โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจสาหัส! “ร้านอาหาร” ร้องกำไรวูบ 50% เจ๊งระนาว

อีจัน

อัพเดต 19 พ.ค. 2568 เวลา 14.00 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. 2568 เวลา 07.00 น. • อีจัน

วันนี้ (19 พ.ค.68) นายสรเทพ สตีฟ ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ธุรกิจร้านอาหารปี 2568 สาหัสกว่าช่วงโควิด!

ทำไมถึงสาหัสกว่ามาดูกัน

  • ช่วงโควิด รัฐบาลตอนนั้นออกมาตราการต่างๆ มาช่วยผยุง ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ประกันสังคม มาตราการภาษีที่ให้คนเก็บใบกำกับภาษีจากร้านอาหารไปลดหย่อนภาษีได้
  • การอัดเงินเข้าระบบแบบตรงจุดตรงเป้า ด้วยโครงการคนละครึ่ง ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนทั่วไปแถมรักษากำลังซื้อไว้ได้ประมาณหนึ่ง
  • มาตราการเราเที่ยวด้วยกัน ที่ออกมาอย่างทันเวลาสามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศได้อย่างครึกครักแบบไม่น่าเชื่อ
  • ค่าไฟที่ในขณะนั้น หน่วยละ 3 บาท กว่าโดยรัฐพยายามตรึงไว้ให้ ภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือนจึงทำให้อยู่ได้ รวมถึงต้นทุนของธุรกิจร้านอาหารไม่สูงเกินไปสำหรับผู้ประกอบการ
  • การรักษาราคาพืชผัก สินค้าเกษตร เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ราคาไม่ได้โดดสูงมาก เพื่อประคองต้นทุนครัวเรือนและธุรกิจร้านอาหารได้อานิสงส์ไปด้วย และเมื่อต้นทุนวัตถุดิบร้านอาหารไม่แพง ราคาขายก็ไม่กระทบการบริโภคของประชาชนด้วย
  • การที่รัฐบาลในช่วงโควิดต้องเจอกับปัญหาต่างๆทั้งภายนอกภายในประเทศ แต่เพราะรัฐบาลในยุคนั้นมองปัญหาของประชาชนเป็นหลักจึงพยายามบริหารประเทศให้ข้ามผ่านไปให้ได้ จึงเป็นการตั้งใจบริหารประเทศมากกว่าบริหารการเมือง

กลับกันมาดูในช่วงปี 2566-2568

นายสรเทพกล่าวว่า 1.ชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารพยายามบอกนายกและรัฐบาลมาโดยตลอดว่าควรเร่งออกมาตราการด้านลดหย่อนภาษีด้วยการให้ประชาชนสามารถเก็บใบกำกับภาษีร้านอาหารไปลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินคนละ 2 หมื่นบาท และ นิติบุคคลเมื่อจัดเลี้ยง เลี้ยงรับรอง สามารถใช้ใบกำกับภาษีไปลดหย่อนภาษีในปีถัดไปได้ไม่เกิน 1 แสนบาท

แต่รัฐบาลในยุคนี้ก็เงียบกริบเหมือนไม่ได้ใช้สมองคิดตาม จนเกิดสภาพแบบปัจจุบัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าปลายปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ควรมีงานจัดเลี้ยงสังสรรค์ หรือ งานเลี้ยงเกษียณ งานเลี้ยงรับปริญญา แต่กลับเงียบกริบแทบไม่มีเลย

2.การอัดเงินแบบกระจัดกระจายไม่ตรงเป้า ไม่ตรงปก ด้วยโครงการแจกเงินหลายแสนล้านแล้วเป่าประกาศว่าเงินจะหมุนหลายรอบในระบบ แต่สุดท้ายเงินหายไปกับเจ้าหนี้หมด ร้านอาหารสตีทฟู้ด ร้าน SMEs หรือตลาดสดแทบไม่ได้รับผลพายุเงินที่แจกไป 2 รอบเลย

3.ค่าครองชีพของประชาชนที่ทำให้กำลังซื้อหายไป และต้นทุนธุรกิจร้านอาหารที่มีแต่ขบวนขึ้นต่อเนื่องมาตลอด 2 ปี ทั้งค่าไฟ ค่าน้ำมัน วัตถุดิบต่างๆ จนธุรกิจร้านอาหารเจอสภาพแฮมเบอร์เกอร์ ที่โดนกระหน่ำทั้งบนและล่าง คือ ต้นทุนที่สูงและกำลังซื้อประชาชนที่หายไป ซึ่งโจทก์ข้อนี้ยังไม่เห็นรัฐบาลออกมาตราใดๆมาแก้ไข หรืออาจเป็นเพราะ รัฐบาลในยุคนี้มัวแต่บริหารการเมืองมากกว่าบริหารประเทศ ?

4.มาตราการที่ออกมาก็ล่าช้าจนไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการได้ เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งผมเคยเรียกร้องไปก่อนแล้วว่าควรรีบออกมาให้ทันไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 เพราะสภาพเศรษฐกิจส่อแววไม่ดีเลย แต่รัฐกว่าจะเคาะสรุปรายละเอียดก็ปาเข้าไปจะจบไตรมาสแรกของปี 2568 แล้ว ซึ่งถึงเวลานี้ประชาชนก็ไม่มีเงินเหลือจะเที่ยวกันแล้ว

“นี่ยังไม่พูดถึงเรื่องการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวสุดท้ายของประเทศไทยที่ติดๆดับๆ จนกระทบถึงร้านอาหารขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ที่ออกมาแจ้งปิด เพราะเจ๊งกันระนาวหรือไม่ก็ยอดขายกำไรหายไปเกิน 50% อีกมากมาย”นายสรเทพกล่าว

นายสรเทพกล่าวว่า หลายคนออกมาคอมเม้นว่าก็ร้านเปิดเยอะ ราคาขายแพง ก็สมควรปิดไป ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีเงินเดือนประจำไม่ได้ค้าขายเอง และไม่มีความเข้าใจว่าธุรกิจร้านอาหารเป็นธุรกิจที่มีห่วงโซ่ซัพพลายวงใหญ่มาก ซึ่งหากร้านอาหารขายได้อยู่ได้ ตลาดสดแม่ค้าก็อยู่ได้ เกษตรก็อยู่ได้ รถสามล้อรถมอเตอร์ไซค์ที่ขนส่งของสดก็อยู่ได้ พนักงานร้านก็ไม่โดนให้ออกหรือตกงาน

และที่สำคัญประเทศที่มีเศรษฐกิจที่เข้มแข็งคือประเทศที่มีธุรกิจ SMEs ที่เข้มแข็งไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารขนาดเล็กไปถึงขนาดใหญ่ มากมาย แต่สงสัยว่า นายกหรือรัฐบาลจะไม่เข้าใจหรือมีความรู้เรื่องเหล่านี้เลยหรือ ?

นายสรเทพกล่าวว่า สุดท้ายในนามประธานชมรมผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารขอวิงวอนนายกและทีมเศรษฐกิจรัฐบาลให้รีบออกมาตราการเร่งด่วน เพื่อมาประคองสภาพเศรษฐกิจของประเทศก่อนที่จะพังไปจนไม่เหลืออะไรให้พังไปกว่านี้แล้ว เช่น

  • รีบเอาเงินที่จะแจกรอบ 3 มาทำโครงการคนละครึ่ง 6 เดือน ให้ประชาชนเพื่อช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายด้านอาหารประจำวันและกระตุ้นกำลังซื้อให้ร้านอาหารตั้งแต่ริมทางไปถึงร้านใหญ่
  • ออกมาตราการให้ลูกค้าเก็บใบกำกับภาษีร้านอาหารนำไปลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลได้ในปีถัดไปซึ่งไม่ต้องใช้งบประมาณเลยแถมได้ภาษีเต็มๆ คืนเข้าคลังอีกต่อ
  • ควบคุมดูแลค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน และราคาสินค้าวัตถุดิบเพราะยิ่งเข้าหน้าแล้งราคาพืชผักจะสูงขึ้นหลายเท่าเหมือนปีที่แล้วอีก
  • ลดเงินค่าประกันสังคมให้ผู้ประกอบการครึ่งหนึ่งถึงสิ้นปี 2568 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายบริษัทร้านค้า
  • เร่งวางแผนระยะสั้นในการกระตุ้นการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้กลับมา และวางแผนระยะยาวแบบบูรณาการ 15 ปี เพื่อให้การท่องเที่ยวประเทศไทยเติบแบบยั้งยืน ไม่ใช่เน้นแค่จัดอีเว้นท์เป็นฉากๆ ไปตามฤดูกาลงบประมาณ

“สุดท้ายนี้ผมหวังว่านายกจะมีทีมเศรษฐกิจที่ใช้หัวใจฟังประชาชนเพื่อให้เข้าใจความเจ็บปวดทรมานของประชาชน นะครับ”นายสรเทพกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...