ธุรกิจน้ำอัดลมหงอย! คนไทยไม่ซื้อ-นักเที่ยวหด ทุบยอดขายตกรอบ 3 ปี
วันนี้ (2 มิ.ย.68)ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่าแนวโน้มตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในประเทศนั้น ในปี 2568 คาดว่า ยอดขายของธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์อยู่ที่ 2.26 แสนล้านบาท ขยายตัว 2.0% แต่เป็นอัตราที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2565-2567) ที่โตเฉลี่ย 4.7% ต่อปี จากการบริโภคที่ยังได้รับแรงกดดันด้านกำลังซื้อของคนในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่น่าจะน้อยกว่าที่คาด
โดยแนวโน้มของตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่สำคัญ มีรายละเอียดดังนี้
ยอดขายน้ำอัดลมและน้ำดื่มบรรจุขวด คาดว่าจะขยายตัว 2.0% และ 2.6% ในปี 2568 ชะลอตัวลงจากปี 2567 ตลาดน้ำอัดลมและน้ำดื่มบรรจุขวด มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันกว่า 55% ของยอดขายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ทั้งหมด โดยปัจจัยที่หนุนให้ตลาดโต ส่วนหนึ่งมาจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น
กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ปี 2568 อุณหภูมิสูงสุดจะอยู่ที่ราว 43 องศาเซลเซียส สอดคล้องกับผู้ประกอบการในธุรกิจที่ระบุว่า สภาพอากาศร้อนเป็นปัจจัยบวกต่อยอดขายเครื่องดื่มฟังก์ชันนัล คาดว่าในปี 2568 ยังโต 5.5% สูงกว่าภาพรวมของตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ จากหลายปัจจัยหนุน
การแข่งขันของธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในประเทศ ปรากฏว่าต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งผู้เล่นในประเทศที่มีมากราย รวมถึงสินค้านำเข้าที่มาตีตลาดเพิ่ม ปัจจุบันมีผู้เล่นเข้ามา ในตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เป็นจำนวนมากหรือกว่า 2,794 ราย (เฉพาะนิติบุคคล) ส่งผลให้ตลาดมีการแข่งขันรุนแรง ด้วยสินค้าที่มีหลากหลาย Segment
ขณะที่สินค้านำเข้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8.2% ต่อปี (ปี 2564-2567 ในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ) การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ท่ามกลางสินค้า ใหม่ออกสู่ตลาดต่อเนื่อง และมี Life-cycle ที่สั้นลง จำเป็นต้องอาศัยการทำการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และจูงใจให้เกิดการบริโภค
สอดรับข้อมูลที่คาดว่าในปี 2568 เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์จะยังคงติด อันดับ TOP 3 สินค้าที่ลงทุนในสื่อโฆษณาดิจิทัลสูงสุดเมื่อเทียบกับ ธุรกิจอื่นๆ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการมีแผนมุ่งกระจายสินค้าสู่ตลาด B2B ทั้งร้านอาหารและเครื่องดื่ม โรงพยาบาล โรงแรม อีกด้วย
การส่งออกเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ของไทยนั้น ในปี 2568 คาดว่ามีมูลค่า 1,744 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 1.0% โดยตลาดส่งออกหลักยังคงเป็นกลุ่มประเทศ CLMV ชะลอลงอย่างมากเมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน ทีเติบโต 6.1% ต่อปี (ปี 2558-2567)
โดยเฉพาะกลุ่มประเทศคู่ค้าหลักอย่าง CLMV ที่เผชิญปัจจัยกดดันทางด้านสงครามทางการค้า และปัญหาเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ส่งผลให้ยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย เช่น ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ใน กัมพูชาและเวียดนาม ราคาสินค้าที่สูงขึ้นจากการปรับขึ้นภาษี VAT ในสปป.ลาว รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมือง ในเมียนมาเป็นต้น