รับภาระภาษีไป! ทรัมป์สั่ง Walmart ห้ามขึ้นราคาสินค้า ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าภาษีอัตรา 30% ยังคงสูงเกินไป ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจอเมริกันและตัวผู้บริโภคเอง
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันเสาร์ (17 พ.ค.) ว่า Walmart ควรเป็นฝ่ายแบกรับภาระภาษีเอง แทนที่จะกล่าวโทษมาตรการของรัฐบาล ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้ราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น โดยถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก Walmart ซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในโลก ประกาศว่ามีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในช่วงปลายเดือน เนื่องจากต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้น
“Walmart ไม่ควรใช้ภาษีศุลกากรเป็นข้ออ้างในการขึ้นราคาสินค้า บริษัททำกำไรหลายพันล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก… ทั้ง Walmart และจีนควรเป็นฝ่ายรับภาระภาษีเอง โดยไม่โยนต้นทุนไปให้ผู้บริโภค” ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย
Walmart ระบุเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ว่าแม้ภาษีจะถูกปรับลดลงเมื่อเร็วๆ แต่ก็ยังส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนของบริษัท และอาจทำให้ต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในอนาคต โดยซีอีโอ ดั๊ก แมคมิลลอน ย้ำว่า Walmart จะพยายามรักษาราคาให้ต่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่เตือนว่าบริษัทไม่สามารถแบกรับต้นทุนภาษีทั้งหมดได้
แมคมิลลอนยังระบุว่า ภาษีนำเข้าจากประเทศอย่าง คอสตาริกา เปรู และโคลอมเบีย ได้ทำให้ราคากล้วย อะโวคาโด กาแฟ และดอกกุหลาบสูงขึ้นแล้ว ขณะที่ภาษีสินค้าจากจีน โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และของเล่น เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้ามากที่สุด
นอกจากนี้ แบรนด์ชั้นนำอื่นๆ เช่น Adidas และ McDonald’s ก็ออกมาเตือนว่า มาตรการภาษีของทำเนียบขาวอาจเป็นแรงกดดันต่อราคาสินค้า กระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน และสร้างความกังวลให้กับผู้บริโภคที่กำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ
ด้านศาสตราจารย์ Zhou Mi จากสถาบันวิจัยการค้าระหว่างประเทศและความร่วมมือทางเศรษฐกิจของจีน ชี้ว่า การบังคับให้ Walmart ลดราคาสินค้า ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อกลไกราคาในตลาด แต่ยังอาจสร้างแรงกดดันต่อศักยภาพด้านอุปทาน ซึ่งอาจส่งผลต่อการจ้างงานและรายได้
ขณะที่ Gao Lingyun จากสถาบันวิทยาศาสตร์สังคมแห่งประเทศจีน ระบุว่า ภาษีศุลกากรทำหน้าที่เป็นกลไกส่งผ่านต้นทุน โดยที่ผู้นำเข้าอย่าง Walmart ได้รับผลกระทบในขั้นแรก แต่สุดท้ายผู้บริโภคต้องแบกรับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น พร้อมเสริมว่า แม้จะมีข้อตกลงทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ แต่ภาษีอัตรา 30% ยังคงสูงเกินไป และเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจอเมริกัน
ที่มา: โกลบอล ไทมส์