยอยถูกปรับประมาณการลดลงมาอยู่ที่ +6%YoY
ทำให้คาดว่ามีโอกาสสูง ที่ EPS อาจออกมาดีกว่าที่คาด แต่ขนาดของ positive surprise อาจไม่ได้สูงนัก ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจ soft data อย่างดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และ PMI รวมภาคการผลิตและบริการของสหรัฐที่อ่อนแอลงในช่วงไตรมาส 1 และ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ บจ.สหรัฐอาจพิจารณาปรับลด EPS guidance ลง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ระมัดระวังการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ แม้ว่าในระยะสั้นข่าวเชิงบวกจากการเจรจาการค้าที่คืบหน้ามากขึ้น อาจส่งผลให้นักลงทุน กลับมามีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อ ตลาดหุ้นสหรัฐ แต่ข้อมูลเศรษฐกิจที่จะประกาศ เช่น การจ้างงาน รวมทั้ง Guidance ของบจ. จะสะท้อนผลกระทบจากความไม่แน่นอน ที่เกิดจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐทำให้ตลาดฯ อาจกลับมากังวลความเสี่ยง เศรษฐกิจถดถอยที่เพิ่มสูงขึ้น
ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้เข้าลงทุนในระยะสั้น และคงสัดส่วนการลงทุนระยะยาวในพอร์ตหลัก ซึ่งเป็นพอร์ตลงทุนระยะยาว (มากกว่า 1 ปี) เนื่องจากมองกำไรบจ.ของสหรัฐ ในระยะยาว ยังมีแนวโน้มเติบโต และกระจายตัวเป็นวงกว้าง โดยได้อานิสงส์จากกระแส AI และการผ่อนคลายกฎระเบียบ ควบคู่กับแผนลดภาษีเงินได้
นายชาญณรงค์ กิตินารถอินทราณี CFA Head of Investment Strategy K WEALTH CIO ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มาตรการภาษีศุลกากรหรือ "Tariff" ไม่ใช่เรื่องใหม่ในเวทีเศรษฐกิจโลก หลังทรัมป์ ทำ สงครามการค้ากับจีน ซึ่งนำไปสู่การตอบโต้ทางภาษีระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกสั่นคลอน
โดยการออกมาตรการเก็บภาษีนั้น ออกมาเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ นำมาใช้เพื่อสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อผู้ผลิตในประเทศ โดยการเพิ่มต้นทุนของสินค้านำเข้าผ่านการจัดเก็บภาษี ทำให้สินค้าจากต่างประเทศมีราคาสูงขึ้น ส่งผลให้สินค้าภายในประเทศสามารถแข่งขันได้ในด้านราคาและมีโอกาสขยายตลาดมากขึ้น อีกทั้งเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่ภาครัฐ เพราะภาษีศุลกากรเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่งบประมาณของประเทศเผชิญกับภาวะขาดดุล การเก็บภาษีจากการนำเข้าสินค้าสามารถช่วยลดความเสี่ยงทางการคลัง เพิ่มงบประมาณในการลงทุนภาครัฐ และสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
อีกทั้งใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยการปรับเพิ่มหรือลดอัตราภาษีต่อสินค้าจากประเทศใดประเทศหนึ่ง สามารถเป็นเครื่องมือในการกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือยอมรับข้อเสนอในกรอบการเจรจา ตัวอย่างเช่น การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้า เพื่อเรียกร้องให้ประเทศนั้นยกเลิกการอุดหนุนสินค้า หรือลดอุปสรรคทางการค้ากับประเทศตนเอง
ทั้งนี้มาตรการเก็บภาษีศุลกากร โดยเฉพาะเมื่อถูกนำมาใช้ในระดับที่เข้มข้นและครอบคลุมสินค้าในหลายกลุ่ม อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งในระยะสั้นและระยะกลางถึงยาว ทั้งต้นทุนสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้น แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ การบริโภคชะลอตัวลง อาจส่งผลต่อการย้ายฐานการผลิตในระยะยาว และการตอบโต้ทางการค้า ซึ่งอาจนำไปสู่ "สงครามการค้า" (Trade War) ที่ขยายวงกว้างขึ้น
ทั้งนี้แนะนำให้กระจายการลงทุนในหลายภูมิภาค เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนควรกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังหลายประเทศหรือภูมิภาค โดยไม่กระจุกตัวอยู่ในประเทศที่มีความขัดแย้งทางการค้าโดยตรง การลงทุนในตลาดเกิดใหม่ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง หรือในกลุ่มประเทศที่มีนโยบายสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศ อาจช่วยสร้างสมดุลให้กับพอร์ตโดยรวมให้ความสำคัญกับหุ้นที่เน้นการบริโภคภายในประเทศ (Domestic-Oriented Stocks)
หุ้นในกลุ่มธุรกิจที่เน้นตลาดภายในประเทศ เช่น สาธารณูปโภค ค้าปลีก หรืออุตสาหกรรมที่สามารถทดแทนสินค้านำเข้าได้ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากความผันผวนของการค้าโลก และอาจได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจากนโยบายสนับสนุนภาคการผลิตในประเทศรวมทั้งเพิ่มน้ำหนักในตราสารหนี้ระยะสั้น ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มผันผวนจากนโยบายการเงินที่ปรับเปลี่ยนบ่อย นักลงทุนควรพิจารณาลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อรักษาความยืดหยุ่นของพอร์ต ลดความเสี่ยงจากการขาดทุนทางบัญชีเมื่อดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น