ภูมิธรรม เปิดงาน 'ปีปลอดภัยไซเบอร์' ผนึก เอไอเอส เป็นศูนย์กลางสู้อาชญากรรมออนไลน์
ภูมิธรรม เปิดงานปีปลอดภัยไซเบอร์ เอไอเอสรับเป็นศูนย์กลางสู้อาชญากรรมออนไลน์ หลังเสียหายกว่า 80 ล้านต่อวัน
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือAIS ได้ทำงานร่วมกับทั้งภาครัฐและเอกชนในการเสริมสร้างความรู้เท่าทันภัยไซเบอร์และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อป้องกันภัยคุกคามบนโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือกับสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ กสทช. ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” ตอกย้ำการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งและปลอดภัย พร้อมบูรณาการความร่วมมือในการตัดวงจรมิจฉาชีพตั้งแต่ต้นทาง
โดยจัดเสวนา หัวข้อ “Zero Scam Thailand: รวมพลังหยุดภัยไซเบอร์ สู่สังคมปลอดภัย” เพื่อยกระดับความร่วมมือสู่ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างยั่งยืน ณ ห้องเบญจพัชร ชั้น 2 อาคารเบญจรังสฤษฎ์ (อาคารด้านหน้า) สถานีโทรทัศน์กองทัพบก (ช่อง 5)
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เปิดเผยว่า ความร่วมมือของรัฐบาลและเอกชนถือเป็นหัวหอกสำคัญในการทะลุทะลวงสู้กับภัยไซเบอร์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยการจัดงานดังกล่าวเนื่องจากขณะนี้เทคโนโลยีใหม่ อาทิ ในประเทศจีน มีการนำระบบมาใช้เพื่อจับการกระทำของอาชญากร รวมถึงภัยธรรมชาติต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ซึ่งเราต้องเรียนรู้ในการแก้ไขปัญหาและป้องกันภัยต่างๆ เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีใหม่ทำให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องอยู่ตามพื้นที่หลักเท่านั้น แต่สามารถเคลื่อนที่เพื่อก่ออาชญากรรมได้แบบทันที สะท้อนถึงภัยไซเบอร์มีความรุนแรงและร้ายแรงมากจริงๆ ซึ่งอาชญากรมีความสนใจกระทำผิดผ่านระบบไซเบอร์มากกว่าการค้าขายยาเสพติด เพราะความเสี่ยงน้อยกว่า กระบวนการน้อยกว่า สามารถเคลื่อนที่ทำความผิดได้มากกว่า จากข้อมูลมีเม็ดเงินที่เสียไปกับภัยไซเบอร์ประมาณ 80 ล้านบาทต่อวัน โดยรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง แต่ปัญหาแก้ไม่จบง่ายๆ ต้องเรียนรู้และพัฒนาตามเทคโนโลยีให้เท่าทัน
“จากรายงานพบว่าความเสี่ยงด้านข้อมูลบิดเบือนและข่าวปลอมถือเป็นความเสี่ยงอันดับ 1 ของโลก ที่ต้องให้ความสนใจอย่างหนัก ต่อมาเป็นความเสี่ยงในด้านโจรกรรมข้อมูลและสงครามไซเบอร์ อยู่ในอันดับที่ 5 ถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องเผชิญไปอีก 10 ข้างหน้า สะท้อนถึงนานาประเทศต้องสู้กับภัยคุกคามไซเบอร์อย่างเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ภัยไซเบอร์ที่นำไปสู่การเกิดอาชญากรรมออนไลน์ ที่ผู้ไม่ประสงค์ดีใช้วิธีล่อลวงทุกรูปแบบจนสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นวงกว้าง จึงยกการแก้ไขปัญหาภัยไซเบอร์ขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติ ยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อปกป้องประชาชน แต่ก็ต้องเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ระบบการใช้งานเพื่อความปลอดภัย เพราะสิ่งสำคัญที่เป็นพื้นฐานคือ ต้องช่วยตัวเองก่อนด้วย” นายภูมิธรรม กล่าว
นายภูมิธรรม กล่าวว่า หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญกับความมั่นคงและปลอดภัยจากภัยไซเบอร์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจากการจัดอันดับความปลอดภัย ประเทศไทยได้คะแนน 99.22 คะแนนจาก 100 คะแนนเต็ม จัดอยู่ในกลุ่มอันดับที่ 1 ในจำนวน 46 ประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศต่างๆ รวมถึงไทยได้ให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานระบบสาระสนเทศที่ถือเป็นต้นน้ำที่ต้องมีการรักษาความมั่นคงจากภัยไซเบอร์ มีการบูรณาการพัฒนากลไกของภาครัฐร่วมกับเอกชน มีประสิทธิภาพ ป้องกันเหล่าอาชญากรไซเบอร์ไม่ให้ใช้เทคโนโลยีใหม่เข้ามาหลอกลวงประชาชนได้ รวมถึงต้องเสริมองค์ความรู้เทคโนโลยีใหม่เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตัวเองได้ด้วย เพราะไม่ใช่เรื่องของคนไม่มีความรู้อย่างเดียวที่ถูกหลอกลวง หรือเด็กเท่านั้น แต่ผู้มีความรู้สูง อาทิ อาจารย์มหาวิทยาลัย ข้าราชการก็ถูกหลอกเช่นกันจากตัวเองที่มีให้เห็น จึงไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่พยายามปิดช่องโหว่ที่มี อย่างการแก้ไขกฎหมายสำคัญเพื่อยับยั้งผู้มีพฤติกรรมที่น่าสงสัย ดึงธนาคารเข้ามามีส่วนรับผิดชอบร่วมกันอย่างยุติธรรมทุกฝ่าย
นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า อาชญากรรมไซเบอร์ในปัจจุบันถือเป็นปัญหาระดับชาติ เพราะส่งผลกระทบกับความปลอดภัยของประชาชน ความเชื่อมั่นระบบดิจิทัลของไทย โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้การหลอกลวงในหลายรูปแบบ มีการพัฒนาตามเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนถือจึงถือเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันเรื่องที่จะเกิดขึ้นเหล่านี้ จึงได้ร่วมประกาศความร่วมมือ รวมพลังเครือข่ายปลอดภัย ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยสิ่งที่เอไอเอสดำเนินการมาตลอดคือ พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้คุณภาพชีวิตของคนไทยในยุคดิจิทัล สามารถใช้ชีวิตได้อย่างดี ไม่ส่งผลกระทบใดขึ้น ผ่านแคมเปญต่างๆ และการให้ความร่วมมือกับกฎเกณฑ์ของทุกหน่วยงาน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งานอย่างแท้จริง อาทิ การซื้อซิมโทรศัพท์ในท้องตลาดมีขั้นตอนค่อนข้างทาก เพื่อทำตามกฎเกณฑ์ที่เพิ่มเข้ามา ไม่ได้คำนึงถึงเพียงรายได้ของบริษัทเท่านั้น
“เอไอเอสให้ความร่วมมือกับตำรวจไซเบอร์อย่างเต็มที่ เพื่อปราบปรามมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ต่างๆ ให้ข้อมูลที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้งานบรรลุผล และในฐานะผู้ให้บริการด้านดิจิทัล มีการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลตลอดเวลา เพื่อช่วยปกป้องผู้ใช้บริการในทุกด้าน สามารถใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเตอร์เน็ตบ้านได้อย่างปลอดภัย เปิดให้สายด่วน *1185# เพื่อตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์แปลกปลอมที่โทรเข้ามาว่ามีความอันตรามากน้อยเท่าใด รวมถึงสร้างภูมิคุ้มกันและพัฒนาทักษะดิจิทัลให้ประชาชนผ่านหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ ที่พัฒนาจากหลักสูตรต่างประเทศที่อาจไม่สอดคล้องกับไทย จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศไทยพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสมขึ้นมา โดยตอนนี้มีผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรแล้ว 5 แสนคน และตั้งเป้าอบรมให้ได้กว่า 3 ล้านคนต่อไป” นายสมชัย กล่าว
นายสมชัย กล่าวว่า บริษัทเป็นเหมือนศูนย์กลางในการเชิญชวนให้หน่วยงานอื่นๆ เข้ามาร่วมมือกันทำภารกิจพัฒนาป้องกันภัยไซเบอร์ให้สำเร็จ เพราะทำองค์กรเดียวคงไม่ได้ โดยมี 3 เรื่องหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ เรียนรู้ ร่วมแรง และเร่งมือ ผนึกกำลังในการสื่อสาร สร้างแรงขับเคลื่อนไปสู่สังคม เร่งมือทำให้เกิดผลจริงๆ ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นการสร้างโอกาสสำคัญเป็นจุดเริ่มต้นในการทำภารกิจปีแห่วความมั่นคง และปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งมั่นใจว่าเมื่อทุกภาคส่วนมีความรู้และเข้าใจ จะสามารถสร้างสรรสังคมคุณภาพ ร่วมแรงในการต่อสู้ภัยไซเบอร์ร่วมกันได้
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวว่า ภัยไซเบอร์ไม่ได้อยู่แค่ในออนไลน์เท่านั้น แต่อาชญากรรมออนไลน์มีทุกรูปแบบ ส่งผลกระทบกับประชาชนในทุกพื้นที่ จากสถิติมีคนตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์วันละ 1,000 ราย เม็ดเงินเสียหายสะสมกว่า 7 หมื่นล้านบาท ทั้งการหลอกให้โอนเงิน ดูดเงินจากบัญชีโดยไม่รู้ตัว ล้วงข้อมูลส่วนตัวไปใช้โดยมิชอบ ถือเป็นผลกระทบต่อทั้งประชาชน เศรษฐกิจรวม และความมั่นคงที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยนายกรัฐมนตรีมีนโยบายในการปราบอาชญากรรมทางไซเบอร์เหล่านี้ ทั้งบัญชีม้า ซิมม้า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งระบบ ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน แก้กฎหมายให้เท่าทันสถานการณ์ ทำงานกับภาคเอกชน เน้นพัฒนาโครงสร้างให้สอดคล้องกับบริบทยุคใหม่ อาทิ การจัดศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสาระสนเทศ เพื่อรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ และเปิดปฏิบัติการเชิงรุก โดยการร่วมมือกับเอไอเอสในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะผู้ให้บริการโครงข่ายมีข้อมูลเชิงลึกที่สามารถตรวจจับแจ้งเตือพฤติกรรมที่น่าสงสัยได้เรียลไทม์
“ถือเป็นการประสานพลังที่ทรงพลังที่สุดระหว่างตำรวจ รัฐบาล และเอกชน เพื่อปกป้องพี่น้องประชาชน โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้มุ่งเพียงการจับกุมผู้กระทำความผิดเท่านั้น แต่หวังสร้างสังคมที่ปลอดภัยในทุกมิติ เดินหน้าให้ึวามรู้กับประชาชน ยกระดับเครื่องมือการสืบสวน บูรณาการกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยปลอดภัยจากอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ภูมิธรรม เปิดงาน ‘ปีปลอดภัยไซเบอร์’ ผนึก เอไอเอส เป็นศูนย์กลางสู้อาชญากรรมออนไลน์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th