โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ธนาคารซิตี้กรุ๊ปกลับลำ ชี้ทองคำโลกจะร่วงแรงหลุดต่ำกว่า 3,000 ดอลล์ในไตรมาส 3 คาดจะเหลือกว่า 2,500-2,700 ดอลลาร์สหรัฐในครึ่งปีหลัง 2025

BTimes

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 11.00 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 03.10 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

นายแม็กซ์ เลย์ตั้น นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์และโลหะมีค่า ธนาคารซิตี้กรุ๊ป เปิดเผยในรายงานวิเคราะห์ราคาทองคำคืนที่ผ่านมาว่า ปรับการคาดการณ์ใหม่ สำหรับราคาทองคำในตลาดโลกจะร่วงลงลดต่ำกว่าระดับ 3000 ดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสหน้าที่กำลังจะมาถึงนี้ โดยมองว่าราคาทองคำตลาดโลกจะเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 2500 ถึง 2700 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงครึ่งหลังของปี 2025

ในกรณีขั้นพื้นฐานราคาทองคำในตลาดโลกในไตรมาสที่ 3 จะปรับลดลงมาอยู่ในระดับเหนือกว่า 3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เพียงเล็กน้อย ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นราว 60% ถัดจากนั้นแล้วราคาทองคำตลาดโลกจะเข้าสู่ช่วงของการปรับฐานลง

สำหรับปัจจัยลบที่จะส่งผลให้ราคาทองคำร่วงตกต่ำตามที่คาดการณ์ไว้นั้นมาจากแรงส่งหรือโมเมนตัมในการเข้าลงทุนทองคำแท่งเริ่มที่จะเห็นสัญญาณชะลอลง ความต้องการในการลงทุนทองคำเริ่มลดน้อยลง แนวโน้มที่เป็นไปได้สูงว่าธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาและธนาคารกลางสำคัญอื่นทั่วโลกจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 นี้ สัญญาณการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึงนั้น

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2025 ธนาคารซิตี้กรุ๊ป เปิดเผยในรายงานวิเคราะห์ราคาทองคำว่าภายใน 3 เดือนข้างหน้า ได้ปรับขึ้นราคาคาดการณ์ทองคำตลาดโลกอีก 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือ +9.37% ส่งผลราคาทองคำเป้าหมายดังกล่าว เพิ่มขึ้นจาก 3,200 เป็น 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ สาเหตุมาจาก 10 บริษัทประกันในจีนที่ได้รับอนุญาตให้ซื้อทองคำแท่งได้ถึง 1% ของเงินทุนแต่ละบริษัทตามมาตรการของรัฐบาลจีนนั้น คาดการณ์ว่าจะมีความต้องการซื้อทองคำรวมกันเพิ่มขึ้นถึง 255 ตันต่อปี ส่งผลมีปริมาณความต้องการเท่ากับ 25% ของความต้องการซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก นอกจากนี้ ปัจจัยสงครามภาษีและสงครามการค้าทั่วโลก ตลาดทุนอื่นๆ ที่อ่อนแอลงจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงจากผลกระทบของนโยบายเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูงตลอดเวลาของสหรัฐ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 21 มีนาคมผ่านมา ธนาคารซิตี้กรุ๊ป เปิดเผยว่า ภายใน 3 เดือนข้างหน้า ได้ปรับขึ้นราคาเป้าหมายทองคำตลาดโลกอีก 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ส่งผลราคาทองคำเป้าหมายดังกล่าว เพิ่มขึ้นจาก 3,000 เป็น 3,200 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ สำหรับปัจจัยบวกที่ส่งผลให้มีการปรับขึ้นราคาในครั้งนี้เป็นผลมาจากความต้องการลงทุนในหน่วยลงทุนทองคำ หรือโกลด์อีทีเอฟมากขึ้น เนื่องจากราคาทองคำมีราคาอยู่ในระดับสูงขึ้นต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ความต้องการซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกในระยะยาวเห็นได้อย่างชัดเจน

ที่สำคัญ ในแง่กรณีตลาดทองคำโลกเข้าสู่ภาวะกระทิงนั้น ธนาคารซิตี้กรุ๊ปปรับเพิ่มเป้าหมายราคาทองคำภายในสิ้นปี 2025 ขึ้นแตะที่ระดับ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ สาเหตุจากความต้องการในการลงทุน และความต้องการในการปิดความเสี่ยงจะมีมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะเกิดภาวะเศรษฐกิจทดถอยอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่องท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น หรือ Stagflation

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2025 ผ่านมา ธนาคารซิตี้กรุ๊ป เปิดเผยในรายงานวิเคราะห์ราคาทองคำว่า ราคาทองคำยังคงอยู่ในภาวะขาขึ้นและกำลังเข้าใกล้แต่ระดับราคา 3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ด้วย 2 ปัจจัยหลักคือความขัดแย้งในปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีต่อเนื่อง และความไม่แน่นอนในภาวะเศรษฐกิจบนนโยบายสงครามภาษี 2.0 ของสหรัฐอเมริกา

ดังนั้นจึงได้ทบทวนเป้าหมายราคาทองคำในช่วงระยะสั้นระหว่างจากนี้ไปถึงไม่เกิน 3 เดือนข้างหน้า(เทียบจากต้นเดือนกุมภาพันธ์) ราคาทองคำตลาดโลกจะเพิ่มขึ้นราว 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือจากระดับ 2,800 ในปัจจุบันขึ้นไปเป็น 3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในขณะที่ยังคงมุมมองเดิมกับราคาทองคำในช่วง 6 ถึง 12 เดือนข้างหน้าจะอยู่ในระดับ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ นอกจากนี้ยังได้ปรับเพิ่มขึ้นราคาเฉลี่ยทองคำโลกในปี 2025 จากเดิมเฉลี่ยที่ 2,800 ขึ้นเป็น 2,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

ธนาคารซิตี้กรุ๊ป เปิดเผยต่อไปว่า ภาวะตลาดกระทิงของทองคำ จะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องภายใต้ยุคทรัมป์ 2.0 เนื่องจาก สงครามการค้าและ ปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ทั้ง 2 ปัจจัยดังกล่าวตอกย้ำให้เกิดภาวะโยกย้ายการลงทุน แนวโน้มลดการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐ และความต้องการบริโภคทองคำจากในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่เพิ่มขึ้น ที่สำคัญความกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก จะเป็นปัจจัยทำให้เกิดความต้องการในการลงทุนทองคำในกองทุนอีทีเอฟ และโอทีซี เพิ่มมากขึ้น

ในขณะที่ข้อมูลจากสภาทองคำโลกหรือดับเบิลยูจีซี พบว่าในปี 2024 ผ่านไป ความต้องการซื้อทองคำทั่วโลกสะสมเพิ่มขึ้น 1% สูงขึ้นเป็น 4,974.5 เมตตริกตัน ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ เนื่องจากความต้องการในการลงทุนทองคำเพิ่มสูงต่อเนื่อง รวมถึงการซื้อสะสมทองคำสุทธิของธนาคารกลางทั่วโลกในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีผ่านไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...